ปี 1973 จางเชอะ ผู้กำกับคนสำคัญของสตูดิโอ ชอว์ บราเดอรส์  หยิบเอาส่วนเสี้ยวของประวัติสาสตร์ ซึ่งเล่าเรื่องของมือสังหารใจเด็ด ที่บุกเดี่ยวไปลอบสังหารแม่ทัพ หม่าซิงอี๋ ถึงในค่ายทหาร นำมาขยายเป็น เดชไอ้เปีย  ( BLOOD BROTHERS ) โดยเล่าเรื่องของสามพี่น้องร่วมสาบาน ที่เริ่มต้นจากการเป็นโจรปล้นชิงทรัพย์ ก่อนจะถูกพี่ใหญ่ของกลุ่มชักนำให้มารับใช้ทางการ  ก่อนที่จะนำไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งการชิงรักหักสวาท และ ความทะเยอทะยาน  ตัวหนังนั้นได้ดาราขาประจำของ จางเชอะ อย่างเช่น ตี้หลุง เดวิดเจียง และเฉินกวนไถ้ มารับบทนำทั้งสาม จนดังระเบิดและถือเป็น มาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของจางเชอะ

 

ปี 1990 จางเชอะ ลูกศิษย์ของจางเชอะที่กลายเป็นผู้กำกับสุดดังในยุคต่อมา หยิบงานชิ้นนี้ของอาจารย์มาคารวะ แต่ย้ายเรื่องราวให้ไปเกิดในเวียดนามในยุคสงครามเวียดนามผลที่ได้คือ  -กอดคอกันไว้อย่าให้ใครเจาะกะโหลก - (BULLET IN THE HEAD ) ซึ่งว่ากันว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ จอห์น วู จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ALEXI TAN นำ BULLET IN THE HEAD มาทำซ้ำ ย้ายเรื่องไปอยู่ในเซี่ยงไฮ้ช่วงยุค 30 แต่ใช้ชื่อเก่า ยั่นคื BLOOD BROTHERS และยังไม่ทันจะข้ามปี PETER CHAN  ก็ย้อนกลับไปหาจางเชอะ แล้วหยิบเอาBLOOD BROTHERS ต้นฉบับมารีเมคเสียเลย

 

งานนี้ PETER CHAN ขยายภาพของสามพี่น้อง หม่าซิงอี๋ ( หลี่เหลียเจี๋ย)  ก่อ เอ้อหู(หลิวเต๋อหัว)  และ จางเหวินเฉียง  (จินเฉิงอู่)  จากภาพคร่าวๆ เอามันส์ของจางเชอะ ให้กลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อดิ้นรนท่ามกลางไฟสงคราม  หนังเดินเรื่องตามโครงเดิม โดยเริ่มจากก่อเอ้อหู กับ จางเหวินเฉียงสองพี่น้อง ได้มาพบกับ หม่าซิงอี๋ แม่ทัพหนีทหาร และกลายมาเป็นพี่น้องกัน ออกปล้นชิง จนในที่สุดหม่าซิงอี๋ชักชวนให้ไปเป็นทหาร ขณะเดียวกันก็ แอบตกหลุมรัก ภรรยาของน้องชาย  และสานความสัมพันธ์กันจนในที่สุดต้องสังหารน้องชายคนรอง สังเวยความทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่  และตามมาด้วยการล้างแค้นอันเด็ดเดี่ยว  หนังขยายภาพให้เห็นชีวิตแร้นแค้นในยุคราชวงศ์ชิง  และแรงจูงใจในแต่ละเหตุการณ์ของสามพี่น้อง ( ซึ่งหนังของจางเชอะข้ามจุดนี้ไป เพื่อมุ่งเน้นอารมณ์ตื่นเต้น ของฉากหมัดมวย และเน้นความฉับไวของการเล่าเรื่อง)  เริ่มจากการเข้ามามีส่วนร่วมของหม่าซิงอี๋ หรือการขยายส่วนความสัมพันธ์ของหม่าซิงอี๋กับอาซ้อ ให้ดูหนักแน่นขึ้น รวมถึงการฉายภาพ สงครามในยุคสมัยนั้นแบบสมจริง ทำให้หนังเต็มไปด้วยโปรดักชั่นอลังการ การรบแบถึงเลือดถึงเนื้อ  ฉากภาพสมรภูมิที่คนตายกลาดเกลื่อน จากเมืองสู่เมือง โดยมีเบื้องหลังโยงใยซับซ้อน

 

แม้โปรดักชั่นรุ่มร่ามของหนัง กับฉากละเลงเลือดมากมายจะทำให้หนังเคลื่อนตัวเชื่องช้ากว่าที่ควรจะเป็น แต่ปีเตอร์ ชาน ก็หยิบตัวละครของจางเชอะ มาเสาะหามิติในฐานะมนุษย์เพิ่มเติมได้อย่างน่าสนใจ  ความทะเยอทะยานของหม่าซิงอี๋  คุณธรรมน้ำมิตรของก่อเอ้อหู หรือการเชิดชูคุณธรรมของ จางเหวินเฉียง ไปจนถึง การแสดงภาพช่องโหว่ของชีวิตรักของอาซ้อ ทำให้ตัวละครทั้งมวลเป็นมนุษย์ที่มีเหตุมีผลให้จำต้องตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆ ที่ทอดทางไปสู่โศกนาฏกรรม

 

แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้นคือการที่หนังใช้พลอตเดียวกันกับ เดชไอ้เปีย แต่กลับย้อนแย้งกันอยู่ เพราะในขณะที่ เดชไอ้เปีย ทำหน้าที่ในการตอกย้ำค่านิยม ยึดถือ  ‘พี่น้องดั่งแขนขา ผัวเมียเหมือนเสื้อผ้า ‘  เมื่อหม่าซิงอี๋ คิดคดทรยศ ฆ่าพี่น้องกัน เขาจำต้องถูกตอบแทนด้วยการล้างแค้น ในต้นฉบับของจางเชอะ การกระทำของจางเหวินเฉียงจึงเต็มไปด้วยความชอบธรรม เชิดชูค่านิยมดั้งเมอย่างยิ่ง  หากแต่ในฉบับของปีเตอร์ ชาน นั้นเข้าถึงกับหันมาตั้งคำถามเกี่ยวกับค่านิยมพี่น้อง และทุบทำลายมันลง ฉากหนึ่งก่อนที่ทั้งสามจะสาบานเป็นพี่น้องกัน พวกเขาเข้าไปในถ้ำ และสังหารชเลยศึกกันคนละคน -เพราะพี่น้องหมายถึงพวกเรา เราจึงรักแต่พวกเราไม่รักคนอื่น - ทั้งสามเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ และเห็นชีวิตผู้อื่นที่ไม่ใช่พี่น้องเป็นผักปลา สังหารได้โดยไม่แม้แต่ต้องคิดว่า ทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องของผู้อื่นทั้งสิ้น

 

ความเชื่อพี่น้องถูกตอกย้ำความไร้สาระผ่านทางวิธีคิดของ จางเหวินเฉียง (จินเฉิงอู่) ตลอดเวลา เพราะในบรรดาสามคนพี่น้องเขายึดถือความเป็นพีเป็นน้องที่สุด หากมีสิ่งใดที่ขัดขวางความเป็นพี่เป็นน้องเขาจะเป็นผู้กำจัดเสีย  ไม่ว่าจะเป็น ใครก็ตาม จะเป็น เชลย สี่พันคน หรืออาซ้อ หากสิ่งนั้ขวางทาเขาจะกำจัดเสีย หนังกำหนดให้ จางเหวินเฉียงเป็นเด็กๆ (ฉากเล็กๆฉากหนึ่งแสดงให้เห็นว่า จินเฉิงอู่เข้าใจบทได้ดีทีเดียว คือเมื่อ หม่าซิงอี๋ กับ กอเอ้อหู มาพบกัน ทั้งสองคน รู้อยู่ลึกๆว่าได้กินแหนงแคลงใจกันแล้ว แต่ จางเหวินเฉียงกลับยิ้มต้อนรับ อย่างซื่อๆ) ที่ในที่สุดสูญเสียวัยเยาว์ไปในคำสาบานนั้น  และเป็นเขาเองที่พบว่าความเป็นพี่เป็นน้องเป็นแค่เพียงเรื่องเหลวไหล เพราะคุณค่าหนึ่งย่อมไปย้อนแย้งอีคุณค่าหนึ่งเสมอ

 

เช่นเดียวกับ กอเอ้อหู ผู้ซึ่งยึดมั่นในพี่น้องไม่ต่างจากเหวินเฉียง (หนังให้เราเห็นว่า หลังการปล้นเขาจะจัดที่ทางและอาหารที่ดีที่สุดไว้ให้กับพี่น้องที่ตายไป ) แต่เขายึดมั่นในคุณธรรมอื่นๆอีกด้วย หนังให้เราเห็นว่า ทั้งเอ้อหู และเหวินเฉียง เป็นเพียงชาวบ้านที่แร้นแค้น จนต้องลุกขึ้นมาปล้นทางการ(ที่รีดนาทาเร้นจากพวกเขา) มาเพื่อให้มีชีวิตรอด พวกเขาไม่รับรู้เรื่องการเมืองอื่นใด มีชีวิตเรียบง่าย พวกพ้อต้องช่วยเหลือ ศัตรูต้องฆ่า ยึดมั่นในคุณธรรม อย่างง่าย ไม่ใส่ใจลาภยศ แต่เมื่อคุณค่าข้อหนึ่ง (การให้คำสัตย์กับเจ้าเมืองซูโจว และ การต้องฆ่าเพื่อนเก่า ) มาย้อนแย้งกับความเป็นพี่เป็นน้อง เขาก็เลือกที่จะยืนอยู่ข้างที่ถูก (หลิวเต๋อหัวให้การแสดงที่ยอดเยี่ยมและเท่มาก ๆ  ) แม้จะต้องแลกมากับความเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง

 

ขณะเดียวกัน หม่าซิงอี๋ ในภาคนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวชั่วร้ายที่ทะเยอทะยานในลาภยศ เขาคือแม่ทัพผู้สูญเสียลูกน้องไปทั้งหมด และมาดหมายจะกอบกู้ชื่อเสียงแห่งตน สำหรับเขาทุกอย่างเป็นไปเพื่อการศึก เขายินดีฆ่าคนมากเท่าไรก็ได้เพื่อให้ ชนะ (ฉากที่น่าสนใจคือความบ้าบิ่นของสามพี่น้องในการรบครั้งรแก จนทำให้ทหารที่ถูกส่งมาคุมเชิงต้องมาช่วยร่วมรบ) ตัดสอนใจเฉียบขาดโดยคำนึงเรื่องการศึกมากกว่าสิ่งอื่น  และผนวกกับรักซ้อนที่เขามีต่ออาซ้อ (ซึ่งหนังบอกว่าเธอคือสตรีที่เอ้อหูเคยช่วยชีวิต เขาเป็นคนดี แต่เธอไม่ได้รักเขา ) ทำให้เป็นแรงผลักนำเขาไปสู่สถาณการณ์ที่ยากจะถอนตัว

 

ความเป็นพี่เป็นน้องใน WARORDS จึงเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นค่านิยมที่ยึดถือโดย หน้ามืดตามัว นำมาซึ่งฉากสังหารอันไม่ได้บรรลุอะไรมากไปกว่าความน่าสมเพช เหล่าตัวละครล้วนพินาศไปเพราะการยึดมั่นในคุณค่าแห่งพี่น้อง

แต่มากไปกว่านั้นหนังยังห้เราเห็นว่า เอาเข้าจริงแล้ว คุณค่าใดๆที่เรายึดถือ ล้วนแล้วแต่เป็น -แขนขา - ของอำนาจรัฐทั้งสิ้น หนังเพิ่มตัวละคร สามขุนนางเฒ่า (ในต้นฉบับไม่มีส่วนนี้) ที่หม่าซิงอี๋ยอมคลานเข้าไปหา  เพื่อขอให้ช่วย  หนังแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าการศึกใดไ ไม่ว่าจะกล้าบ้าบิ่นเพียงไหน เหล่าสามขุนนางเฒ่าที่เอาแต่เล่นหมากรุกและดื่มน้ำชาสามารถควบคุม ทุกสิ่งไว้ได้ใต้อุ้งมือ โดยมิพักต้องลงไปกระทำการใดเลย โดยส่งผ่าน มาทางคุณค่าที่เหล่าตัวละครยึดถือนั้นเอง ในที่นี้ การยึดคุณค่า พี่น้องเหมือนแขนขา จึงไม่ใช่แยนขาของเราเอง หากแต่เป็นแขนขาของรัฐ นั่นเอง   รัฐยินดีกับภาวะทรงคุณธรรมของประชาชน ไม่ใช่เพราะรตัวรัฐทรงคุณธรรม แต่เป็นเพราะการกดประชาชนไว้ด้วยหลักการคุณธรรม (โดยรัฐไม่จำเป็นต้องมีคุณธรรม เพราะสามารถอ้างได้เสมอว่า ทำเพื่อชาติ ผิดเพื่อแผ่นดิน) ทำให้รัฐสามารถปกครองได้ง่าย ยามคับขัน รัฐก็ใช้คุณธรรมที่ประชาชนยึดถือนี้เองมาบีบคั้นให้ประชาชนฆ่าฟันกันเอง ทุกสิ่งล่วนคือการเมืองในทางหนึ่ง และผู้ที่เข้าใจขอ้นี้ดีที่สุดอาจคือหม่าซิงอี๋ เมือสามขุนนางเฒ่าวางแผนให้พี่น้องต้องแตกสามัคคีโดยมีเหยื่อล่อ คือลาภยศสรรญเสริญ  พวกเขารู้ได้โดยง่ายว่าผู้ใดยึดถือในคุณธรรมข้อใด เอหูผู้ยึดถือในคำสัตย์ พร้อมจะกลายเป็นผู้ขัดคำสั่งบังคับบัญชา ในทัรที ขณะที่ เหวินเฉียงผู้ยึดถือในพี่น้องก็ถูกนำมาเป็นแขนขาของรัฐในการจัดการกับ หม่าซิงอี๋ที่เตติบใหญ่ขึ้นทุกวันจนอาจกลับมาแว้งกัดสามขุนนางเฒ่าได้ทุกเมื่อ

 

ฉากลอบสังหารหม่าซิงอี๋ จึงกลายเป็นฉากที่สำคัญที่สุดในหนัง ( ในต้นฉบับนั้นฉากนี้นำเสนออย่างเร้าใจ และจบด้วยความตายของวีรบุรุษที่เราจักต้องเชิดชู ) ฉากนี้ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ โดยมีเก้าอี้เจ้าเมืองสีทองมลังเมลืองวางอยู่ตรงหน้า (ฉากนี้คล้ายคลึงกับฉากจบในหนังเรื่องTHE BAREFOOT KID หนังยุค 80 ของ ตู้ฉีฟง ที่โดยส่วนตัวเป็นหนังของตู้ฉีฟงที่ผมชอบที่สุด) หนังให้เราเห็นว่า หม่าซิงอี๋ไม่ได้ตายเพราะจางเหวินเฉียง แต่เขาตายจากการถูกลอบยิง แล้วโยนความผิดให้กับจางเหวินเฉียงไป กระทั่งการล้างแค้น การกอบกู้คุณธรรม ก็ล้วนตกเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองได้ตลอดเวลา   และหลังจากหม่าซิงอี๋ตาย จางเหวินเฉียงจึงเห็นรอยกระสุน  และสูญเสียความเชื่อมั่นใดๆไปตลอดกาล

 

แม้ WARLORD ของ ปีเตอร์ ชาน จะเป็นงานที่ไม่ได้เป็นมาสเตอร์พีซ เหมือนกับ เถียนมีมี่ ( A COMRADE LOVE STORY ) หนังเรื่องสำคัญของเขา รวมไปถึงโปรดักชั่นยิ่งใหญ่ ที่ทำให้หนังกลายเป็นหนังขายความตระการตาทางภาพมากกว่าจะขายเรื่องราว (ยิ่งการใช้เรื่องราวพลอตเก่าแก่ที่ทำซ้ำไม่รู้ต่อกี่ครั้ง) ยิ่งทำให้หนังพร้อมที่จะถูกตำหนิได้ง่าย (ซึ่งเอาเข้าจริงหนังก็มีหลายส่วนที่เยิ่นเย้อยืดยาวและฟูมฟายบีบคั้นจนเกินพอดี)  แต่โดยตัวของมันเองในฐานะการตีความหนังเก่าสมาใหม่ ก็นับว่าทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว หา เดชไอ้เปีย คือฉบับที่สนุกที่สุด เร้าใจที่สุด และดีที่สุดของการทำหนังพลอตนี้   WARLORD ก็คือการตีความหนังที่น่าสนใจที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน

 

ปล. และสำหรับผู้เขียนในฐานะ หลิวเต๋อหัวแฟนคลับ ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ CINMATIC ORGASM ประจำปีอีกเรื่องหนึ่ง ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าสนใจครับ ว่าจะไปดูอยู่ ชอบงาน ของ ปีเตอร์ ชาน ครับ

#1 By blueblurryeyes on 2007-12-21 10:52

ไม่ค่อยรู้รายละเอียดกับหนังเรื่องนี้ แต่คำโปรยของไทยที่ว่าสามพี่น้องต้องมาทะเลาะกันเพราะหญิงงามเนี่ย มันไม่มีเห็นมีในหนังเลยนี่หว่า 555+ ( เห็นแต่เรื่ิื้่องอำนาจ)

สิ่งที่ผมชอบอย่างเดียวคือความอลังการ ยิ่งใหญ่ของหนัง (เช่นเดียวกับหนังจีนหลายเรื่องช่วงหลังๆ) ส่วนเนื้อหาของหนังนั้นผมว่าไม่ใคร่รู้เรื่องเท่าไหร ถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์จีน หรืออ่านเรื่องนี้มาก่อน


ผมมีข้อสงสัยอีกอย่าง ในหนังที่ผมดูเป็นพากษ์ไทยของพันธมิตร ทำไมเรียก เจ็ต ลี (ทำไมเราไม่เรียกเค้าว่าหลี เหลี่ยน เจี๋ยนอีกแล้วหว่า 555+) ว่าฝาง ไม่ใช่หม่าซิงอี๋หละครับ

#2 By ifine™ on 2007-12-21 21:12

ชอบเรื่องโถวหมิงจ้วงมากๆ
พึ่งได้ดูมาอ่ะ หลีเหลียนเจี่ย สวมเกราะแมนจู เท่มาก
แต่อาหลิวเต๋อหัว ใส่แป๊บเดียวเอง เงอเซง
เป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์ได้ดีครับdouble wink

#3 By ~@!BukKen-Ito!@~ on 2007-12-21 23:29

ตอบคุณ ifine ครับ

เดาว่าน่าจะเป็นที่เลือกแปลกันคนละจีนอะครับ

ผมลองเชคภาษาอังกฤษจากimdb ดู ปรากฏว่า มันตรงกับชื่อในเดชไอ้เปีย คือ หม่าซิงอี๋

ในขณะที่ฉบับ พันธมิตร เรียกว่า ผางชิงหยุน

ต้องขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้แจ้งไว้ big smile

#4 By filmsick on 2007-12-22 00:31

อยากดูมากคับ หนังเรื่องนี้ น่าจะสนุกดี

#5 By gorjai on 2007-12-22 01:01

เพิ่งไปดูมาวันนี้คับหมอ

ผู้กำกับ "แม่นยำ" ในทุกๆจังหวะมาก

ถือเป็นหนังตลาดที่ทำได้ลงตัวทีเดียว

OK big smile

#6 By Veevee on 2007-12-22 01:41

ส่งทีสิส เเล้วจะไปดูฮะอยากดูมากกกกก cry
เออ ดูแล้วหงุดหงิดคุณน้องจางเหวินมาก (ขนาดหน้าตาดีสุดในเรื่องนะนั่น)
XXX ไม่ได้เข้าใจอะไรเล้ยย

ไอ้ธรรมเนียมฆ่าคนอื่นเพื่อเป็นพี่น้องร่วมสาบานก็เป็นธรรมเนียมจีนโบราณที่เค้าทำกันจริงๆ นะน่ะ สยองมาก

อันนี้ไม่เกี่ยวแต่ร้านน่ารักดี ขอบคุณทุกคนที่พาเที่ยว แล้วคงได้เจอกันอีก big smile

#8 By Sunday Syndrome on 2007-12-22 23:23

ไม่มีตังดู

#9 By sofa on 2007-12-23 11:48