เมืองในหมอก (เพิ่มพล เชยอรุณ / 2521) : หนังไทย ในหมอก
posted on 17 Nov 2007 01:53 by filmsick in see-it-and-die
เพิ่มพล เชยอรุณ เป็นชื่อผู้กำกับไทยอีกคนที่เคยสร้างหนังไทยชั้นดีไว้หลายต่อหลายเรื่องในช่วงปี ต้นทศวรรษ ของปี พศ.2520 เขาเป็นเจ้าของหนังสะท้อนสังคมชั้นดีอย่าง สัญชาตญาณโหด ชีวิตบัดซบ หลวงตา เมืองขอทาน และ ไผ่แดง น่าเสียดายที่การเก็บรักษาฟิล์มของบ้านเราถูกปล่อยปละละเลย (กล่าวโดยส่วนตัวเป็นเรื่องน่าอายอีกเรื่องหนึ่งของวงการหนังบ้านเรา) ทำให้หนังของ คุณ เพิ่มพล รวมถึงผู้กำกับในยุคสมัยเดียวกันหลายๆท่าน ไม่ได้รับการเผยแพร่ เท่าที่หาได้ก็เป็นฉบับที่คุณภาพต่ำ หนังหลายเรื่องมีแต่ฟลิ์มเก่าที่รอการบูรณะ ครั้นจะหา ดีวีดี หรือวีซีดีหนังก็หาได้ยาก (ดูเหมือนฉบับที่มีขายจะมีคุณภาพต่ำมากๆ) จึงเป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่คนรุ่นใหม่ๆจะไม่ได้มีโอกาสค้นหา นัยซ่อนเร้น และแสวงหาหนังตกสำรวจ ในยุคสมัยก่นหน้า ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของเราจึงจำกัดกันเป็นรุ่นๆ และไม่ได้รับการส่งต่อ เชิดชูอย่างที่ควรจะเป็น แม้จะพบว่ามีคนรุ่นก่อนหน้าหลายท่านพยายามรวบรวมข้อมูลไว้ แต่ในเมื่อหาตัวหนังต้นฉบับดูไม่ได้ ก็ยากที่จะเข้าถึงอย่างลึกซึ้งได้
ในบรรดา หนังของคุณ เพิ่มพล เชยอรุณ ทั้งหมด เมืองในหมอก จัดเป็นหนังที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ทั้งๆที่เมื่อครั้งออกฉาย มันไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ กลับเป็นหนังที่มีการพูดถึงกันมาโดยตลอด ทั้งในฐานะ หนังฟิล์มนัวร์เรื่องแรกของไท และในฐานะ หนังที่มาก่อนกาล
ตัวเรื่องของหนังนั้นดัดแปลงจาก บทละคร - ความเข้าใจผิด - ของ ALBERT CAMUS แต่เปลี่ยนฉากและสถานที่มาเป็น อำเภอทุรกันดารแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ว่าด้วยสองแม่ลูกที่เปิดโรงแรมอยู่ในนอกเมือง เมื่อมีแขกจากต่างเมืองมาพัก สองแม่ลูกจะจัดการฆ่าเสียแล้วชิงทรัพย์สินมา เพื่อเก็บสะสมเป็นทุนรอนในการไปจากเมือง เพื่อตามหาลูกชายที่หายสาบสูญไปร่วมยี่สิบปี หลังจากฆ่าแขก พวกหล่อนจะเอาแขกไปถ่วงน้ำ ปรากฏเป็นศพลอยมาจนชาวเมืองต้องจัดพิธีสวดแช่ง
ทุกอย่างดำเนินไปอย่ายากลำบาก และชวนผวาเพราะสองแม่ลูกต่างก็สำนึกในบาปและหวาดผวา เรื่องยิ่งเลวร้ายลงเมื่อแขกคนสุดท้ายเดินทางมาถึง!
จากบทละครที่เหตุการณ์ณืเกิดขึ้นในยุโรป หนังนำมาดัดแปลงจนสร้างบรรยากาศเฉพาะของ เมืองเล็กๆขึ้นมา - เมืองที่อยู่ในหมอก- ซึ่งหมายความทั้งทางกายภาพที่ว่าด้วยเมืองที่มีหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลา และในทางจินตนภาพ ที่ สำแดงถึงความลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่หลังหมอกหนา กระจ่างตาในบางหนและเลือนรางในบางคราว ซ้ำยังแสดงให้เห็นอาการ - ชายขอบ - ของเมืองเล็กๆตกสำรวจซึ่งผลุบๆโผล่ อยู่ในสายหมอก
หนังไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าเกิดขึ้นในประเทศไทย หนังแทนเมืองนั้น ว่า ที่นี่ และแทน กรุงเทพ ด้วยคำว่า - เมืองหลวง - การกลายเป็นกลางทางสถานที่ของหนัง ทำให้จุดมุ่งหมายของหนังน่าสนใจว่า ที่แท้ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่อื่นใดนอกจากแบบจำลอง ความแตกต่างของสังคมเมืองและสังคมชนบทในยุคสมัยนั้น
หนังเปิดตัวด้วยเสียงเล่าของ ฝง ตัวลูกสาวขาพิการ ที่บอกเล่าด้วยน้ำเสียงครึ่งดีครึ่งบ้า ถึงความทุรกันดารยากไร้ของเมืองนี้ ซ้อนทับไปกับเรื่องเล่าของพี่ชายที่หายออกจากบ้านเพราะต้องการจะไปอยู่ในเมือง เรื่องของพ่อ ที่กระทำการฆ่านักเดินทางทิ้งเพื่อหาเงินมาใช้ จากบาปบุญคุณโทษที่กัดกินใจเธอค่อยๆยอมรัยและเห็นเป็นเรื่องสามัญในท้ายที่สุด ทุกอย่างถูกเล่าไว้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง
แต่ฉากที่ติดตามมา คือการแสดง ความแตกต่างอันชัดเจนของคน -ที่นี่- กับคนเมือง หนังมุ่งเน้นไปที่บรรดาแขกที่มาพักในโรงแรม ซึ่งมีตั้งแต่ นักมายากลมือไว มือปืนรับจ้างจอมโหด และพวกตกเขียวหญิงสาวเข้าไปขายในเมือง โดยมีผู้รอดตายเพียงคนเดียวคือ คือสาวสวิงกิ้ง( แสดงโดย ปาริชาติ บริสุทธิ์ )ที่พาสามีมาเริงรักในโรงแรม เธอถูกไล่ฆ่าอย่างเหี้ยมโหด และเธออาจจะเป็นคนที่บาปน้อยที่สุดในเรื่องแล้ว คนเมืองเหล่านี้มาพร้อมกับบุคลิกพะยี่ห้อ และสร้างความชอบธรรมให้กับสองแม่ลูกในการฆ่าทิ้ง
และหากสองแม่ลูกเป็นตัวแทนของ คนชนบท ที่อาศัยอยู่ในเมืองในหมอก พวกเธอก็มีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันในการฆ่าคนเมือง เมื่อ ผู้แม่นั้น คือคนรุ่นที่สูญเสียลูกให้กับสังคมเมือง เธอรู้สึกผิดบาปในการก่อกรรมทำเข็ญ นี้แต่เธอต้องการเงินเพื่อเข้าไปตามหาลูกชาย คนชนบทรุ่นแม่คือคนเหล่านั้น คนที่ถูกกีดกันกัดกิน ยื้อแย่งผลประโยชน์โดยสังคมเมือง และลุกขึ้นมาเอาคืนบ้าง ในขณะที่ลูกสาวนั้นต่างไป เธอคือคนรุ่นที่ฝันจะเข้าเมืองมาแต่เยาว์วัย เธอไม่ได้รู้เห็นเป็นใจเรื่องการเบียดเบียนใดๆ เธอเพียงเติบโตขึ้นและซึมซับรับเอาการกระทำของคนรุ่นพ่อแม่ และในที่สุด เธอคิดว่าการฆ่าเป็นหนทางที่ถูกต้องเหมาะสม เมื่อฆ่าคนเธอจึงรู้สึกสะสวย และใกล้เคียงคนเมืองมากขึ้นทุกที (ต้องไม่ลืมว่าแม้คนเมืองที่มาพัก จะเป็นคนชั่วช้า แต่พวกเขาก็นำพา อารยธรรมเมืองมาให้ ฝง เห็นด้วยสองตา และประจุความอยากได้อยากมีลงในตัวเธอ) การฆ่าที่แตกต่างของคนสองรุ่นนี้อาจมีบทลงเอยเหมือนกัน แต่มันแตกต่างอยู่ที่ระดับความสำนึกผิด
แต่หนังไม่ได้ขาวจัดดำจัด ในเรื่องเมืองกับชนบท เพราะการเบียดเบียนที่ชัดที่สุดในหนังไม่ได้เกิดจากคนชนบทโดนคนเมืองเบียดเยียน แต่มันเกิดจากคนชนทบทด้วยกันอย่าง ปู่บ้าน ที่สังหารโหดพวกโจรมอเตอร์ไซค์ที่เข้ามาปล้นโรงแรม และฆ่าพ่อของฝงอย่างทารุณ ( ฉากปล้นนี้ถ่ายทำได้รุนแรงมากจนคิดว่าถ้าทำในสมัยนี้อาจถูกแบนได้) แต่ปู่บ้านกลับเก็บเงินของกลางนั้นไว้เอง และเป็นเพราะการเบียดเบียนแบบลูกโซ่นี้เองที่ทำให้สองแม่ลูกต้องฆ่าคนไม่รู้จบ
ในขระเดียวกันเมื่หนังพูดถึงลูกชาย หนังกลับสร้างภาพที่แฟนตาซีมากๆ ราวกั้บว่าเขาใช้ชีวิตอยุ่ในยุโรป ทั้งสถานที่และเครื่องแต่งกาย ยิ่งกับบทพูดที่ปล่อยให้ สรพงษ์ ร่ายยาว monologue ทั้งที่กำลังสนทนา ทำให้คนดูรู้สึกห่างเหินกับตัวละครนี้จนคล้ายกับว่า ที่เห็นนี้เป็นเพียงภาพฝันที่สองแม่ลูกวาดขึ้นเกี่ยวกับพี่ชายของเธอเอง
หนังได้การแสดงระดับสุดยอดจาก สุพรรณ บูรณพิมพ์ในบทแม่ และ เบญจวรรณ บุญญกาศ ในบทฝง ที่แสดงกันอย่างเข้มข้น ประกอบกับการจัดแสงแบบฟิล์มนัวร์ ทำให้หนังออกมาลึกลับ และชวนผวาจนถึงแม้เราจะดูหนังไม่รู้เรื่องภาพในหนังก็ยังคงติดตาอยู่ไม่รู้เลือน
กล่าวอย่างง่ายหนังอาจเป็นเพียงแฟนตาซีดาดๆที่พลิกบทบาทให้คนชนบทลุกขึ้นมากุมชะตากรรมคนเมืองผ่านทางการกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง แต่ในทางหนึ่ง มันเป็นไปได้ใช่หรือไม่ ที่ในวันหนึ่งเมื่อใครสักคนถูกฉกฉวยเอารัดเอาเปรียบอย่างถึงขีดสุด พวกเขาจะลุกขึ้นมาล่าล้างเอาบ้าง
เป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่ฟิล์มหนังเรื่องนี้ ยังคงไม่ได้รับการบูรณะ และต้นฉบับที่ผมได้มา มีคุณภาพของภาพเข้าขั้นย่ำแย่ (ทางผู้จัดทำ บอกไว้ตอนต้นเรื่องว่านี่คือฉบับที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่) น่าเสียดายที่สำหรับบ้านเรา ภาพยนตร์ถูกตีราคาเป็นแค่สื่อบันเทิงชั้นรองที่มาแล้วไป จึงไม่มีใครให้ความสำคัญแก่กาพยนตร์ ทั้งๆที่ที่แท้ นี่คือสื่อที่ดีที่สุดสื่อหนึ่งในการบันทึกหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้งความคิด ค่านิยม และบริบทแวดล้อม และสามารถนำมาถกเถียงตีความได้กว้างไกลกว่าข่าว ปรือประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นอย่างผูกขาด รับใช้บางสิ่งมาตลอด
หากเป็นไปได้ ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ และหนังไทยเรื่องอื่นๆ แบบชัดๆเต็มที่สักครั้ง ใครจะรู้ เราอาจค้นพบเพชรจำนวนมากที่สูญหายในหล่มหลุมประวัติศาสตร์เพียงเพราะไม่ได้รับความสนใจจากฝั่งตะวันตก ซึ่งนั่นก็แทบไม่สำคัญเท่ากับว่า กระทั่งนักดูหนังชาวไทยเอง ก็เกิดอาการ รากขาดทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ชาติ ทั้งๆที่เรามีภาพยนตร์ไทยมายังไม่ทันถึงร้อยปีดี
หมายเหตุ : อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังของคุณ เพิ่มพล เชยอรุณ และหนังไทยเก่าๆได้ที่นี่ครับ

เคยกลับไปนั่งดูใหม่ที่หอภาพยนตร์...ชอบมากครับ
#1 By alienboon on 2007-11-17 02:52