ภาพปรากฏเริ่มจากมือคู่หนึ่ง ที่กำลังเกาะกุมประตูรถอย่างลังเล รถกำลังแล่นอยู่บนถนน และชายผู้นั้นค่อยๆเลื่อนมือไปที่จับ ลังเล และหดมือกลับ ภาพถอยออกมาแสดงให้เห็นว่าเขานั่งชิดประตู คั่นด้วยชายคนหนึ่ง อีกฝั่งคือชายอีกคนในกุญเจมือ  รถไฟแล่นตัดหน้ารถ ฉับพลันชายคนนั้นคว้าที่จับ เปิดประตูแล้ววิ่งออกไป ไม่มีใครรู้เห็นอะไร ดวงตาจับจ้องมงอคนบนรถที่ยังนั่งนิ่งเย็นชา ไกลออกไปเราเห็นรถอีกคันจอด และคนบนรถวิ่งไล่ชายคนนั้น  ในที่สุดชายคนเดิมก็กลับมาพร้อมใบหน้าเปื้อนเลือด จากนั้นรถจึงเคลื่อนตัวจากไป

 

นี่คือฉากเปิดของ A MAN ESCAPED ภาพยนตร์ปี ค.ศ. โดยปรมาจารย์ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ROBERT BRESSON หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากความทรงจำและประสบการณ์จริงของBRESSON ขณะเขาไปร่วมรบในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และถูกนาซีจับเป็นชเลยอยู่หลายปี ว่ากันว่า การต้องถูกขังอยู่ในคุกส่งอิทธิพลต่อหนังหลายๆเรื่องของเขา (นอกเหนือจากอิทธิพลในฐานะของ จิตรกรเก่า และ การเป็นแคธอลิคอันเคร่งครัด) โดยมากหนัง ROBERT BRESSON มักมองมนุษย์ด้วยสายตาเย็นชา ตัวละครของเขาล้วนตกเป้นเหยื่อของสิ่งซึ่งยิ่งใหญ่กว่าอันเรียกว่าชะตากรรม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวละครของเขาเป็นเพียงพวกน่าสงสาร เพราะ BRESSON มักแสดงให้เห็นถึงความ ‘ใฝ่ต่ำ' อันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ผู้ซึ่งเมื่อต้องเลือก มักเลือกผิดเสมอ ท่าทีเสียดเย้ยของ BRESSON ปรากฏเด่นชัดในหนังแทบทุกเรื่องของเขา ตั้งแต่ PICKPOCKETที่ดัดแปลงจากกงานของ ตอลสตอย เล่าเรื่องของชายผู้ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการล้วงประเป๋า หรือชะตากรรม'ชีวิตบัดซบ' ของสาวน้อย MUCHETTA และ ลาโง่ (อันมีนัยยะถึงการเป็นตัวแทยของพระผู้ไถ่) กับสาวน้อยผู้เป็นเจ้าของมันใน AU HASARD BALTHAZAR  ความเย็นชา (ผู้เขียนอยากใช้คำว่า ‘ใจหิน') และการถ่ายภาพที่ถูกจัดวางมาอย่างดี (ซึ่งเป็นผลจากการเป็นจิตรกรเก่า) ทำให้หนังของBRESSON นั้นเรียบง่ายยิ่ง ห่างเหินยิ่ง และทรงพลังยิ่ง

 

แต่ A MAN ESCAPED ดูจะเป้นหนังที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆอยู่พอสมควร เพราะนี่เป็นหนังที่มีความระทึกอยู่เต็มตัว ในขณะที่หนังเรื่องอื่นๆไม่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมใดๆ (แม้กระทั่งความรู้สึกสงสาร) หนังเรื่องนี้กลับปล่อยให้ผู้ชมได้ลุ้นระทึกไปกับ ชะตากรรมของผู้หมวด ฟองแตน นายทหารชาวฝรั่งเศส ที่ถูกจับกุมโดยนาซี  ถูกโยนเข้าไปในห้องขัง แคบๆจากนั้นเขาหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับการหลบหนีออกจาคุก ฟังจากพลอต นี่คือหนังที่พร้อมจะเป็นหนังลุ้นระทึก ชนิดนั่งไม่ติดเก้าอี้  เต็มไปด้วยพลอตหักเหเร้าใจ  และเรื่องเล่าชนิดเรียกน้ำตาจากการผลักให้ผู้หมวดฟองแตนเป็นวีรบุรุษผู้ยืนหยัดต่อต้านนาซี แต่มันเป็นดังเช่นที่ อังเดร บาแซง นักวิจารณ์คนสำคัญของโลก กล่าวไว้  มันง่ายที่จะอธิบายว่าหนังเรื่อง'ไม่ได้เป็น'อย่างไร มากกว่าจะอธิบายว่าหนังมันเป็นอย่างไร

 

เพราะเมื่อหนังตกอยู่ภายใต้การกำกับของROBERT BRESSON เขาเลือกทำมันออกมาด้วยการเล่าทุกอย่างอย่างจำกัด ไม่มีฉากไม่จำเป็นในหนังเรื่องนี้ทุกฉากทุกภาพล้วนอยู่ในขั้นต่ำสุดสำหรับสื่อความหมาย น้อยกว่านี้ไม่ได้ มากกว่านี้ไม่ดี ความพอดีของการใช้ภาพ ทำให้หนังเรืองนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในการถ่ายทอดสาร สำคัญ

เพราะแทนที่จะเป็นหนังแหกคุกแบบที่เราคุ้นชิน ที่แท้หนังกลับพูดเรื่องชายคนหนึ่งที่หมกมุ่นอยู่กับการหลบหนี  ไม่ต่างจาก หนังเรื่อง PICKPOCKET ที่ว่าด้วยชายคนหนึ่งซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการล้วงกระเป๋า ผู้หมวดฟองแตนในหนังเรื่องนี้ไม่ได้คิดหลบหนี เพราะเขากลัวตาย หรือเพราะความเป็นวีรบุรุษ สำหรับเขาการหลบหนีคือกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยในการฆ่าเวลาอันเหนื่อยหน่ายซ้ำซากในคุก ตลอดทั้งเรื่องหนังไม่ได้เน้น กิจกรรมที่เขาทำกับเพื่อนๆหรือพลอตหักเหใดๆ  กระทั่งนาซีในหนังเรายังเห็นเป็นแค่ ส่วนเสี้ยวของอวัยวะ หรือภาพระยะไกล ) ทุกอย่างถูกตัดขาดจาดตัวละครหลักโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงตัวของผู้หมวดฟองแตน และกิจกรรม ‘การหลบหนี' เท่านั้น ดังนั้นการที่หนังกว่าครึ่งถ่ายเพียงภาพ ‘มือ' (ตั้งแต่ในฉากแรก ) การกระทำ กิจกรรม เหล่านั้นจึงมีตัวตนขึ้นมา และเป็นตัวตนแบบอัตโนมัติ  อันหมายถึงว่า เรารับรู้กิจกรรมนี้โดยไม่รู้สึกถึง ‘อารมณ์ใดๆ' กิจกรรมที่ตายซากดำเนินซ้ำ(แม้จะมีอารมณ์ลุ้นระทึกในเชิงว่ากิจกรรมนี้อาจทำให้เจาถึงแก่ความตายได้)กลายเป็นตัวตนขึ้นมาแต่เป็นตัวตนจำพวกความซ้ำซากจำเจ BRESSON จำกัดกระทั่งภาพที่คนดูมองเห็น เรามองเห็นฟองแตนผ่านกรงขัง แต่เราจะไม่เห็นสิ่งที่ฟองแตนมองเห็นเลยแม้แต่น้อย กระทั่งในช่วงการหลบหนีจริงๆเราก็มองเห็นในมุมอันจำกัดเท่านั้น  ราวกับว่าทั้งหมดไม่ใช่อื่นใดนอกจากการต่อสู้คัดง้าง ระหว่าง ‘มนุษย์ ‘ กับ ‘กิจกรรมการหลบหนี' นั้นเอง

 

แต่ในขณะเดียวกัน หนังถ่ายทอดปฏิสัมพันธ์ของผู้หมวดฟองแตนกับเพื่อนร่วมคุกด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นไปในรูปแบบเย็นชา ไม่มีใครสนใจการหลบหนีของผู้หมวดฟองแตน ในทางหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าผู้คนในคุกกลายเป็นคนที่สิ้นหวังและเห็นว่าการหลบหนีนั้นไร้ไประโยชน์ ความเคยชินทำให้ผู้คนในคุกนั้นสิ้นหวัง แต่ในขณะเดียวกัน คนผู้ทนต่อความเคยชินไม่ได้นั้น ก็ต้องหาทางไปสู่ความเคยชินอันใหม่ ผ่านทางการหาหนทางหลบหนี  และจมอยู่ในความเคยชินนั้นจนดูรางกับว่า กิจกรรมการหาทางหลบหนีนั้นเคลื่อนที่ไปไม่สิ้นสุด โดยไม่เกิดการหลบหนีขึ้นจริงๆ  จนกระทั่งเด็กหนุ่มคนใหม่ถูกโยนเข้ามาในห้องขัง และฟองแตนต้องเลือกระหว่างพาเด็กหนุ่มไปด้วยหรือสังหารเด็กหนุ่มเสียเพื่อไม่ให้ขัดขวางการหลบหนี

BRESSON คัดเลือกตัวละครจากคนธรรมดา เขาไม่ใช้ดาราในการเล่นหนังของเขา เขาคัดเลือก FRANCOIS LETERRIER มารับบทผู้หมวดฟองแตน และก็เช่นเคย เขายังคงให้รักแสดงซักซ้อมบท ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสิ้นไร้เรี่ยวแรงในการสื่อสารและกลายเป็นแบบจำลองในภาพของเขา โดยในเรื่องนี้ เขาบังคับ ให้ LETERRIER เล่นเสมือนกับว่า พูดอยู่กับตัวเองตลอดเวลา การสื่อสารระหว่างกันของตัวละครจึงออกมาแข็งเย็น เชือนชา การสื่อสารที่ดูเป็นมนุษย์ที่สุด เกิดขึ้นข้ามห้องขังโดยไม่เห็นหน้ากัน และสื่อสารผ่านการเคาะห้องขังจนเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบสัญญาณกลับมา

อย่างไรก็ดี A MAN ESCAPED ไม่ใช่หนังน่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย แม้ BRESSON จะทำหนังออกมาราวงานศิลป์ชิ้นเยี่ยม แต่มันไม่ได้แห้งแล้งอารมณ์ระทึกแต่อย่างใด ในขณะที่ผู้หมวดฟองแตนปฏิบัติภารกิจหลบหนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้าย คนดูแทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้  จังหวะที่พอดิบพอดี ทำให้หนังออกมาสนุกอย่างยิ่ง แม้เอาเข้าจริงเราจะแทบไม่ได้เห็นอะไรเลยก็ตาม

 

A MAN ESCAPED จึงเป็นไปตามชื่อหนังอย่างจริงแท้ นั่นคือหนังที่พูดถึง มนุษย์กับการหลบหนี นี่ไม่ใช่หนังซึ่งเชิดชูความยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ หากกลับแสดง ให้เห็นว่ากระทั่งการหลบหนีของมนุษย์ที่แท้ก็เป็นการติดกับประการหนึ่ง เราไปจากที่หนึ่ง เพื่ออกไปสู่อีกทีหนึ่ง เราเพียงติดอยู่กึ่งกลางระหว่างความเคยชินหนึ่งไปสู่ความเคยชินหนึ่งเท่านั้น

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังไงก็หนีได้แต่ร่างกาย
ใจตนยากแท้หนีห่าง angry smile

#1 By N on 2008-01-12 15:34

ได้ดูหนังคุณพี่แล้วครับ

#2 By ตุ้ย since 2006 on 2008-01-13 00:35

big smile big smile

#3 By lolay on 2008-01-13 01:43

เป็นแฟน ดูหนังอย่างคนป่วยใน open มานานแล้วครับ
พอดีเพิ่งจะทำบล็อคเป็นของตัวเอง เลยมีโอกาสเข้ามาอ่านในบล็อคนี้...

#4 By kitt on 2008-01-15 15:35

big smile

#5 By ru (222.123.171.254) on 2008-01-15 16:06