เริ่มต้นด้วยภาพเด็กๆ  หากแต่คือภาพของเด็กๆที่เดินไปสู่ความตาย เด็กๆชาวยิวในค่ายกักกัน เด็กๆชาวไนจีเรียที่กำลังอดตาย เด็กชาวเกาหลีเหนือที่แขนขาขาด  หรือเด็กๆชาวเวียดนามที่โดนสะเก็ดระเบิดจนไหม้ลอกทั้งตัว เปลือยกายวิ่งไปบนถนน ! เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังตกเป็นเหยื่อ  เสียงบรรยายประกอบภาพข่าวเหล่านั้นบอกเล่าถึงความสูญเสีย โดยฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดกับเดกๆให้เราฟัง  เรื่องเล่าหดหู่ และภาพที่ชวนขนหัวลุก  ก่อนที่ภาพต่อมาจะหักล้างทำลายคนดูอย่างรุนแรงเพราะมันคือภาพของเด็กน้อยอวบอ้วนที่เล่นทรายบนชายหาดอย่างไม่รู้ร้อนหนาว ! จากนั้นชื่อเรื่องก็ปรากฏ  - ใครจะกล้าฆ่าเด็ก? -  WHO CAN KILL  A CHILD ?

 

ตัวหนังนั้นเล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาชาวอังกฤษ ที่เดินทางมาเที่ยวสเปนในวันหยุดพักร้อน  โดยมุ่งหมายจะไปเกาะแก่งห่างไกลแห่งหนึ่งที่ฝ่ายชายเคยมาเที่ยวเมื่อสิบปีก่อน หลบหนีความจอจแของชาวงเทศกาลใน BEANAVIS เมืองชายฝั่งที่พวกเขามาแวะพัก

 

แล้วพวกเขาก็ได้พบความสงบสมใจ เพราะทันทีที่ไปถึงเขาก็พบว่าเกาะสวยงามกลางแดดอุ่นนั้นเงียบสงบ นอกจากเด็กๆสองสามคนที่ท่าเรือ เขาก็ไม่พบใครๆอีก ไม่พบใครอีกเลยนอกจากเด็กๆ

 

ทำไมน่ะหรือก็เพราะพวกเด็กๆ ลงมือจับผู้ใหญ่ไปฆ่าทิ้งเสียแล้วทั้งเกาะน่ะสิ!

 

หนังสยองขวัญ ปี 1976 ฝีมือของ Narciso Ibáñez Serrador จาก สเปนเรื่องนี้ เคยจัดเป็นหนังหาดูยากมาก่อน เนื่องจากนับจากมันออกฉาย  ด้วยเนื้อหาที่ล่อแหลม เกี่ยวเนื่องกับเด็กและความรุนแรง ทำให้หนังโดน แบน โดนตัดต่อใหม่ โดนห้ามฉาย และไม่มีแผ่นDVD ออกมาร่วม30 ปี ทั้งที่นี่คือหนังที่พูดถึงความรุแนรแงวที่มีผลต่อเด็กได้จัดจ้านมากที่สุด รุนแรงที่สุด และตบกะโหลกคนดูได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา

หนังlสร้างโลกเฉพาะที่ไม่ได้มีอยู่จริง โดยการให้คู่สามีภรรยาลูกสอง (และเธอกำลังท้องคนที่สาม) เดินทางไปเที่ยวสเปน ในเมืองท่า เมืองทั้งเมืองกำลังคึกคักสุดขีดในงานเทศกาล กล้องกวาดจับภาพพลุตื่นตา และผู้คนเริงระบำ ขณะที่ข่าวในทีวีเป็นเรื่องของการล่มสลายของเวียดนาม ประเทศไทย(ในหนัง) โดนคอมมิวนิสต์บุกยึด และผู้คนอพยพจากกรุงเทพลงไปภูเก็ต  ในร้านขายฟิล์ม คนขายฟลิ์มบอกว่าโลกนี้มัน โหดเหี้ยมเกินกว่าจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป โลกทั้งโลกเหมือน  BEANAVIS อยู่ในความรื่นเริง แต่เป็นงานรื่นเริงคึกคักในนามของสงครามที่จุดพลุด้วยเลือดและน้ำตา

 

พวกเขาจึงไปยัง ALMANZORA   เกาะห่างไกลที่เป็นประหนึ่งยูโทเปีย   ที่ที่ข่างวสงครามเดินทางมาไม่ถึง และผู้คนยังอยู่กินกันอย่างเรียบง่าย ทัศนะของหนังในช่วงต้นนี้น่าสนใจมาก เมื่อหนังแสดงภาพของคู่รักชนชั้นกลาง มีทำงานเป็นอาจารยืด้านชีววิทยา พวกเขา เป็นนักท่องเที่ยวที่มาเพ่อพักผ่อน ไม่เข้ากันกับเมืองอันคึกคัก และปรารถนาความสงบ พวกเขาคุยกันเรื่องหนัง LA DOLCE VITA และการทำแท้ง มาตรฐานจริยธรรมสูงส่ง พอที่จะไม่มีวันลงมือทำร้ายเด็กๆได้   พวกเขาสลดใจกับข่าวสงครามแต่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าหลบหนีไปหาความสงบส่วนบุคคล

 

จนเมื่อมาถึง ALMAZORA พวกเขาก็ต้องผเชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อเด็กๆ พลิกบทบาทจาก เหยื่อ มาเป็น -ผู้ล่า - นักวิจารณ์บางสำนักมองว่า SERRADOR ปฏิบัติต่อเด็กในฐานะเดียวกับสัตว์ เฉกเช่นหนังในประเภท สัตว์ประหลาด หรือเหล่าสัตว์สังหาร  ที่เหล่าสัตว์ ซึ่งตกเป็นเหยื่อ กลับมาไล่ล่ามนุษย์ (จะว่าไปแล้ว กระทั่งSERRADOR เองยังเทียบเคียงหนังเรื่องนี้เข้ากับ THE BIRDS ของ HITCHCOCK )

 

แต่ในอีกทาง การพลิกบทบาทของเด็กในหนังเรื่องนี้กลับสะท้อนภาพบางประการที่น่าสนใจ เมื่อหนังเลือกเปิดเรื่องด้วยฟุตเตจข่าวยาว 7-8 นาที ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเรื่องเลย หากภาพข่าวเหล่านั้น กลับคือประเด็นสำคัญที่หนังต้องการจะพูด SERRADOR เคยให้สัมภาษณ์ว่าในตอนแรก เขาตั้งใจจะเอาฟุตเตจเหล่านี้ใส่ไว้ในตอนท้ายของหนัง แต่หากเป็นเช่นนั้น มันอาจกลายเป็นการสอนสั่งคนดู ไปเสีย เขาจึงตัดสินใจ ตบกะโหลกคนดูเสียตั้งแต่ฉากแรก   เด็กๆผู้เหี้ยมโหดเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงจินตนาการของผู้สร้าง แต่อาจเป็น  - ผลผลิต -  ของเหล่าเด็กๆผู้ถูกทำร้ายจากต้นเรื่อง ปฏิบัติการของพวกเขา ไม่ใช่อื่นใด นอกจาการ -เอาคืน- จากพวกผู้ใหญ่ที่คร่าสังหารพวกเขาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ของประวัติศาสตร์ (และถูรวบย่นย่อเหลือเจ็ดนาที)

เอาเข้าจริง ชื่อหนังเรื่องนี้ จึงมีนัยยะที่เป็นทั้งคำถามชวนขนหัวลุก และการยั่วล้อความเป็นจริงอย่างคมคายและร้ายกาจ  เมื่อคำถาม ใครจะกล้าฆ่าเด็ก เป็นคำถามทดสอบจริยธรรมของผู้คน เมื่อเหล่าผู้ใหญ่ ฆ่าเด็กไม่ได้ (ในทางหนึ่งเพราะนั่นคือลูกหลานของพวกเขาเอง เหมือนในฉากหนึ่งที่ชายคนเดียวที่เหลือรอดโดนลูกจูงไปสังหารต่อหน้าต่อตา )  เมื่อพวกเขาพยายามหลบหนีด้วยการขับรถชนกลุ่มเด็ก ภรรยาของเขา (ซึ่งมีทั้งจริยธรรมในเรื่องการฆ่าเด็ก และมีความเป็นแม่ ) กลับหักพวงมาลัยออกอีกทางนำคนทั้งคู่ไปสู่ภาวะจนมุม และเมื่อ ตัวเอกลงมือฆ่าเด็กหนึ่งคน (หนังเลือกเด็กชายที่หน้าตาน่ารัก ถือปืนมาลอบฆ่าผู้ใหญ่ก่อนจะถูกยิงทิ้งได้ชวนขนหัวลุกมากๆ)  เมื่อเรากล้าฆ่าเด็ก พวกเด็กๆก็หายไป   มาถึงตรงนี้จริยธรรมของหนังหมิ่นเหม่มาก เมื่อหนังบอกเราว่าวิธีเดียวที่จะหนีไปจากที่นั่นได้ คือการฆ่าเด็ก  แตในทางหนึ่งมันก็แสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่อยู่เหนือจริยธรรมใดๆ  แต่ก็เป็นฉากนี้เองที่พาเราย้อนเอาคำถามนี้ไปถามฟุตเตจข่าวในช่วงแรกของหนัง -ใครจะกล้าฆ่าเด็ก- กลบายเป็นคำยั่วล้ออันชวนขนหัวลุก เพราะมีเด็กๆตายมากมายในภาพที่เห็น ใช่แล้ว ก็ผู้ใหญ่ (กับจริยธรรมที่ถูกเก็บล๊อคในลิ้นชัก) นี่แหละ ที่กล้าฆ่าเด็กๆ

 

และเมื่อเด็กๆที่เติบโตขึ้นในโลกที่ผู้ใหญ่ฆ่าเด็กหันมาเอาคืน พวกเขาจะทำย่างไร หนังเลือกจบอย่างรุนแรงสุดขีด เมื่อตัวละครเลือกฆ่าเด็กเพื่อหนี เขาคือตัวแทนคนเห็นแก่ตัว หรือเพียงสัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอดก และเมือเขาถูกคนนอกยิงล้มกลิ้งไป กลางศพเด็กๆในทะเล คนเหล่านั้น ตัดสินด้วยจริยธรรมของคนนอก หรือเขาปกป้องเด็กๆกันแน่  ไม่ว่าผลสรุปจะเป็นเช่นไร ฉากนี้นำพาเราไปสู่ความจริงที่ว่าโลกนี้มันโหดเหี้ยม และเรามีส่วนในการผลิตสร้างมัน

 

โลกจำลองในหนังนั้นถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เด็กๆเหล่านี้ก็ไม่มีสาเหตุที่ทำให้เป็นบ้า (ต่างจาก VILLAGE OF THE DAMN และ  CHILDREN OF THE CORN อีกสองหนังเด็กไล่ฆ่าผู้ใหญ่ )  หนังดำเนินเรื่องช่วงอรกอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆบีบคั้นคนดูจนถึงจุดสุดขีด ในครึ่งชั่วโมงสุดท้าย  เลือกจัดวางมุมกล้องอย่างเฉียบขาดจนสร้างความสะพรึงได้โดยไม่ต้องใช้สเปเชียล เอฟเฟคต์แม้แต่น้อย และเด็ดดวงไปกว่านั้น ฉากชวนขนลุกทั้งหมดเกิดขึ้นกลางแดดแบบเห็นจะๆตา

 

ฉากที่โดดเด่นเหนือใครเพื่อนคือฉากความตายอขงหญิงสาวเมื่อลูกในท้องของหล่อนแปรพักตร์ ผู้กกำกับปล่อยให้หน้าที่ทั้งหมดตกอยู่กับนักแสดงหญิง อาศัยเพียงดวงตา และการเปล่งเสียง กลับทำให้ฉากนี้สะพรึงถึงขีดสุด เพราะลูกที่ยังไม่เกิดของเธอตัดสินใจฆ่าแม่เสียแต่ในท้อง  ไม่ต่างกับมือระเบิดพลีชีพ ผลผลิตของสงครามไม่สุดสิ้นในโลกจริง

 

แม้หนังจะชวนให้นึกถึง NIGHT OF THE LIVING DEAD หรือ   INVASION OF BODY SNATCHER แต่การเปลี่ยนจากศพ เป็นเด็ก ก่อปฏิกิริยารุนแรงแตกต่างกันชนิดสุดขีด  ทั้งในฐานะหนังสยองขวัญ และในฐานะนหนังที่เกาะเกี่ยวอยู่กับประเด็นทางการเมืองอย่างแน่นหนา น่าเสียดายที่ระบบคิดแบบฉาบฉวย ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกกีดกันมาหลายสิบปี   ไม่เช่นนั้นมันคงเป็นหนังสยองขวัญเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกไปแล้ว

กราบขอบพระคุณ พี่ MdS สำหรับ DVD อนุเคราะห์

 

อีกชื่อหนึ่งของหนังตอนออฉายในอเมิรกา

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Holy crap.

โชคดีที่ถนนชีวิตผมไม่เคยตัดผ่านหนังเรื่องนี้

อ่านแล้วมีคำถาม (ถ้าได้ดูคงมีคำถามมากกว่านี้)

ว่าการแสดงแนวความคิดหรือตั้งคำถามสังคม จำเป็นต้องใช้สื่อที่รุนแรงและ เอ่อ... sick ขนาดนี้ด้วยเหรอ embarrassed

จำเป็นต้องใช้ภาพที่รุนแรง เนื้อเรื่องที่รุนแรง ทั้งๆ ที่สถานการณ์สมมติตรงนี้ก็ไม่ได้การันตีว่าจะสื่ออะไรได้ด้วยซ้ำ

อย่าลืมว่าคนดูไม่ใช่ GI ผ่านศึก ที่จะรับทุกอย่างได้

ในทางกลับกัน ผมว่ามีความเสี่ยงที่หนังเรื่องนี้จะถูกใช้สนอง sick pleasure มากกว่าประโยชน์ที่มันน่าจะสร้างได้

ผมว่าการห้ามฉายและตัดต่อเป็นวิจารณญาณที่ถูกต้องแล้วครับ

#1 By PastelSalad on 2007-11-23 01:38

ตอบคำถามนะครับ

ในหนังเรื่องนี้เราแทบจะไม่เห็นความรุนแรงเลยแท้แต่ฉษกเดียวครับ
มีฉากเดียวที่มีเลือด คือฉากยิงเด็ก ซึ่งเราจะไม่เห็นจะๆมากไปกว่าเลือดที่ไหลจากผนัง

ภาพที่รุนแรงที่สุด คือภาพที่มีทมี่มาจาก -ความจริง- ในฐานะฟุตเตจข่าว ทั้งสิ้นครับ

ความรุนแรงในจิตใจคนดู คือการตอบสนองต่อบรรยากาศซึ่งใช้พลังทางภาพยนตร์ในการจัดการทั้งสิ้น

โดยส่วน ตัวผมว่ามันใหก้ประโยชน์กับสังคมมากว่าหนังที่อาศัยความรุนแรงแฝงมากมายครับ
หนังที่พูโถงวีรบุรุษ การช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยการบุกเดียวยิ
ทะลวงไส้
สำหรับผมหนังแบบนั้นน่าจะตอบสนอง sick pleasure มากกว่าด้วยซ้ำครับ



big smile big smile

#2 By filmsick on 2007-11-23 09:03

น่าสนใจครับผม
จะหาชมหาเช่าได้ตามร้านทั่วไปหรือเปล่าครับ
Hot!

#3 By Lullaby-Nocturne on 2007-11-23 09:49

น่าดูทุกเรื่องเลยคร้าบ

#4 By gorjai on 2007-11-23 11:26

Very interesting movie indeed. I do hope I can find this :/ But it's unlikely according to what you say...sad smile

#5 By = HIMA = on 2007-11-23 12:53

ก่อนอื่นต้องขอภัยเจ้าของบลอก
หากถ้อยคำของดิฉันต่อจากนี้
มีข้อความที่ไม่เหมาะสม
...
แม้ดิฉันจะไม่ใช่คอหนังและคิดกับหนัง
ได้ไม่มากเท่ากับผู้เขียน
แต่ในฐานะที่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว
ทำให้ดิฉันมีคำถามกับตัวเองมากว่าที่จะคิด
หาคำตอบเอากับสังคมที่เราอยู่
...
เราละเลยกับสิ่งที่เคยเกิด
และกำลังเกิดเพียงเพราะมันไม่เกี่ยวกับเรา
เราเคยชินกับการปลอบประโลม
ด้วยถ้อยคำจรรโลงโลกที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี
ในขณะเดียวกันความจริงกลับค่อยๆสูญหายและถูกลืม
...
ดิฉันคิดว่าหนังไม่ได้สร้างเพื่อสนองความต้องการของใครหรือแม้แต่กระทั่งตัวผู้กำกับเองหรือในอีกทางหนึ่ง
เราไม่ควรจะคิดถึงประเด็นนี้ด้วยซ้ำ
..
สิ่งที่น่าคบคิดมากกว่าคือ
หนังสื่ออะไรและกำลังบอกอะไร
...
อนึ่งการตัดสินอะไรทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัส
ดูจะฉาบฉวยไปหน่อยในความคิดของดิฉัน

#6 By sofa on 2007-11-23 13:21

^
^
^
น้องคนนี้เป็นไรเนี๊ยะ
คอเป็นเอ็น หน้าดำหน้าแดง sad smile

#7 By ON AIR on 2007-11-23 18:36

Holy Cow, Holy Buffalo (วัวควายศักดิ์สิทธิ์)

นาซี - ฟาสซิสม์ ชอบคิดว่าตนเองมีความชอบธรรมในการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ และงานง่ายเบาสบายสำหรับคนแบบนั้น (ที่ยังหลงเหลือหรือค้างเติ่ง) ในยุคสมัยนี้ ก็คือการเซ็นเซอร์

ทหาร GI หลายคนไปสงครามอย่างงงๆ และ Coming Home แบบงง ๆ ไม่ได้เรียนรู้อะไรจริง นอกจากความขมขื่น ปฏิเสธสังคม ส่วนที่ได้อะไรกลับมาจริงก็แลกไปกับความทุพพลภาพทั้งทางจิตและร่างกายที่ไม่รู้ว่าคุ้มค่าจริงไหม

กับเรื่องบางเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องแลกตัวเอง (โดยเฉพาะของที่เรามีตัวเดียวอันเดียว) ด้วยประสบการณ์จริง เพราะเรามีประสบการณ์มือสองที่ให้เรียนรู้ได้จากหนังสือ และหนัง (แม้บางคนจะตำหนิว่ามันเป็นแค่ประสบการณ์มือสอง สู้ประสบการณ์จริงไม่ได้ก็ตาม)

เอาเวลาพะวงกับ อคติเหยียดผิว-เพศ-เชื้อชาติ-หัวนอนปลายตีน-ใบปริญญา เกมคอมพิวเตอร์แบบโหด ๆ หรือเว็บไซต์อุบาทว์ดีกว่าที่จะคอยตั้งแง่ว่า ภาพเขียนภาพนั้นดูหมิ่นพระจริงไหม หรือ film นั้น sick จริงหรือเปล่า

เพราะต่อให้มัน sick จริง เราก็ต้องพยายามเรียนรู้ว่าโลกนั้นโหดร้ายยังไง (ไม่ใช่แช่แข็งเขาไว้ให้เป็น little prince ตลอดไป) พร้อมกับแนะนำให้ลูกหลานของเราเตรียมใจเอาไว้ (โดยเรียนจากประสบการณ์มือสอง) ก่อนที่จะออกไปเสพยา โดนจี้ ฆ่า ข่มขืนแบบจริง ๆ ตัวเป็น ๆ

#8 By สนธยา (124.121.64.156) on 2007-11-24 10:30

น่าดูจังอ่ะ ขอบคุณที่แนะนำครับ

พวกนี้ต้องประชดให้จุกอ่ะ

#9 By gutarara (125.26.29.213) on 2007-11-26 09:48

ขอบคุณ Filmsick มากครับ
แต่ทำไมพิมพ์ผิดหลายที่จังอ่ะ แต่ก็ยังเข้าใจได้

#10 By kiwisoda (125.27.204.44) on 2007-11-27 15:14

Houses and cars are quite expensive and not everybody can buy it. However, <a href="http://bestfinance-blog.com/topics/mortgage-loans">mortgage loans</a> was created to support different people in such kind of hard situations.

#11 By MCGOWANMaggie26 (95.64.12.20) on 2011-07-19 13:13

Some students don’t know exactly the way to make the United States essay paper. Thence, from this moment they would come along your well done topic and just do the most perfect term papers of all time.

#13 By free essays (193.105.210.41) on 2011-08-30 00:12

Technologies develop every day. As result, the term papers composing companies emerged. Thence, college students feel free ordering custom research paper.

#14 By custom research papers (193.105.210.41) on 2011-09-01 02:21

It supposes to be required to complete a perfect level thesis when students are studying at the university. Thence, your fantastic theme related to this post can be a very good issue for the dissertation international composers.

#15 By dissertation writing (193.105.210.41) on 2011-09-01 03:54