บทความนี้เป็นส่วนหนึ่ง ของบทความที่ตั้งใจจะเขียนถึงหนังที่มาฉายในเทศกาลหนังสั้นสัญจรที่ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา


กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ / 2006 / 19 นาที / กัลป์วีร์ จันทร์ดี
มอแกน, ป่ะ? / 2007/40 นาที /พิศาล แสงจันทร์, ทายาท เดชเสถียร, ณัฐวิทย์ ขาวศรี

 

กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ เล่าเรื่องในรูปแบบของสารคดีเชิงกวี ว่าด้วยการสำรวจภาพชีวิตของชาวมอแกนโดยไม่มุ่งเล่าเรื่อง แต่ฉายภาพตั้งแต่เรือของชาวเลกลับเข้าสู่เกาะ พาไปชมชีวิตของพวกเขา และติดตามเด็กๆที่ลงเรือไปโรงเรียน  

 

ในขณะที่ มอแกน ป่ะ? เล่าเรื่องแบบหนังเล่าเรื่องทั่วไป ว่าด้วย กะเทยนางนึงที่ตัดสินใจมาเที่ยว เกาะพระทอง เนื่องจากเจ้าหล่อนเชื่อว่า บนเกาะจะมีบ้านริมทะเลเก๋ๆ และหนุ่มมอแกนล่ำๆนุ่งผ้าเตี่ยว แต่ที่พบกลับเป็น หมู่บ้านเพลนๆ ที่ไม่ได้ exotic เหมือนในหนังสือ มีไฟฟ้า มีคนใส่เสื้อผ้าเป็นปกติ แถมยังมีทีวี ดีวีดี เครื่องใช้ไฟฟ้าครบเซต  เจ้าหล่อนก็ออกอาการรับไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็เลือกไม่ได้ด้วย สุดท้าย เธอจึงต้องค่อยๆเรียนรู้ ที่จะมองเห็นมอแกน ด้วยดวงตาของความจริง เสียที

 

หนังทั้งสองเรื่องไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอะไรกันมากไปกว่าเป็นหนังที่ ใช้ subject ชุดเดียวกัน นั่นคือชาวมอแกน ชนเผ่า ชาวเล ที่อาศัยอยู่ตามเกาะแก่งฝั่งอันดามันในภาคใต้ของประเทศไทย หนังสองเรื่องอาจถูกเรียกเหมารวมได้ว่าสารคดี แต่วิธีการของหนังทั้งคู่กลับแตกต่างกันอย่างมาก แต่ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนหนังทั้งสองเรื่องได้แสดง ทัศนคติ ย้อนแย้งกันอย่างน่าสนใจ อยู่ในที

 

สำหรับกาลครั้งหนึ่งของสิ้นชาติ  หนังถ่ายทำที่เกาะเหลา จังหวัดระนอง วิธีการของหนังแทบจะเรียกได้ว่าเป็นบทกวีทางสายตาได้ด้วยการ ฉายภาพชาวมอแกนผ่านการบันทึกของกล้องและการตัดต่อ  หนังไม่มีบทสัมภาษณ์ ไม่มีการเล่าเรื่อง เป็นคล้ายการกวาดตามองชีวิตชาวมอแกนในปัจจุบันขณะอย่างเป็นจริง  เรามองเห็นภาพชีวิต บ้านเรือนโย้เย้ เด็กชาวมอแกนออกไปจับปลาในป่าชายเลน และติดตามดูพวกเขาไปโรงเรียน ร้องเพลงชาติ เรียนเกี่ยวกับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคม เพื่อให้เด็กมอแกนเหล่านี้ กลายเป็น   - คนไทย - หากว่าเด็กๆเหล่านี้มี -ชาติ-เป็น มอแกน พวกเขากำลังจะ -สิ้นชาติ- ด้วยการกลายเป็น คนไทย ตามที่รัฐต้องการให้เป็น ( ดังที่เป็นที่รู้กัน คนมอแกน รุ่นพ่อแม่ ไม่มีทะเบียนเกิด ไม่มีบัตรประชาชน ไม่ถูกนับเป็นพลเมืองไทย และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในฐานะพลเมืองไทย และถูกมองจาก คนไทย ด้วยสายตาเหยียดหยามมาตลอด )  

 

ในทางหนึ่ง กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ ถ่ายทอด ภาพของมอแกนรุ่นสุดท้ายที่ยังเป็นคนเล ผูกพันกับวิถีชีวิตและความเชื่อแบบมอแกน  ขัดแย้งกับ สิ่งที่ลูกหลานของพวกเขาได้รับในโรงเรียน ไทย  ภาพที่หนังแช่ทิ้งไว้ อย่างยาวนานคือภาพของ การเรียนเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คลอไปกับ การเข้าแถวตอนเช้า และกล่าวคำปฏิญาณ ในฐานะพลเมืองไทย  และถูกทิ้งภาพเอาไว้เช่นนั้น

 

ในทางหนึ่ง กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ จึงกลายเป็นการตั้คำถามถึงระบบ พัฒนาของประเทศไทย ไล่เลยไปจนถึงแนวคิดความเป็นรัฐชาติ ที่ต้องการให้คนในชาติ กลายเป็นคนประเภทเดียวกัน ละเลยความจริงที่ว่า คนในแต่ละพื้นที่ไม่มีทางเป็น คนแบบเดียวกัน ในแนวทางพลเมืองที่ดีสำหรับรัฐใดรัฐหนึ่งได้เป็นแน่ การอาศัยเครื่องมือชั้นดีอย่างระบบการศึกษา (ที่มีอยู่แบบเดียวเรียนกันตั้งแต่คนล้านนา จนถึงคนจากอาณาจักร ปัตตานี ) กลายเป็นกลืนชาติที่ชอบธรรม อย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ดี ข้อกังขาขณะรับชม กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับตัวหนังโดยตรง) ก็คือ การฟูมฟาย(ทางสายตา)กับภาพมอแกนแบบเก่านั้นเอาเข้าจริง มันสอดคล้องต้องตรงกับความเป็นไปในโลกที่มอแกนรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่น้ำกับฟ้า จริงหรือ  หรือที่แท้มันเป้นเพียงรูปแบบหนึ่งของจริต คนเมือง ที่ต้องการจะให้ - คนอื่น- ซึ่งในที่นี้คือ มอแกน (หรือเราอาจแทนค่าได้ด้วย -คนอื่น- หรือ -สิ่งอื่น - ซึ่งหมายรวมตั้งแต่ ชนเผ่าต่างๆไปจนถึงสถานที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต สมัย ปาย เชียงใหม่) ยังดำรงชีวิตอยู่ในกรอบคิดคุณค่าแบบเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม และเปิดให้การพัฒนา เจริญก้าวหน้าเป็นเพียงเรื่องเฉพาะคนเมืองเท่านั้น   การมองว่า การรุกคืบของวิถีชีวิตแบบทุนนิยม คือการทำลาย ชนชาติดั้งเดิมลง การถวิลหา วันชื่นคืนสุขแบบนั้น ที่แท้ คือสิ่งที่เหมาะสม กับชาวมอแกน( หรือ - คนอื่น - ) จริงๆ หรือที่แท้เป็นเพียงมายาคติรูปแบบหนึ่งเท่านั้น

 

หากแต่ มอแกน ป่ะ? ซึ่งถ่ายทำที่เกาะพระทอง จังหวัดพังงา  กลับตอบคำถามนี้ผ่านทางเรื่องเล่าแบบทีเล่นทีจริง ที่ทำให้หลายคนไม่สบายใจในการชม  (ด้วยข้อหาว่าเปรียบเทียบกะเทยกับมอแกน ) ทั้งที่ที่แท้ หนัง ให้ - วอ - ตัวละครหลัก พกพา จริตแบบคนเมือง มายังเกาะพระทอง ความเชื่อของวอ แต่เริ่มแรก คือ  ชาวมอแกนยังคงอาศัย ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์  ที่ยังไม่มีไฟฟ้า ผู้คนไม่นุ่งผ้า  อยู่กระท่อมทับที่ยื่นลงไปในน้ำทะเลสีมรกต  และยังกินอาหารทะเลสดๆใหม่ๆเป็นอาหารหลัก

 

แต่ที่แท้ คนมอแกน อาศัยในบ้านไม้ไกลทะเล มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ทั้งทีวี จนถึงโทรศัพท์มือถือ ไฟฟ้าเข้าถึงทุกหมู่บ้าน  ผู้คนก็แต่งตัวเหมือนชาวบ้านชาวช่องทั่วไป แทบจะเรียกได้ว่า มอแกน กลายเป็นเพียงคนธรรมดาไปแล้ว

 

นั่นยังความผิดหวัง มาสู่วอ (และคนเมือง ผู้มีจริต ) การป่าวประกาศต่อหน้ากล้องของวอ ไม่ต่างจากการตีโพยตีพาย ของบรรดานักเดินทางโรแมนติค ที่พบว่าหลวงพระบาง ( ปาย  ,เชียงใหม่ , เกาะเต่า , เขาหลัก ฯลฯ) ที่เขาเคยตกหลุมรัก ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป  ความพยายามของวอในการจัดการ เก็บ - ของที่ไม่ใช่มอแกน- ออกไป เดินหน้าควบคู่ไปกับการเรียนรู้  ความแร้นแค้น ยากลำบากของการใช้ชีวิตแบบมอแกน (ซึ่ง วอ แส่เข้าไปหาเอง) ตั้งแต่ การอาบน้ำบ่อ การนอนคนเดียวในบ้านที่ไม่มีไฟฟ้า หรือกระทั่งการออกทะเล

 

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้เรียนรู้ว่า  ที่มอแกนกลายเป็น คนธรรมดาๆนั้นจริงหรือ เมื่อเขาเริ่มพูดคุยกับชาวบ้าน (ในฐานะของผู้มาเยือน อัธยาศัยดีที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย) เขาพบว่า เด็กๆชาวมอแกน อยากย้ายไปอยุ่บนฝั่ง อยากเป็น คนไทย ไม่อยากให้ใครเรียกว่ามอแกน  ชาวมอแกนที่แท้ โดนกดขี่จาทัศนคติ ที่มองพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง พวกเขาลุกมาใส่เสื้อผ้าเพื่อจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ คนทั่วไปการกลายเป็นคนธรรมดาคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพราะมันทำให้เขาไม่ยากลำบากนัก แต่มันไม่เคยเป็นไปได้จริง พวกเขาต้องใช้เรือหางยาว ใช้เครื่องมือทันสมัยจับปลา เพราะการจับปลาแบบเดิม จะทำให้เขาพ่ายแพ้หมดรูปในตลาดโลกทุน เพราะคนแปลกถิ่นก็หากินในทะเลได้เหมือนกัน (ด้วยเครื่องมือที่ดีกว่า) พวกเขาไม่ได้กินปลาเป็นอาหารทุกมื้อ เพราะใช่ว่าคนมอแกนไม่อยากกินหมุ เห็ด เป็ด ไก่ เหมือนที่เราอยากกิน

 

ภายใต้ความตลกเปิ่นเทิ่ง หนังทอดสายตามองชาวมอแกนอย่างอ่อนโยน ในฐานะ เพื่อนมนุษย์ ซึ่งมีหนังไม่กี่เรื่องที่ใช้สายตาแบบนี้ (ตามขนบ ของหนัง หรือกระทั่งสารคดีที่เกี่ยวกับชนเผ่า  คนทำมักมอง ชนเผ่าในฐานะของ สิ่งแปลกแยก บ้างดูถูกว่าไม่ศิวิไลซ์ บ้างยกย่องเชิดชูว่าเป็นวิถีที่ผูกพันกับโลก แต่ไม่ว่าในทางใดล้วนคือการแบ่งแยก คนชนเผ่า ออกจากผู้ทำ (และผู้ชม)   การมองด้วยสายตา - คนละระดับ-  กลายเป็นเรื่องที่เห็นได้ (และผู้ชมหลายคนมีแนวโน้มพึงใจต่อการมองแบบเชิดชุ เพราะ คิดอย่างง่ายว่าการให้เกียรติ พวกเขาเป็นเรื่องดี ) หากในหนังเรื่องนี้  ตัวละครหลัก (และผู้กำกับ ) อยู่ในระดับเดียวกับชาวบ้าน ทั้งสองฟากต่างคนต่างเรียนรู้กันและกัน  ไม่ใช่ในฐานะของแขกกับเจ้าบ้าน หากร่วมกันในฐานะคนชายขอบเช่นกัน ( ในฉากหนึ่ง วอหลุดปากออกมาว่า คนอื่นก็รังเกียจเขา เหมือนกันกับที่รังเกียจ มอแกน นั่นแหละ เพราะเขาเป็นกะเทย) และในฐานะพลเมืองโลก เช่นเดียวกัน

 

ฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในหนัง เกิดจากการสนทนากับหญิงชราชาวมอแกน (ที่ตอนแรก มองวอเป็นตัวประหลาด) เมื่อวอถามถึงอนาคต ของมอแกน แล้วยายตอบว่า ถึงจะแต่งตัวยังไง พูดไทยชัดยังไง ก็ไม่ใช่คนไทย ภาษามอแกนก็ไม่มีใครเรียน อีกหน่อยทุกคนจะกลายเป็นคนไทย และอีกห้าปี ถ้าวอมาแล้วไม่เจอมอแกนก้เป็นเพียงเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น จากนั้น พวกเขาก็ร้องเพลงมอแกนกัน

 

บทสรุปของยาย เป็นบทสรุปที่ -จริง - จนเจ็บ และอาจสากระคายนักอนุรักษ์ หลายๆคน หรือที่จริงทางออกไม่ได้อยู่ที่การ แช่แข็งมอแกน หรือพัฒนามอแกน (ซึ่งอาจแทนค่าด้วย - คนอื่น - หรือ - ที่อื่น- ) หากแต่ เป็นการเยียวยา ทัศนคติบูดเบี้ยวของคนเมืองที่มีต่อผู้คนหรือสถานที่มากกว่า  บางทีมันอาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่า (แน่นอนว่ายากกว่า) แต่มันก็อาจแค่บางที บางที เท่านั้น

 

ฉากที่สำคัญที่สุดฉากหนึ่งของหนังจึงกลายเป็นฉากที่ วอ ทดลองกิน หมึกแบบมอแกน ที่ต้มทั้งหมึกจนน้ำต้มกลายเป็นสีดำ  หากเราเป็นคนเมือง ผู้บริโภค หมึก ในฐานะของผลิตผลจาก - คนอื่น -  ทัศนคติ หมึกสะอาด ปราศจากน้ำหมึก อาจทำให้เราเรียกร้องให้ คนมอแกน (และคนอื่นๆ) ทำหมึกแบบสะอาด มาสำหรับเรา แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่เขากินหมึก ไม่ใช่วิถีที่พวกเขามีชีวิต  ที่เราต้องเรียนรู้ไม่ใช่การ บังคับให้เขากินหมึกสะอาด(ตามมาตรฐานของเรา) หากแต่เป็นการรู้จัก กินหมึกเปื้อนหมึก เสียบ้าง  เพราะบางทีฟันที่ดำ จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากกว่าที่เป็นอยู่ได้

 

(น่าเสียดายที่ในตอนจบ วอ ออกมาเฉลยเรื่องประเด็นหลักๆของหนัง ขณะที่หนังขึ้น END CREDIT สอบถามได้ความว่า มอแกน ป่ะ? เป็นสารคดี ชิ้นหนึ่งในโครงการหนังมอแกน ที่สนับสนุนโดยองค์กเอกชนแห่งหนึ่ง ว่ากันว่า หนังเรื่องนี้เมื่อแรกทำเสร็จ ทางองคืกรไม่พอใจหนังมากนัก และอาจเป็นเหตุให้เกิดการฉลยแก่นของเรื่องในช่วงท้าย ซึ่งทำให้พลังของหนัง ที่ทรงพลังขนาดที่สามารถเป็นหนังชาติพันธุ์ชั้นดี (ที่ บีบคั้นฟูมฟายบ้าง แต่มีข้อเท็จจริงตีแสกหน้ามากกว่า)  ต้องลดทอนพลังลงไป อย่างน่าเสียดาย )

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าดูนะครับ

#1 By Ripley on 2007-12-07 18:19

ใช่่ๆๆ

#2 By อวดดี on 2007-12-07 20:59

ผมชอบดูหนังสั้น :)

#3 By [=M e K=] on 2007-12-08 00:05


ชอบชื่อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งก่อนสิ้นชาติ

ทำให้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น อยากดูจัง

#4 By Ein$Tim on 2007-12-09 22:26