ความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า ในหนังสั้นของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
posted on 24 Dec 2007 15:27 by filmsick in FILMFLU
เราอาจรู้จัก อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะการเป็นผู้กำกับไทยคนเดียวที่ได้รางวัลใหญ่ๆจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หรือในฐานะเจ้าของหนังน่าเบื่อยืดยาวที่ดูเหมือนไร้จุดหมาย หรือกระทั่งในฐานะผู้กำกับหัวแข็ง ที่คัดง้างกับคณะกรรมการเซนเซอร์ด้วยการ ยอมไม่ฉายไม่ยอมตัด แสงศตวรรษ หนังเรื่องล่าสุดของเขา แต่ไม่ว่าจะในฐานะใดปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขาคือผู้กำกับคนสำคัญที่โลกต้องจับตามอง
ย้อนกลับไปก่อนที่เขาจะกลายเป็นเจ้าของรางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อภิชาตพงศ์ เริ่มต้นจากการทำหนังสั้น โดยเริ่มจาก 0116643225059 หนังสั้นที่ใช้ภาพของแม่ ซ้อนเข้ากับภาพชองชายผมยาวที่ถูกปรับแต่งจนดูเหมือนอยู่ในเงามืด และใช้เสียงการโทรศัพท์กลับบ้าน ของตัวผู้กำกับเองในการเล่าเรื่อง ตัวเลขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นก็เอามาจากเบอร์โทรศัพท์จริงๆ ที่ตัวผู้กำกับโทรจากเมืองนอกมาหาพ่อแม่ที่บ้าน ตัวหนังนั้นมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก ( ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็น ตัวตนของอภิชาติพงศ์ ที่ใช้เรื่องส่วนตัวเป็นพื้น และค่อยๆเลือนไปสู่การเป็นเรื่องเล่า ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจาก แสงศตวรรษ ) และนี่เป็นครั้งแรกที่ ภาพและเสียงในหนังของเขากลายเป็นพรมแดนของการทดลองความไม่พ้องต้องกัน แต่ในขณะเดียวกันไม่ย้อนแย้งกันและกัน ซ้ำยังเป็นการเล่นแร่แปรธาตุกับ ภาพยนตร์และกระบวนการของมัน เขาตัดรูปภาพของแม่เข้ามาใส่เป็นภาพหลักในหนังขณะที่ในบทสนทนา จะมีช่วงหนึ่งที่เขาเอ่ยถามว่าแม่ส่งรูปมาหรือยัง หากรูปที่ปรากฏคือรูปแม่ (ที่ส่งมา)ก็เท่ากับว่า เขาไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ในฐานะของความเป็นหนัง (ว่าด้วยภาวะ homesick แต่เล่าแบบทดลองโดยการตัดภาพแม่ และเสียงสนทนามาประกอบกันแทน) แต่การมีอยู่ของบทสนทนาเรื่องรูปกลับสร้างความหมายใหม่ นั่นคือ การที่เขาได้ ใส่กระบวนการสร้างภาพยนตร์ ลงไปในตัวภาพยนตร์ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ) ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการใส่มิติ ตัวตน ของผู้สร้าง ลงไปในหนังด้วย และผลักสถานะในการเป็น - ภาพตัวแทนของความจริง - ที่หนังพยายามเป็น ไปสู่การเป็น - ภาพแทนเรื่องเล่า -ที่เล่าเรื่องการทำหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งว่าด้วยความทรงจำ
จากจุดเริ่มต้นของการะละเล่นกับเรื่องเล่า อภิชาติพงศ์ ขยายความเรื่องนี้ต่อในหนังสั้นเรื่องต่อๆมาอันประกอบด้วย แม่ย่านาง (LIKE THE RELENTLESS FURY OF THE POUNDING WATER) เกาะกายสิทธิ์ ( THIRD WORLD) และ มาลีและเด็กชาย ( MALEEAND THE BOY ) ซึ่งระหว่างนั้นคั่นด้วย WINDOWS หนังสั้นที่แตกต่างออกไป และเกิดขึ้นจากความบังเอิญ (ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป)
ในหนังสั้นชุดนี้ อภิชาติพงศ์ ได้ทำการขยายความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการ ประสมก่อรูปเรื่องเล่าจากที่มาแตกต่างกัน และไม่ได้มีเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นสำคัญเหล่านั้น ออกมาอย่างน่าตื่นเต้น โดยเขามักหยิบเอาเรื่องเล่าเดิมที่มีอยู่มาก่อนหน้า และมักเป็นเรื่องเล่าจากความบันเทิงแบบพื้นบ้าน อย่าง ละครหลังข่าว ละครวิทยุ หรือการ์ตูนเล่มละบาท (ที่ตอนนี้มีราคาแพงกว่านั้นหลายเท่า) แล้วนำมันมาประสมเข้ากับภาพ ความทรงจำ ทำการเลื่อนไหลมันออกมาสู่โลกความเป็นจริง หรือหยอกเอินกับมันอย่างสนุกสนาน
ในแม่ย่างนาง หนังอาศัยละครวิทยุของคณะเกตุทิพย์ เป็นจุดเริ่มต้น (ชื่อหนังก็มาจากชื่อบทละครที่ว่า ) ภาพที่เราได้เห็นในฉากแรก คือ ภาพกว้างๆของบางสถานที่และตัวหนังสือที่ขึ้นข้อความชวนฉงน เกี่ยวกับชายชื่อผัน และภาพถ่ายของเด็กสาวกับแม่ของเธอในสถานที่ที่น่าจะเป้นต่างประเทศ ก่อนที่จะตัดภาพไปยังหญิงสาวนางหนึ่งนั่งรถสองแถวไปรอบๆเมือง โดยมีเสียงข้างหลังเป็น ละครวิทยุเรื่อง แม่ย่านาง เราไม่อาจรู้ได้ว่านี่คือเสียงที่มาพร้อมกับรถสองแถว หรือเสียงที่ใส่เข้าไปประกอบในหนัง แต่เสียงนี้กลับดำรงคงอยู่ไปตลอดเวลา เมื่อภาพละทิ้งหญิงสาวไปยังผู้คนอื่นๆ ครอบครัวอื่นๆ ราวกับว่าทุกคนฟังละครวิทยุเรื่องเดียวกันอยู่ จนกระทั่งในที่สุดเสียงของละครสาบสูญไป กลายเป็นเสียงสนทนาในบ้าน แต่หนังกลับทำซับไตเติ้ล ต่อความจากละครวิทยุเรื่องนี้ ราวกับมันดำรงคงอยู่แม่เราจะไม่ได้ยินมันอีก ภาพยังคงเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ และเมื่อมันวนกลับมาที่คู่ชายหญิงในรถปิคอัพ (ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ดูรูปถ่ายในฉากแรก )ซับไตเติ้ลละครหายไป หากละครวิทยุก็ถึงขั้นเปลี่ยนรูปไหลออกไปในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อทั้งสองเริ่มทุ่มเถียงกันด้วยภาษาที่ราวกับหลุดออกมาจากละคร ก่อนที่ภาพจะเลื่อนไหลไปที่สตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่ง(ซึ่งกล้องเคยแวะเวียนมาก่อนหน้า )และฉายภาพผ่านไปยัง ละครโทรทัศน์ราวกับว่าในที่สุดแม่ย่านางก็เปลี่ยนรูปมาสู่ละครโทรทัศน์ ก่อนจะปิดด้วยภาพการถ่ายภาพที่มีฉากหลังเป็นวอลเปเปอร์ รูปทะเล
แม่ย่านาง อาจเป็นเพียงชื่อละครวิทยุ แต่ในที่นี้ ตัวของละครวิทยุเองก็ได้ทำหน้าที่ในการเป็น - แม่ย่างนาง- นำทางผู้คนเหล่านั้น ไม่ใช่สำหรับการนำพาชีวิตหรืออะไรทำนองนั้น หากเป็นการนำพาเหล่าผู้คนหลบหนีไปจากความเป็นจริง ไปสู่ดินแดนอันน่าตื่นระทึกของการเดินเรือในมหาสมุทร และภูตผีวิญญาณลึกลับ
แล้วเรื่องเล่าของอภิชาตพงศ์คืออะไร มันอาจคือการฉายภาพกว้างๆของผู้คนในบ่ายวันหนึ่งที่กำลังเฝ้าฟังละครวิทยุอย่าใจจดใจจ่อ หรืออาจคือการจำลองละครวิทยุมาให้ชาวบ้านรับบทบาทกันอย่างแนบเนียน หรือบางทีมันอาจคือเรื่องเล่าของการเปลี่ยนสถานะของเรื่องเล่าในชีวิตผู้คน โดยเราอาจต้องถอยการจ้องมองออกมาจากเพียงภาพหรือเสียงแต่เพียงย่างเดียว และมุ่งสนใจไปยัง -วิธีการ- ในการประกอบร่างมันขึ้นมาเพื่อนำเสนอความหมายใหม่ ในหนังเรื่องนี้เราจะไม่มีทางจับได้เลยว่าที่แท้แล้วบทละครแม่ย่านางนั้นมีเรื่องราวอย่างไร เช่นเดียวกันเราไม่มีทางจับเอาภาพชีวิตชาวบ้านเหล่านั้นมาปะติดปะต่อเพื่อสื่อความหมายใดความหมายหนึ่งได้เลย แต่เมื่อรูปไม่พ้องเสียง และเสียงไม่พ้องรูปมาอยู่ร่วมกัน มันก็ได้ฉายภาพ ของ - อำนาจของเรื่องเล่า- ที่ไม่ตายตัวและเลื่อนไหลไปในชีวิตของผู้คน ในหลากรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้(ในรูปเสียง) ไปจนถึงฝังลงในการกระทำ
ในช่วงท้ายของหนัง(หลังจากละครวิทยุได้ไหลรวมเข้ามาในชีวิตจริง เมื่อคู่ผัวเมียในรถปิคอัพทะเลาะกันอย่างรุนแรง ) เสียงของละครวิทยุหายไปแล้ว และกลายเป็นเสียงของการรายงานข่าว และ เสียงเทปสอนภาษาแบบตายซาก พูดซ้ำๆ (ต่างจากละครวิทยุที่เต็มไปด้วยอารมณ์ในทุกถ้อยคำ) และเมื่อภาพไหลเรื่อยไปที่ละครหลังข่าวในทีวี(ซึ่งอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของผีแม่ย่านาง) แล้วไหลไปหาภาพในสตูดิโอ เสียงเทปสอนภาษาก็ดังขึ้นอีก ตายซาก ซ้ำไปมา ขณะที่ผีแม่ย่างนาง (เรื่องเล่า ละครวิทยุ ความบันเทิง) สามารถเปลี่ยนรูปไปได้ไม่หยุดยั้ง
ต่อจากแม่ย่านาง อภิชาติพงศ์ ถ่ายทำ ดอกฟ้าในมือมาร หนังยาวสำหรับจบการศึกษา และระหว่างการถ่ายทำนั้น เขาเก็บฟุตเตจจากเกาะปันหยี อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่ปรากฏใน ดอกฟ้าในมือมาร มาตัดต่อขึ้นใหม่เป็น เกาะกายสิทธิ์ ซึ่งในคราวนี้ ความไม่พ้องรูปพ้องเสียงของหนังมาในรูปแบบของการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการทำหนัง โดย ใช้ภาพขาวดำของยามเช้าอันสลัวรางบนเกาะปันหยี ซ้อนเข้ากับเสียงของชายสองคนที่นอนคุยกัน ซึ่งคือตัวของ อภิชาติพงศ์กับทีมงาน เรื่องที่พวกเขาคุยนั้น ก็เป็นประเด็นสัพเพเหระทั่วไป เกี่ยวกับการหลับฝันไปของใครบางคน ความฝันเหนือจริงเกี่ยวกับทางเดินกว้างใหญ่ และผู้คนที่จ้องมอง ก่อนจะเฉไฉไปเรื่องนั้นเรื่องนี้
เสียงใน เกาะกายสิทธ์ สร้างเรื่องเล่าชุดหนึ่งเกี่ยวกับความฝัน ในขณะที่ภาพ ความสลัวรางยามอรุณรุ่งของเกาะปันหยี เสียงเรียกหากันในความเลือนราง สร้างเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เรื่องเล่าทั้งสองไม่ได้ประสานเป็นเนื้อเดียวกันหรือย้อนแย้งซึ่งกันและกันหากแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง และมีส่วนร่วมเพียงว่ามนบังเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันเท่านั้น และเอาเข้าจริง ภายในชุดเรื่องเล่าทั้งคู่ก็ไม่สามารถปะติดปะต่อประกอบเป็นเรื่องเป็นราวให้จับต้องได้ ราวกับภาพที่ถ่ายจากความฝันและเสียงที่เกิดจากการละเมอ แต่ทั้งหมดทำหน้าที่ร่วมกันในการเป็น ภาพบันทึกของ การทำหนังในทะเลของผู้กำกับ แน่นอน ตัวตนของผู้สร้างหนังยังถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่องในงานชิ้นนี้ (เช่นเดียวกันกับใน 0116643225059 และใน ดอกฟ้าในมือมาร) เรื่องเล่าที่แท้จริงจึงเป้นเรื่องการเดินทางไปถ่ายทำหนังในเกาะปันหยีนั่นเอง ซึ่งต่อมา อภิชาติพงศ์ขยายการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการทำหนังออกไปอีกครั้งใน ความทรงจำในป่า ( WORLDLY DESIRE ) ซึ่งจะกล่าวต่อไป
ถัดจาก เกาะกายสิทธ์ อภิชาติพงศ์ทำหนังสั้นที่พิเศษกว่าหนังทุกเรื่องของเขาออกมาเรื่องหนึ่งคือ WINDOWS หนังซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการหยิบกล้อง (ที่เขาตั้งใจจะใช้ถ่ายสารคดีพ่อกับแม่) มาลองถ่ายแล้วพบว่ามันบังเกิดแสงสะท้อนกับกรอบหน้าต่างในห้องของเขา ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะจากการมองผ่านกล้องเท่านั้นเขาจึงบันทึกมันไว้ ภาพแสงสีขาวที่พุ่งจากกรอบหน้าต่างเกิดประกายวิบวับแม้เคลื่อนกล้องเพียงน้อยนิด อาจดูน่าเบื่อเมื่อต้องรับชมเป็นเวลานาน แต่ในขณะเดียวกันภาพที่เห็นก็ทำให้เราจินตนาการไปได้ต่างๆนานๆ โดยเฉพาะแสงสีขาวที่ราวกับว่าทำเอฟเฟคต์จากคอมพิวเตอร์ พุ่งผ่านหน้าต่างราวกับหนังไซไฟแฟนตาซีที่หน้าต่างเรืองแสงได้ เป็นการเล่นสนุกของอภิชาตพงศ์ที่ให้ผลลัพธ์ประหลาดอยู่ไม่น้อย
ถัดจาก WINDOWS อภิชาติพงศ์ กลับมาเล่นสนุกกับเรื่องเล่าภายใต้วัฒนธรรมป๊อบของสังคมไทยอีกครั้ง คราวนี้ เขาหยิบจับเอาการ์ตูนเล่มละบาทเรื่อง ซาตานหิวรัก มาใช้ และกลายเป็นหนังสั้นเรื่อง มาลีและเด็กชาย(ชื่อจริงของหนัง คือ มาลี และเด็กชาย ไมโครโฟนของเขา และ ซาตานหิวรัก ) โดยตัวละครมาลีนั้นมาจาก การ์ตูนดังกล่าว ซึ่งถูกคัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นตัวหนังสือมาปรากฏบนจอมืดให้ได้อ่านก่อนจะซ้อนภาพ ของผู้หญิงคนหนึ่ง(ที่ดูเหมือนแอบถ่าย) กำลังพูดคุยอยู่กับใครที่เราไม่เห็นหน้า และไม่ได้ยินเสียง ราวกับว่าเธอคือ มาลี ตัวละครที่อยู่ในการ์ตูน เรื่องนั้น การ์ตูนต่อต้านบริโภคนิยมที่เล่าเรื่องสองศรีพี่น้องที่คนน้องถูกล่อลวงด้วยเพชรทองจากชายหนุ่มในห้างแต่ปฏิเสธ คนพี่เลยไปแทนแล้วค้นพบว่าที่แท้ชายหนุ่มคือซาตาน และสอนสั่งเรื่องการรักนวลสงวนตัวไปในที และหลังจากนั้นกล้องยังคงจ้องมองหน้าผู้หญิงคนเดิมขณะที่เสียงเป็นเสียงจากการติดตั้งไมโครโฟนไว้บนตัวเด็กชายอายุ 10 ขวบคนหนนึ่งและบันทึกเสียงจากสถานที่ที่เขาไป ก่อนที่กล้องจะไปบันทึกภาพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเสียงเลยแม้แต่น้อย
แน่นอน หนังคือการบังเกิดของความไม่พ้องรูปพ้องเสียง โดยมีเรื่องเล่าซ้อนทับไปมาถึงสี่ห้าเรื่องอันไม่เกี่ยวข้องกัน ทั้งเรื่องของมาลีในซาตานหิวรัก เรื่องที่อยู่ภาพของหญิงสาวไม่รู้ชื่อ เรื่องเล่าที่ผ่านมาทางเสียงในไมโครโฟนของเด็กชาย (ซึ่งสามารถแบ่งเป็นเสียงของบรรยากาศภายนอก และเสียงของเด็กชายที่ในตอนท้ายที่จู่ๆลุกขึ้นมาร้องเพลงประกอบชินจัง และเล่าเรื่องของตัวเองขณะกินก๋วยเตี๋ยว) ไปจนถึงภาพที่มากับกล้องของผู้กำกับเอง กลายเป็นไดอารี่บันทึกบ่ายวันหนึ่งในกรุงเทพ
ในคราครั้งนี้ภาพและเสียงอันไม่พ้องต้องกันได้พัฒนาไปสู่ขั้นของการสร้างความจริงใหม่ ในฉากหนึ่งเมื่อกลิ้งตัดสินใจถ่ายภาพของเด็กชายเจ้าของไมโครโฟนรอลิฟท์ เราได้ยินเสียงกดลิฟท์ เด็กชายขึ้นลิฟท์ไปแต่กล้องยังแช่อยู่หน้าลิฟท์ เสียงนั่นเลื่อนไหลไป ตามตัวคนแต่ภาพยังคงอยู่ แต่เมื่อไปสักระยะเราก็ชักไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงในขณะนั้นหรื่อจริงๆเป็นเสียงที่หน้าลิฟท์(ที่มาจากกล้องนั้นเอง) ภาพความจริงขิงภาพและเสียงถูกซ้อนทับ จนไม่แน่ใจว่าเราจะปักใจเชื่อให้เรื่องเล่าใดเป็นเรื่องเล่าหลักได้อีกต่อไป (เช่นเดียวกับเรื่องเล่าของมาลี ในซาตานหิวรัก กับภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะเป็นภาพแทนมาลีหรือไม่ก็ได้ หรืออาจเป็นเพียงภาพแทน ห้างสรรพสินค้า (อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ ) ก็เป็นได้
จากการ์ตูนเล่มละบาท ไปจนถึงการ์ตูนทีวี เข้ามามีอิทธิพลกับมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งดูเหมือนอภิชาตพงศ์ สนใจเรื่อง การมีอยู่ของสื่อ มากกว่าตัวสื่อ หากนับว่าหนังของเขาเป็นสื่อ การที่เขาใส่ตัวตนของตัวเองลงไป (ในมาลีและเด็กชาย เราได้ยินเสียงทีมงานที่ติดตามเด็กชายในช่วงท้ายของหนัง) ทำให้หนังของเขาไม่ได้เพียงทำหน้าที่เป็นสื่อลอยๆ แต่ทำหน้าที่ในการเป็นการวิพากษ์ความมีอยู่ของสื่อไปพร้อมกันด้วย การเลือกหยิบความบันเทิงพิมพ์นิยมมาใช้ - ครอบงำ- ผู้คน ดังละครวิทยุใน แม่ย่านาง การเล่าเรื่องต่อๆกันใน ดอกฟ้าในมือมาร(แน่นอนเรื่องแปรผันไปตามรูปแบบสื่อที่แต่ละคนเสพมาก่อนหน้า) การ์ตูนเล่มละบาทในมาลีและเด็กชาย รวมไปถึง หนัง (หรือการทำหนัง) ในเกาะกายสิทธิ์ และ ความทรงจำในป่า ความมีอยู่ของสื่อส่งอิทธิพลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่อภิชาตพงศ์ ได้ลงมือวิพากษ์ความมีอยู่ของสื่อได้อย่างเด็ดขาดและคมคายในผลงานชิ้นต่อมา นั่นคือ โปรเจคต์ บ้านผีสิง
บ้านผีสิง (HAUNTED HOUSE ) เป็นโครงการที่ว่าด้วยประเด็น การเสพติดสื่อ โดยหยิบยกเอาภาวการณ์ติดละครหลังข่าวของทั่วทุกครัวเรือนไทย (ซึ่งส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนและความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมด้วย) มาตั้งคำถามและสร้างงานใหม่ขึ้นมา โดย โปรเจคต์แรกคือการ หยิบ บทละครโทรทัศน์ เรื่อง ทองประกายแสด ลงไปให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของจังหวัดขอนแก่น เล่น โดยแต่ละหมู่บ้านเล่นต่อกันไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าตัวละครหลักของหนังจะเปลี่ยนคนเล่นไปเรื่อยๆ ฉากหลังภาพบ้านก็เปลี่ยนไปตามสภาพของหมู่บ้านแต่ละแห่งนั้น( จริงๆแล้วในช่วงหนึ่งของ ดอกฟ้าในมือมาร อภิชาติพงศ์ ก็ใช้วิธีการนี้มาก่อนแต่ไม่ได้ใช้ทั้งเรื่องเหมือนในครั้งนี้)
จากหมู่บ้านหนึ่งสู่หมู่บ้านหนึ่งทองประกาย ท่านนายพล และคุณหญิงเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ ภาพของคนชั้นสูงที่รวยล้นฟ้า ถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงของชาวบ้านยากจนที่อยู่เรือนไม้หลังคาสังกะสี ในทางหนึ่งมันคือการเสียดสี ชีวิตไฮโซเหล่านั้นอย่างมีอารมณ์ขัน อย่างไรก็ดี หากทำพลาดแม้นิดเดียว บ้านผีสิงก็มีโอกาสจะกลายเป็นการเสียดเย้ยคนชั้นล่างด้วยดวงตาหมิ่นแคลน ได้อย่างง่าย แต่นับเป็นโชคที่ อภิชาติพงศ์กลับปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านั้นด้วยดวงตาในระดับเดียวกัน เขาปล่อยให้นักแสดงทำท่าเคอะเขิน และถ่ายให้เห็นฝูงชนที่มามุงดูการถ่ายทำ รวมทั้งการใช้สถานที่จริงในทุกฉาก และการให้นักแสดงพูดภาษาถิ่น ตามถนัด
ละครทองประกายแสดฉบับของอภิชาตพงศ์จึงออกมาอย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติ หากยังวิพากษ์ วัฒนธรรมเสพติดสื่อได้อย่างแหลมคม เพราะโทรทัศน์นี้เองที่นำพาละครเหล่านี้มาถึงในบ้านของทุกคน นำพาชีวิตคนชั้นสูง ที่เต็มไปด้วยเรื่องของชีวิตหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ เข้ามาสิงสู่ผู้คนในวิมานคนยากบรรดาผู้คนที่มาเล่นเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ ลึกๆก็เฝ้าฝันถึงรูปแบบชีวิตเช่นนี้ ความพาฝันสร้างความอยากได้อยากมีได้อย่างเท่าเทียม ในประชาชนทุกลำดับชั้น ภาพคนยากที่พูดถึงรถคันใหม่ซึ่งกลายเป็นซาเล้งเก่าๆนั้น โยฉาบฉวยอาจดูน่าขัน (โดยต้องไม่ลืมว่าอารมณ์ขันอันเกิดจากความผิดที่ผิดทางนั้นมักมีรากอยู่จากการแบ่งแยกทางชนชั้นนั่นเอง) แต่ลึกๆมันสะท้อนความพาฝันของสังคมไทยที่อยู่ภายใต้ - ผี - ที่คือละครหลังข่าวนั่นเอง
ละครหลังข่าวใน บ้านผีสิง ในทางหนึ่งจึงคือภาพแทน การมีอยู่ของสื่อ ที่เข้าครอบงำผู้คน สื่อทำหน้าที่ไม่ต่างจากภูติผี ( แม่ย่านาง , ซาตานหิวรัก และ บ้านผีสิง) เข้าสิงสู่ชาวบ้านร้านตลาดส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนในทางใดทางหนึ่ง ทั้งการเล็ดลอดออกามาปนกับความจริงใน แม่ย่านาง การกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน(เช่นเดียวกับเด็กชายที่รีบกลับบ้านไปดูชินจัง) หรือกระทั่งกลายเป็นสุดยอดของความปรารถนา ในบ้านผีสิง
และในขณะเดียวกัน ความมีอยู่ของสื่อก็สะท้อนกลับไปยังผู้สร้างสื่อนั้นเสียเอง โดยในที่นี้มาในรูปแบบของสื่อเพื่อบันทึกความทรงจำดังเช่นใน 0116643225059 หรือ เกาะกายสิทธิ์ และ ภาพยนตร์ เรื่องต่อมา นั่นคือ ความทรงจำในป่า ( WOLRDLY DESIRE)
ความทรงจำในป่าเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อ เฉลิมฉลอง การทำหนังในป่า หลังจากการถ่ายทำ สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด! ซึ่งเดินเรื่องแทบจะทั้งหมดในป่า และคราวนี้ อภิชาติพงศ์ เลือกใช้ หนังไทย ในการเป็นเรื่องเล่า ใหญ่ (ที่ไม่ใช่เรื่องเล่าหลัก ) รวมไปถึงการแสดงภาพ ความมีอยู่ของสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยให้ทีมงานของเขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ราตรีสีเลือด จากนั้นให้คุณ พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับอีคนมากำกับหนังเรื่อง ราตรีสีเลือด แล้วตามไปถ่าย บรรยากาศเบื้องหลังการถ่ายทำเพื่อนำมาใช้ต่อไป
รูปแบบของ หนัง ราตรีสีเลือดนั้น ดูราวกับอ้างอิงจากหนังไทยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นภาพชายหญิงสองคนวิ่งหนีอยู่ในป่า ตัวเรื่องที่ว่าด้วยรักที่ถูกขัดขวางจากพ่อแม่จนต้องหนีเข้าไปในป่า ที่ว่ากันว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธ์ ในยามค่ำคืนจะมีเสียงร้องเพลง( ซึ่งคือเหล่าสาวๆที่ออกมาร้องเพลงเต้นระบำราวกับเป็นวีซีดีคาราโอเกะ) หรือบทสนทนาแบบโบราณ ไปจนถึงการถ่ายทำแบบ DAY FOR NIGHT
ความทรงจำในป่านั้นตามเก็บบรรยากาศของการถ่ายหนังในป่า ออกมาอย่างเรียบเรื่อย ราวกับดูดดึงเอาบรรยากาศประหลาก ของมนุษย์กับเครื่องไม่เครื่องมือ ที่ไปติดอยู่ในป่ากว้างใหญ่ ขณะเดียวกันก็ย้ำความมีอยู่ของสื่อ ในการถ่ายทำหนัง ราตรีสีเลือด (เราเห็นกล้อง และไฟ กระทั่งในฉากร้องเพลง) และในขณะเดียวกัน หนังก็ใส่มุกล้อเล่นกับหนังเก่าๆที่เคยเข้าไปถ่ายทำในป่ามาก่อน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของหนังสั้น และวีดีโออาร์ต ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งพอจะสรุปให้เห็นภาพรวมเกี่ยวกับความสนุกสนานของการเล่นกับ ธาตุหลักของภาพยนตร์ อย่างเช่น ภาพ เสียง และเรื่องเล่า อย่าสนุกสนนาน คมคาย และนำของเก่าที่มีอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน มาเล่นแร่แปรธาตุ สร้างความหมายใหม่ และสำรวจตรวจสอบ คุณค่าทางนัยยะของสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง ซึ่งมีผู้กำกับไทยน้อยคนนักที่จะทำ
หมายเหตุ :อ่านเกี่ยวกับอภิชาติพงศ์ ได้อย่างละเอียดใน สัตว์วิกาล ( UNKNOWN FORCES) ของสนพง โอเพ่น ครับ
กราบขอบพระคุณ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และชาวไทยอินดี้ ที่หอบหนังมาใหดูถึงที่ครับ!
เป็นโปรแกรมหนังแห่งความทรงจำของผมครับ
#1 By ennisdelmar on 2007-12-24 23:18