WHO CAN KILL A CHILD ?( NARCISO IBANEZ SERRADOR /1976 ) เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยัง ... ?
posted on 23 Nov 2007 00:26 by filmsick in sickfilm
เริ่มต้นด้วยภาพเด็กๆ หากแต่คือภาพของเด็กๆที่เดินไปสู่ความตาย เด็กๆชาวยิวในค่ายกักกัน เด็กๆชาวไนจีเรียที่กำลังอดตาย เด็กชาวเกาหลีเหนือที่แขนขาขาด หรือเด็กๆชาวเวียดนามที่โดนสะเก็ดระเบิดจนไหม้ลอกทั้งตัว เปลือยกายวิ่งไปบนถนน ! เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังตกเป็นเหยื่อ เสียงบรรยายประกอบภาพข่าวเหล่านั้นบอกเล่าถึงความสูญเสีย โดยฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดกับเดกๆให้เราฟัง เรื่องเล่าหดหู่ และภาพที่ชวนขนหัวลุก ก่อนที่ภาพต่อมาจะหักล้างทำลายคนดูอย่างรุนแรงเพราะมันคือภาพของเด็กน้อยอวบอ้วนที่เล่นทรายบนชายหาดอย่างไม่รู้ร้อนหนาว ! จากนั้นชื่อเรื่องก็ปรากฏ - ใครจะกล้าฆ่าเด็ก? - WHO CAN KILL A CHILD ?
ตัวหนังนั้นเล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาชาวอังกฤษ ที่เดินทางมาเที่ยวสเปนในวันหยุดพักร้อน โดยมุ่งหมายจะไปเกาะแก่งห่างไกลแห่งหนึ่งที่ฝ่ายชายเคยมาเที่ยวเมื่อสิบปีก่อน หลบหนีความจอจแของชาวงเทศกาลใน BEANAVIS เมืองชายฝั่งที่พวกเขามาแวะพัก
แล้วพวกเขาก็ได้พบความสงบสมใจ เพราะทันทีที่ไปถึงเขาก็พบว่าเกาะสวยงามกลางแดดอุ่นนั้นเงียบสงบ นอกจากเด็กๆสองสามคนที่ท่าเรือ เขาก็ไม่พบใครๆอีก ไม่พบใครอีกเลยนอกจากเด็กๆ
ทำไมน่ะหรือก็เพราะพวกเด็กๆ ลงมือจับผู้ใหญ่ไปฆ่าทิ้งเสียแล้วทั้งเกาะน่ะสิ!
หนังสยองขวัญ ปี 1976 ฝีมือของ Narciso Ibáñez Serrador จาก สเปนเรื่องนี้ เคยจัดเป็นหนังหาดูยากมาก่อน เนื่องจากนับจากมันออกฉาย ด้วยเนื้อหาที่ล่อแหลม เกี่ยวเนื่องกับเด็กและความรุนแรง ทำให้หนังโดน แบน โดนตัดต่อใหม่ โดนห้ามฉาย และไม่มีแผ่นDVD ออกมาร่วม30 ปี ทั้งที่นี่คือหนังที่พูดถึงความรุแนรแงวที่มีผลต่อเด็กได้จัดจ้านมากที่สุด รุนแรงที่สุด และตบกะโหลกคนดูได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา
หนังlสร้างโลกเฉพาะที่ไม่ได้มีอยู่จริง โดยการให้คู่สามีภรรยาลูกสอง (และเธอกำลังท้องคนที่สาม) เดินทางไปเที่ยวสเปน ในเมืองท่า เมืองทั้งเมืองกำลังคึกคักสุดขีดในงานเทศกาล กล้องกวาดจับภาพพลุตื่นตา และผู้คนเริงระบำ ขณะที่ข่าวในทีวีเป็นเรื่องของการล่มสลายของเวียดนาม ประเทศไทย(ในหนัง) โดนคอมมิวนิสต์บุกยึด และผู้คนอพยพจากกรุงเทพลงไปภูเก็ต ในร้านขายฟิล์ม คนขายฟลิ์มบอกว่าโลกนี้มัน โหดเหี้ยมเกินกว่าจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป โลกทั้งโลกเหมือน BEANAVIS อยู่ในความรื่นเริง แต่เป็นงานรื่นเริงคึกคักในนามของสงครามที่จุดพลุด้วยเลือดและน้ำตา
พวกเขาจึงไปยัง ALMANZORA เกาะห่างไกลที่เป็นประหนึ่งยูโทเปีย ที่ที่ข่างวสงครามเดินทางมาไม่ถึง และผู้คนยังอยู่กินกันอย่างเรียบง่าย ทัศนะของหนังในช่วงต้นนี้น่าสนใจมาก เมื่อหนังแสดงภาพของคู่รักชนชั้นกลาง มีทำงานเป็นอาจารยืด้านชีววิทยา พวกเขา เป็นนักท่องเที่ยวที่มาเพ่อพักผ่อน ไม่เข้ากันกับเมืองอันคึกคัก และปรารถนาความสงบ พวกเขาคุยกันเรื่องหนัง LA DOLCE VITA และการทำแท้ง มาตรฐานจริยธรรมสูงส่ง พอที่จะไม่มีวันลงมือทำร้ายเด็กๆได้ พวกเขาสลดใจกับข่าวสงครามแต่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าหลบหนีไปหาความสงบส่วนบุคคล
จนเมื่อมาถึง ALMAZORA พวกเขาก็ต้องผเชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อเด็กๆ พลิกบทบาทจาก เหยื่อ มาเป็น -ผู้ล่า - นักวิจารณ์บางสำนักมองว่า SERRADOR ปฏิบัติต่อเด็กในฐานะเดียวกับสัตว์ เฉกเช่นหนังในประเภท สัตว์ประหลาด หรือเหล่าสัตว์สังหาร ที่เหล่าสัตว์ ซึ่งตกเป็นเหยื่อ กลับมาไล่ล่ามนุษย์ (จะว่าไปแล้ว กระทั่งSERRADOR เองยังเทียบเคียงหนังเรื่องนี้เข้ากับ THE BIRDS ของ HITCHCOCK )
แต่ในอีกทาง การพลิกบทบาทของเด็กในหนังเรื่องนี้กลับสะท้อนภาพบางประการที่น่าสนใจ เมื่อหนังเลือกเปิดเรื่องด้วยฟุตเตจข่าวยาว 7-8 นาที ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเรื่องเลย หากภาพข่าวเหล่านั้น กลับคือประเด็นสำคัญที่หนังต้องการจะพูด SERRADOR เคยให้สัมภาษณ์ว่าในตอนแรก เขาตั้งใจจะเอาฟุตเตจเหล่านี้ใส่ไว้ในตอนท้ายของหนัง แต่หากเป็นเช่นนั้น มันอาจกลายเป็นการสอนสั่งคนดู ไปเสีย เขาจึงตัดสินใจ ตบกะโหลกคนดูเสียตั้งแต่ฉากแรก เด็กๆผู้เหี้ยมโหดเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงจินตนาการของผู้สร้าง แต่อาจเป็น - ผลผลิต - ของเหล่าเด็กๆผู้ถูกทำร้ายจากต้นเรื่อง ปฏิบัติการของพวกเขา ไม่ใช่อื่นใด นอกจาการ -เอาคืน- จากพวกผู้ใหญ่ที่คร่าสังหารพวกเขาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ของประวัติศาสตร์ (และถูรวบย่นย่อเหลือเจ็ดนาที)
เอาเข้าจริง ชื่อหนังเรื่องนี้ จึงมีนัยยะที่เป็นทั้งคำถามชวนขนหัวลุก และการยั่วล้อความเป็นจริงอย่างคมคายและร้ายกาจ เมื่อคำถาม ใครจะกล้าฆ่าเด็ก เป็นคำถามทดสอบจริยธรรมของผู้คน เมื่อเหล่าผู้ใหญ่ ฆ่าเด็กไม่ได้ (ในทางหนึ่งเพราะนั่นคือลูกหลานของพวกเขาเอง เหมือนในฉากหนึ่งที่ชายคนเดียวที่เหลือรอดโดนลูกจูงไปสังหารต่อหน้าต่อตา ) เมื่อพวกเขาพยายามหลบหนีด้วยการขับรถชนกลุ่มเด็ก ภรรยาของเขา (ซึ่งมีทั้งจริยธรรมในเรื่องการฆ่าเด็ก และมีความเป็นแม่ ) กลับหักพวงมาลัยออกอีกทางนำคนทั้งคู่ไปสู่ภาวะจนมุม และเมื่อ ตัวเอกลงมือฆ่าเด็กหนึ่งคน (หนังเลือกเด็กชายที่หน้าตาน่ารัก ถือปืนมาลอบฆ่าผู้ใหญ่ก่อนจะถูกยิงทิ้งได้ชวนขนหัวลุกมากๆ) เมื่อเรากล้าฆ่าเด็ก พวกเด็กๆก็หายไป มาถึงตรงนี้จริยธรรมของหนังหมิ่นเหม่มาก เมื่อหนังบอกเราว่าวิธีเดียวที่จะหนีไปจากที่นั่นได้ คือการฆ่าเด็ก แตในทางหนึ่งมันก็แสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่อยู่เหนือจริยธรรมใดๆ แต่ก็เป็นฉากนี้เองที่พาเราย้อนเอาคำถามนี้ไปถามฟุตเตจข่าวในช่วงแรกของหนัง -ใครจะกล้าฆ่าเด็ก- กลบายเป็นคำยั่วล้ออันชวนขนหัวลุก เพราะมีเด็กๆตายมากมายในภาพที่เห็น ใช่แล้ว ก็ผู้ใหญ่ (กับจริยธรรมที่ถูกเก็บล๊อคในลิ้นชัก) นี่แหละ ที่กล้าฆ่าเด็กๆ
และเมื่อเด็กๆที่เติบโตขึ้นในโลกที่ผู้ใหญ่ฆ่าเด็กหันมาเอาคืน พวกเขาจะทำย่างไร หนังเลือกจบอย่างรุนแรงสุดขีด เมื่อตัวละครเลือกฆ่าเด็กเพื่อหนี เขาคือตัวแทนคนเห็นแก่ตัว หรือเพียงสัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอดก และเมือเขาถูกคนนอกยิงล้มกลิ้งไป กลางศพเด็กๆในทะเล คนเหล่านั้น ตัดสินด้วยจริยธรรมของคนนอก หรือเขาปกป้องเด็กๆกันแน่ ไม่ว่าผลสรุปจะเป็นเช่นไร ฉากนี้นำพาเราไปสู่ความจริงที่ว่าโลกนี้มันโหดเหี้ยม และเรามีส่วนในการผลิตสร้างมัน
โลกจำลองในหนังนั้นถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เด็กๆเหล่านี้ก็ไม่มีสาเหตุที่ทำให้เป็นบ้า (ต่างจาก VILLAGE OF THE DAMN และ CHILDREN OF THE CORN อีกสองหนังเด็กไล่ฆ่าผู้ใหญ่ ) หนังดำเนินเรื่องช่วงอรกอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆบีบคั้นคนดูจนถึงจุดสุดขีด ในครึ่งชั่วโมงสุดท้าย เลือกจัดวางมุมกล้องอย่างเฉียบขาดจนสร้างความสะพรึงได้โดยไม่ต้องใช้สเปเชียล เอฟเฟคต์แม้แต่น้อย และเด็ดดวงไปกว่านั้น ฉากชวนขนลุกทั้งหมดเกิดขึ้นกลางแดดแบบเห็นจะๆตา
ฉากที่โดดเด่นเหนือใครเพื่อนคือฉากความตายอขงหญิงสาวเมื่อลูกในท้องของหล่อนแปรพักตร์ ผู้กกำกับปล่อยให้หน้าที่ทั้งหมดตกอยู่กับนักแสดงหญิง อาศัยเพียงดวงตา และการเปล่งเสียง กลับทำให้ฉากนี้สะพรึงถึงขีดสุด เพราะลูกที่ยังไม่เกิดของเธอตัดสินใจฆ่าแม่เสียแต่ในท้อง ไม่ต่างกับมือระเบิดพลีชีพ ผลผลิตของสงครามไม่สุดสิ้นในโลกจริง
แม้หนังจะชวนให้นึกถึง NIGHT OF THE LIVING DEAD หรือ INVASION OF BODY SNATCHER แต่การเปลี่ยนจากศพ เป็นเด็ก ก่อปฏิกิริยารุนแรงแตกต่างกันชนิดสุดขีด ทั้งในฐานะหนังสยองขวัญ และในฐานะนหนังที่เกาะเกี่ยวอยู่กับประเด็นทางการเมืองอย่างแน่นหนา น่าเสียดายที่ระบบคิดแบบฉาบฉวย ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกกีดกันมาหลายสิบปี ไม่เช่นนั้นมันคงเป็นหนังสยองขวัญเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกไปแล้ว
กราบขอบพระคุณ พี่ MdS สำหรับ DVD อนุเคราะห์

โชคดีที่ถนนชีวิตผมไม่เคยตัดผ่านหนังเรื่องนี้
อ่านแล้วมีคำถาม (ถ้าได้ดูคงมีคำถามมากกว่านี้)
ว่าการแสดงแนวความคิดหรือตั้งคำถามสังคม จำเป็นต้องใช้สื่อที่รุนแรงและ เอ่อ... sick ขนาดนี้ด้วยเหรอ
จำเป็นต้องใช้ภาพที่รุนแรง เนื้อเรื่องที่รุนแรง ทั้งๆ ที่สถานการณ์สมมติตรงนี้ก็ไม่ได้การันตีว่าจะสื่ออะไรได้ด้วยซ้ำ
อย่าลืมว่าคนดูไม่ใช่ GI ผ่านศึก ที่จะรับทุกอย่างได้
ในทางกลับกัน ผมว่ามีความเสี่ยงที่หนังเรื่องนี้จะถูกใช้สนอง sick pleasure มากกว่าประโยชน์ที่มันน่าจะสร้างได้
ผมว่าการห้ามฉายและตัดต่อเป็นวิจารณญาณที่ถูกต้องแล้วครับ
#1 By PastelSalad on 2007-11-23 01:38