อย่าลืมฉัน (มานัสศักดิ์ ดอกไม้/2003) ผี (ตอง)เหลือง
posted on 04 Dec 2007 00:09 by filmsick in made-in-thailandบทความนี้เป็นส่วนหนึ่ง ของบทความที่ตั้งใจจะเขียนถึงหนังที่มาฉายในเทศกาลหนังสั้นสัญจรที่ร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่าลืมฉัน / 2003 / 10 นาที่ / มานัสศักดิ์ ดอกไม้
นี่คือหนังที่ตัดต่อเอา ฟุตเตจภาพจาก เหตุการณ์ 6 ตุลา เข้ากับเสียงประกอบจาก สารคดี - ผีตองเหลือง - ที่น่าจะทำโดยรัฐไทย ซึ่งระหว่างนั้น จะมีตัวอักษร แสดงความกราดเกรี้ยวของผู้กำกับ ปรากฏขึ้นบนจอ
การปะทะสังสรรค์ของภาพและเสียงจากสองเหตุการณ์ สร้างความหมายใหม่ขึ้นมาในเชิงยั่วล้อ และเสียดสี ความบ้าคลั่งที่รัฐมีต่อผู้คน เสียงในสารคดี เป็นการบอกเล่าถึงกระบวนนักวิจัยที่บุกป่าฝ่าดงเข้าไปหา ผีตองเหลือง ซึ่งผู้บรรยายใช้คำว่า -ไม่ศิวิไลซ์ - ตลอดการบรรยาย เราจะสัมผัสได้ถึง ทัศนคติเชิงเหยียดอยู่ตลอดเวลา ผู้บรรยายยกตัวเองอยู่เหนือผีตองเหลือง และมองเหล่าผีตองเหลืองด้วยความสมเพช เวทนา จนสัมผัสได้ถึงอคติชัดแจ้ง
หากแต่เมื่อนำมารวมกับภาพจากเหตุการณ์ณ์ 6 ตุลา ในเช้าที่มีการล้อมปราบ นักศึกษา ที่เชื่อว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์' ในธรรมศาสตร์ บางจังหวะ ผู้กำกับพยายามยั่วล้อภาพกับเสียงเช่นการซ้อนภาพรถบรรทุกทหาร และนักศึกษา เข้ากับเสียงบรรยายขณะนักสำรวจนั่งรถไปยังหมู่บ้าน หนังเลือกภาพ การทุบตีทำร้ายนักศึกษา คลอไปกับเสียงการบรรยายเชิงเหยียดหยาม สร้างความรู้สึกกระอักระอ่วน และทันทีที่หนังสลับคั่นด้วย ข้อความประณามการกระทำ ในเช้าวันนั้น ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นทัศนคติของผู้กำกับ มันก็ทำให้เกิดความพิพักพิพ่วน ต่อภาพประวัติศาสตร์นั้นถึงขีดสุด
ภาพและเสียงนั้น ยั่วล้อกันชัดเจน เสียงทำหน้าที่แทนค่า อคติอันมืดบอดที่รัฐไทยมี่ต่อนักศึกษา เสียดเย้ย การทำงาน ขอรัฐที่น่าสะพรึงกลัว และสยองขวัญ ในการคร่าสังหารชีวิตอย่างเหี้ยมโหด ‘ อย่าลืมฉัน' คือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการบอก ให้จดจำ ถึงความโหดเหี้ยม ที่มนุษย์เคยกระทำต่อกัน และคนบางคนในประวัติศาสตร์ ที่เคยกล่าววาทกรรมอุบาทว์หยาบช้าเอาไว้ การจดจำในสถานะของหนังจึงเป็นการจดจำ ด้วยความรู้สึกสองประการ หนึ่งคือสลดหดหู่ต่อนักศึกษาที่ถูก ‘ฆาตกรรม' ราวกับไม่ใช่กระทั่งมนุษย์ ในเช้าวันนั้น (บางฟุตเตจ คือภาพจำ อย่างคนที่ใช้เก้าอี้เหล็กทุบร่างของนักศึกษาคนหนึ่งที่ถูกแขวนขอกับต้นไม้ หรือภาพการเผานั่งยางกลางถนนราชดำเนิน ) สองคือการจดจำอย่างเคียดแค้น (เช่นเดียวกับที่ผู้กำกับเลือกจดจำ) ผู้กระทำการในเช้าวันนั้น
อย่างไรก็ดี เกิดคำถาม ที่น่าสนใจขึ้น เมื่อ เราค้นพบว่า การใช้ภาพที่เกิดขึ้นจริง เป็นตัวเดินเรื่องนั้นเป็นไป เพื่อต้องการมุ่งสร้างความหมายใหม่ แต่เพียงบริสุทธิ์ใจ หรือในอีกทางมันเคลือบแฝงด้วยการเลือกใช้ ภาพเหล่านั้นในฐานะ ความรุนแรง เพื่อเรียกร้องแรงปะทะฉับพลัน ขณะรับชม ยิ่งเมื่อพบว่า บางคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ เช้าวันนั้น และรู้ว่า ใครคือคนที่ปรากฏอยู่บนจอ เกิดอาการ รับไม่ได้อย่างรุนแรง จนเกิดคำถามกลับไปว่า มันคุ้มค่าหรือไม่ที่ผู้กำกับ เลือกเอาฟุตเตจที่ยังเรียกได้ว่ามีลมหายใจ (แม้ ตัวประวัติศาสตร์ จะถูกซุกซ่อน แสร้งทำเป็นลืม และถูกตัดต่ออกจากความทรงจำของสังคมไทย) มาใช้ และอีกคำถามสำคัญคือตัวของผู้กำกับที่มองจากมุมของ คนนอก (ในฐานะที่ไม่ได้เป็นคนร่วมรุ่นในเหตุการณ์ครั้งนั้น หรือยุคสมัยนั้น การรับรู้จึงเป็นไปในฐานะของรุ่นหลังเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจาก ไม่มีอะไรให้ดูของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่ทำในฐานะคนที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาอย่างเจ็บปวดและพ่ายแพ้)
แต่คำถามทั้งหมดที่กล่าวไป (ซึ่งโดยมากมาจากวงสนทนาหลังหนังจบ) นำพาผมไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือคำถามถึง สถานะของ ฟุตเตจ ต่างๆ ที่เราเลือกหยิบมาใช้ในหนัง การให้ค่ากับฟุตเตจในฐานะของภาพที่ต้องเคารพ (สถานะเดียวกับภาพลับของบุคคล หรือภาพข่าวฆาตกรรม) แต่ในอีกทางหนึ่ง ภาพข่าวเหล่านี้มีค่าในฐานะ ของตัวภาพ (ในสถานะเดียวกับภาพจากหนังเก่า ภาพดาราเก่า หรือภาพข่าวเก่า) แน่นอนความรุนแรงของภาพ หรือความหมายของภาพ อาจไม่เท่ากัน แต่ในคุณค่าแบบแรกนั้น ยึดโยงอยู่กับผู้คน ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่แบบหลังยึดโยงอยู่กับตัวภาพเอง
หากเราเลือกคุณค่าแบบแรก มันจะนำมาซึ่ง ความยากลำบากในการตัดสินใจใช้ฟุตเตจ เพราะหากเราเคารพในฐานะ ที่บุคคลยังมีลมหายใจ เราอาจจำเป้นต้องเรพต่อทุกฟุตเตจ ตั้งแต่ ฟุตเตจสงครามโลกครั้งที่สองไปจนถึงฟุตเตจภาพของทักษิณ ในขณะเดียวกัน การยึดโยงอยู่กับภาพในฐานะภาพที่ตายแล้ว ภาพข่าวที่จะหยิบมายั่วล้อ ก็นำไปสู่การไม่เคารพ เห็นเป็นเล่นต่อทุกกรณี (เช่นกรณีเดียวที่เกิดขึ้นกับ เช และประธานเหมา ในปัจจุบัน)
แน่นอน ผมไม่สามารถหาคำตอบต่อคำถามดังกล่าวได้ แม้เรายึดโยงเข้าสู่ดารสร้างความหมายใหม่ทางศิลปะ สิ่งนี้ก็ยังไม่อาจลบล้าง การเลือกใช้หรือไม่ใช่ฟุตเตจภาพเหล่านั้นได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในอย่าลืมฉันเป็นการใช้เทคนิค ที่น่าสนใจ(แม้จะไม่ใช่เทคนิคใหม่)ในการสร้างความหมายใหม่ให้กับภาพเหตุการณ์ทั้งในฐานะการเสียดสีความคิดของรัฐชาติ หรือการแสดงความโกรธแค้นแทนนักศึกษา อย่างไรก็ดี ผมมีปัญหาดับการใช้ตัวหนังสือโควตสิ่งที่ผู้กำกับคิดขึ้นบนจอ เพราะท่ามกลางเทคนิคยั่วล้อที่แนบเนียน ความคิดเหล่านี้กลับผุดขึ้นมาอย่างทื่อมะลื่อ (แม้จะได้ผลแต่ก็ทำให้อารมณ์ ของหนังสะดุดลง)
โดยส่วนตัวผมไม่แน่ใจอารมณ์ของตัวเองขณะดูหนังนัก ระกว่างอารมณ์ขันขื่นในการเสียดสี หรือความรู้สึกรังเกียจเสียงบรรยายเปี่ยมอคติ ผนวกกับภาพยิ่งทำให้เห็นว่า คนในตอนนั้นใช้อคติแบบในเสียงบรรยายนี้เองในการขับเคลื่อนการสังหารหมู่นักศึกษา แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจในสิทธิ์แห่งความขันขื่น หรือสิทธิ์ในการเคียดแค้นเหล่านั้นนัก เพราะในที่สุด ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ถูกชำระ และคุณค่าความหมายที่แท้ก็ไม่อาจรู้แน่ได้อีกต่อไป
เพลง อย่าลืมฉัน ของวงชาตรี ปรากฏในช่วงต้นและท้ายของภาพยนตร์ ท่ามกลางจอภาพสีแดง (ซึ่งอาจอทนค่าได้ด้วยชาติ) ความหวานไหวของบทเพลง จากยุคสายลมแสงแดด (ซึ่งเป็นยุคต่อมาจากกวันมหาวิปโยคนั้น) ทำให้ ความหมายของคำว่า - อย่าลืมฉัน- มีทั้งความรู้สึกหลอกหลอน เจ็บปวดรวดร้าว ขบขัน ทั้งหมดคือความพิพักพิพ่วน ที่ยังคงรบกวนสังคมไทยอยู่เสมอมา
ความมืดมิดมาแทนที่ วันนี้กำลังจะหมดไป ...
เข้ากั้น เข้ากัน
ชอบด้วย แต่เสริมตรงเสียงสารคดีผีตองเหลือง
ส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าเหมือนมันกับว่า คณะรัฐบาล
ที่ไปเยี่ยมชมเผ่าผีตองเหลือ ส่วนหนึ่งก็คือคนเดือนตุลาด้วย หรือเปล่า ?
และมีความเห็นจากบางคนบอกว่า บางที การที่ประวัติศาสตร์ไม่ถูกชำระ มันอาจจะเป็นการดีก็ได้ ที่ทำให้คนยังไม่ลืม และยังคงค้นหากันต่อไป เพราะหลังจากประวัติศาสตร์ถูกชำระแล้ว เราคงไม่ได้อะไรมากไปกว่า อนุสาวรีย์หนึ่งอัน และเรื่องเล่าขานดั่งเช่นบ้านบางระจัน (อ๊ะ! อันนี้ไม่ใช่ของผมนะครับ)
#1 By ร้านหนัง(สือ) 2521 on 2007-12-04 11:40