VAGABOND (AGNES VARDA /1985) : คนจร
posted on 10 Feb 2008 02:28 by filmsick in see-it-and-die
เธอตายแล้วเมื่อเช้านี้ มีคนพบร่างเธอนอนคว่ำหน้าอยู่ในแปลงปลูกมันฝรั่ง กลางอากาศที่หนาวเหน็บ ไม่มีใครรู้ว่าเธอมาจากไหน หรือกำลังจะไปไหน ใครต่อใครก็เห็นเธอเที่ยวแบกเป้เดินเร่ร่อน แต่งตัวสกปรกมอมแมม กางเตนท์ตรงนั้นที่ตรงนี้ที โบกรถไปเรื่อยๆ ใครๆก็บอกว่าเธอตัวเหม็น บางคนไม่ชอบเธอ บางคนบอกว่าเธอนิสัยไม่ดี บางคนบอกว่าเธอเป้นพวกขี้ยา จะยังไงก็แล้วแต่ เธอตายไปแล้ว เรารู้จักเธอน้อยเหลือเกิน และหนังเรื่องนี้คือการติดตามร่องรอยที่เธอทิ้งไว้ที่นั่นที่นี่เผื่อเราจะรู้จักเธอมากขึ้น
และหนังเรื่องนี้คือการสอบสวนทวนความจากผู้คนที่เคยพบเห็นเธอ บางคนอาจเคยเห็นเธอผ่านๆ บางคนเคยพูดคุยกับเธอ เคยนอนกับเธอ เคยเกลียดชังเอ เคยคิดถึงเธอในแง่หนึ่ง และเคยคิดถึงเธอในแง่อื่นๆ กล้องพาเรากลับไปดูถ้อยคำของคนเหล่านั้น
ภาพยนตร์ปี 1985 ของ AGNES VARDA ผู้กำกับหญิงคนสำคัญอีกคนของฝรั่งเศส ผู้คนมักเหมารวมเธอเข้ากับกลุ่ม FRENCH NEW AVE แต่จริงๆเราอาจนับเธอเข้ากันได้กับกลุ่ม RIVE GAUCHE MOVEMENT ซึ่งนอกจากVARDA ยังมี CHRIS MARKER (ผู้กำกับ LA JETTE หนังต้นแบบของ TWELVEMONKEYS) , MARGUERITE DURAS (ผู้กำกับ INDIA SONG และนักเขียนคนดังจาก THE LOVERSที่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังสุดเย้ายวน) JACQUES DEMY (ผู้กำกับหนังเพลง ที่เป็นสามีของVARDA ) ALAIN ROBBE - GRILLET ( ผู้กำกับ EDEN AND AFTER และนักเขียน ) และ ALAIN RESNAISE (ผู้กำกับ LAST YEAR ATMARIENBAD และ HIROSHIMA ,MON AMOUR) ซึ่งบรรดาศิลปินในกลุ่มนี้ มีความเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับกลุ่มวรรณกรรม NOUVEAU ROMAN MOVEMENT เพราะหลายต่อหลายคนควบตำแหน่งทั้งผู้กำกับแลนักเขียนไปด้วย (เช่น ALIAN ROBBE GRILLET และMAGUERITE DURAS เป็นต้น)
VARDA โด่งดังจากหนังเรียลไทมเล่าเรื่องสตรีที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ใน CLEO 5 TO 7 ที่ติดตามชีวิตของเธอในสองชั่วโมงนั้นตามเวลาจริง แต่หากจะว่าไปแล้วหนังของVARDA ที่โด่งดังที่สุด น่าจะคือ VGABOND นี่เอง ด้วยความที่หนังไปคว้ารางวัลสิงโตทองมาจากเวนิซในปีที่มันออกฉาย
เราอาจจัดจำแนกตัวหนัง (ถ้าเป็นคนที่คลั่งการจัดจำแนก) ว่ามันอยู่ในแนวทางสารคดี (หรือสารคดีเทียม) เพราะมันเล่าเรื่อง ด้วยวิธีการที่ให้ผู้คนที่เคยรู้จัก MONA สาวนักเดินทางผู้เร่ร่อน บอกความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อเธอต่อหน้ากล้อง เราอาจมองว่า นี่คือการให้สัมภาษณ์ต่อคนทำหนัง (ซึ่งแสดงตัวตนผ่านทางเสียงเล่าในช่วงแรกของหนัง บอกกับคนดูว่าเธอพยายามติดตาม ร่องรอย ที่โมนาทิ้งไว้
หลังจากความตายของโมนา หนังพาเราไปดูผู้คนต่างๆที่ได้พบกับเธอ บางคนเห็นเธอหลับอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งในบ้านร้าง บางคนเห็นเธอแบกเป้มาขอพักแรม มาของานทำบางคนรับเธอขึ้นรถและเห็นเธอเป็นโสเภณี บางคนได้พูดคุยกับเธอ และให้เธอโดยสารติดรถไปไกลๆ บางคนไล่ตะเพิดเธอไม่ใยดี บางคนถึงขนาดข่มขืนเธอเมือ่เห็นว่าเธอเป็นหญิงตัวคนเดียว แต่สำหรับโมนา เหตุการณ์ต่างๆล้วนเคยเกิดขึ้นกับเธอมาแล้วทั้งสิ้น เธอเพียงแค่เผชิญกับมัน และผ่านสู่เหตุการณ์ใหม่ เธอมองเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมดา
หากกที่บรรดาผู้คนในเรื่องทำไม่ใช่การเล่าให้เธอฟัง บางคนพูดกับภรรยา พูดกับเพื่อนที่เขาพบในคาเฟ่ แน่นอนบางคนก็พูดกับกล้อง แต่มันยากที่จะบอกตรงๆว่านี่คือสารคดี หรือนี่คือภาพยนตร์ เพราะมันคือการหลากไหล ของหลากหลายวิธีการในการเข้าถึง สตรีที่ ไม่มีหลังคุ้มหัว และอยู่นอกกฎหมาย (ตามความหมายในชื่อหนังภาษาฝรั่งเศส)
หนังไม่บอกว่า โมนา มาจากไหน หรือจะไปไหน หนังไม่ให้เราเห็นเหตุผลที่เธอต้องมาระหกระเหเร่ร่อน ไม่ให้เห็นกระทั่งปรัชญาชีวิตที่เธอยึดถือ ผู้หญิงคนนี้ปรากฏขึ้นหลังจากเธอตาย ราวกับร่องรอยของเธอเร่ร่อนเข้ามาบนจอ เราเพียงเฝ้าติดตาม การเดินทางของเธอ ตลอดทั้งเรื่องแม้เราจะมองผ่านดวงตาคนนั้นคนนี้ แต่ล้วนเป็นดวงตาของคนแปลกหน้า ที่พบเธอเพียงครั้งเดียว และการรักษาระยะของโมนา กับคนดูนี้เอง ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการตั้งคำถามต่อชีวิต ของเธอในสถานะแบบจำลอง มากกว่าการพาเราไปท่องชีวิตเศร้าๆของเธอ
ด้วยวิธีการนี้เอง โมนาจึงกลายเป็นแบบจำลองชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้กำกับคนดู แต่สำหรับตัวละครในหนังด้วย บางคนมองเธอในฐานะของตัวแทนของเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องถูกจองจำอยู่กับชีวิตสามัญ บางคนมองเธอเป็นตัวแทนของความรัก หญิงที่หลับอย่างสงบกับชายคนรักในบ้านร้าง (ซึ่งที่แท้เป็นเพียงคนที่เธอเพิ่งเจอแต่แบ่งกัญชาให้เธอดูด) บางคนเห็นเธอเป็นตัวแทนของนางโสเภณีเร่ร่อน วัตถุทางเพศไร้ความหมาย และบางคนมองเธอราวกับเป็นส่วนที่ขาดหายไปของชีวิตพยายามดูแลเธอประหนึ่งเป็นเพื่อนที่แสนดี บางคนมองเธอเป็นนางสิงห์ขี้ยาที่ไม่น่าเข้าใกล้ หรือกระทั่งมองเธอในฐานะคนรัก
ไม่ว่าจะมองผ่านกรอบแบบไหน ที่แท้เธอล้วนสะท้อนตัวตนของผู้มองออกมาทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับตัวละครหญิงต่างๆในเรื่อง
หากจะพูดกันตามจริง โมนาคือตัวแทนของผู้หญิงที่อยู่นอกกรอบของความเป็นหญิงที่เป็นที่พึงประสงค์ ในหนังเรื่องนี้มีตัวละครชายมากมาย แต่พวกเขามักทำหน้าที่ไม่กี่อย่าง หากไม่ -เอา-จากเธอ ก็เพิกเฉยกับเธอ เธอมีฐานะป็นเพียงวัตถุทางเพศสำหรับพวกเขา กระทั่งกับ นักปรัชญา ก็ใช้เธอเป็นบททดสอบแบบจำลองของเศรษฐกิจพอเพียงของเขา เมื่อเขายกที่ดินให้เธอ ให้เธออยู่บ้าน และเฝ้าดูเธอ (เราอาจบอกได้ว่าว่าเขาใช้เธอเป็นวัตถุในการเสพสมกับความคิดเชิงปรัชญาของตัวเองด้วยซ้ำ) พอมันไม่เป็นไปตามที่เขาคิด (เธอไม่ได้ใส่ใจจะมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง )เขาจึงตะเพิดไล่เธอไป ยกเว้นเพียงหนุ่มมุสลิมในไร่องุ่น หากแต่นั่นใช่หรือไม่ที่คือการ เอาจากเธอ ในรูปแบบหนึ่ง ให้ที่พักเธอ ใช้เธอเป็นแรงงาน และนอนกับเธอ ให้คำสัญญาลมๆแล้งๆกับเธอ แม้เขาอาจจะรักเธอ หรือย่างน้อยก็คิดถึงเธอ แต่นั่นคือการ เอาจากเอรูปแบบหนึ่งในฐานะที่คล้ายคลึงกับการตกเป็นเมียอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน ตัวละครหญิง กลับยึดเธอเป็นแบบอย่าง เธอเป็นเสมือน สิ่งที่ความเป็นหฯงในสังคมไม่สามารถทำได้ เฮไม่ได้รับการยกย่องจากผู้หญิงพวกนั้น เพราะพวกหล่อนกบัวเธอ แต่ลึกๆพวกหล่อนอยากเป็นเช่นเดียวกับเธอ ในหนังเรื่องนี้โมนาได้พบกับผู้หญิงทุกประเภท ตั้งแต่เด็กสาวคนหนึ่งที่บอกแม่ว่าอยากเป็นเหมือนเธอ (ก่อนจะโดนแม่ด่า) ไปจนถึง เมียของนักปรัชญา ที่มองเธออย่างไมเคลือบแคลงแต่ก็ไม่ยินดี ไปจนถึง หญิงสาวแม่บ้าน ที่มองเธอในฐานะภาพแทนรักบริสุทธิ์ (ซึ่งไม่ได้มีอยู่จริง) และช่วยเหลือเธอในเวลาต่อมา หรือ ศาสตราจารย์หญิง ที่มองเห็นเธอในฐานะ ของตัวแทนในสิ่งที่เธอทำไม่ได้ โมนา เป็นเหมือนตัวตนหนึ่งขอศาสตราจารย์หญิงผู้ศึกษาต้นไม้ตายซาก (ในหลายฉากหนังทาบทับโมนากับต้นไม้ตายซาก ซึ่งอีกนัยหนึ่ง ก็เท่ากับว่าโมนาคือ สิ่งที่เธอศึกษา) และเป็นคนเดียวที่แสดงความเอื้ออารีต่อเธออย่างจริงๆจังๆ รวมไปจนถึง หญิงชราที่ร่วมดื่มกับโมนาอย่างสนุกสนาน( และอาจเป็นฉากที่รื่นเริงฉากเดียวของหนัง) ในหนังเรื่องนี้โมนาได้พบกะบผู้หญิงทุกรูปแบบ (เด็กสาว เมีย ชู้รัก สาวโสด หญิงชรา) และเธอ คือผู้หญิงนอกเหนือรูปแบบดังกล่าวนั้น
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโมนา เป็นผู้หญิงพิเศษ ที่น่าชื่นชม หนังแสดงให้เห็นว่าที่แท้เธอเองก็เป็นนางตัวร้าย ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด และใจจืดมากพอที่ด่าว่าร้ายใครก็ได้ที่ทำร้ายเธอ ในหนังเรื่องนี้เราไม่สามารถเอาใจช่วยโมนาให้ก้าวพ้นจากรูปแบบความเป็นหญิงอันจำเจได้ เราได้แต่เฝ้าดูเธอ ตีความอารมณ์ของเธอจากพฤติกรรมที่เธอทำ ( การแสดง ระดับพิเศษของ SANDRINE BONNAIRE ทำให้หนังเรื่องนี้ พูดน้อยได้มากอย่างยิ่ง) โมนาเองเป็นผู้หญิงที่คาดเดาไม่ได้ เธออาจได้รับตำแหน่งของนักเดินทางผู้แหกกฎผู้หญิงแต่ในขณะเดียวกันเธอก็เจ็บปวดและพ่ายแพ้อย่างหมดรูป การเดินทางของเธอคือข้อพิสูจน์ เช่นเดียวกับที่นักปรัชญาบอกเธอว่า การเดินทางของเธอคือข้อพิสูจน์การดำรงคงอยู่ของระบบ เพราะเธอคือผู้พยายามออกนอกระบบแล้วไม่เอาไหน
หนังมีฉากสุดท้ายที่โผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย โมนาเดินเข้าไปในเมือง และถูกจู่โจมจากมนุษย์ต้นไม้ (ซึ่งน่าจะเป็นงานประเพณีบางอย่าง ของเมือง ) เธอถูกฉุดกระชากลากถู ถูกป้ายสีอย่างรุนแรง และแม้เธอจะออกมาจากที่นั่นได้ ในที่สุดมันก็กลับนำเธอไปสู่ความตายเช่นกัน โดยหนังได้ตัดฉากนี้ไปใส่ไว้ในต้นเรื่อง หลังความตายของเธอ เมื่อตำรวจออกมาตรวจที่เกิดเหตุ หนังตัดสลับกับภาพการล้างสี(ที่ในบางทีเราอาจเข้าใจว่าเป็นเลือด) จากตามผนังบ้าน ราวกับว่ามนุษย์ต้นไม้คือระบบที่ตามราวีเธอไม่เลิกและการตายของเธอ ไม่ได้ทิ้งร่อรอยอันใดเอาไว้อย่างจริงจัง พวกเขาล้างสีออกจนหมดสิ้นดำเนินชีวิตต่อไป นับเป็นโชคที่เธอโซซัดโซเซไปบนจอหนัง เราจึงได้มองดูเธอ
AGNES VARDA ถ่ายทำหนังจากมุมมองของบุคคลที่สาม ตลอดทั้งเรื่องหนังจะไม่เข้าใกล้ตัวละครมากนัก เหตุการณ์ณืที่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นอย่างจำกัด ทิ้งช่องว่างมากมายให้เราเติมเหตุการณ์ส่วนที่ไม่อยู่บนจอเข้าไป (อันเป็นวิธีการเล่าแบบเดียวกับ L'ARGENT ของ BRESSON เพียงแต่ไม่ใจหินเท่า) การเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเหตุการณ์ ไม่ปะติดปะต่อ และไม่แสงดที่มาที่มาที่ไป ทำให้หนังยิ่งคงลักษณะของการเป็น เหตุการณ์จากคำบอกเล่า และมันทำหน้าที่สะท้อนผู้เล่า (รวมถึงผู้ฟังเรื่องเล่า) ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง
ระยะห่างของเราจากหนังไม่ต่างจากระยะห่างที่สังคมกับ โมนา เธอตายไปแล้ว เราเรียนรู้ร่องรอยของเธอ และเราอาจลืมเธอไป ล้างสีบนจอหมดสิ้น ดำรงชีวิตและอาจใฝ่ฝันบางอย่างคล้ายๆเธอ แต่ไม่เคยลงมือทำมัน เพราะเอาเข้าจริงมันสงบอบอุ่นและปลอดภัยที่จะฝันถึง มากกว่าออกไปทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา
ขึ้นมาเหมือนกันนะ (ถ้าเขียนชื่อไม่ผิด)
ตะกี้พึ่งเข้าไปดูเว็บของ Phenomena มา ยังแอบคิดว่า
ในบริษัท ทำไมไม่มี ผกก.หญิงเลยแฮะ
มาเจอนายอัพเรื่องนี้ พอดีเลย
คิดถึง มิมิ ลีดเดอร์ , นอร่า แอฟรอน เหล่านี้เหมือนกัน
ดีๆ .. หาเรื่องหนุกๆมาเขียนแนะนำกันดี
จะได้แบ่งปัน ความไม่รู้ ออกไปจากสมองบ้าง 55
#1 By @lingjaidee : ฝีแปรง โปสการ์ด และรอยยิ้ม on 2008-02-10 14:07