FALLEN :หลุมดำสำนึกบาป

posted on 09 Nov 2007 14:07 by filmsick  in see-it-and-die
 

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

บทความชิ้นนี้เรียบเรียงขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนและ การสนทนากับFRED KELEMEN ทั้งใน Q &A ระหว่างการฉาย และ การสนทนานอกรอบ

ค่ำคืนที่มืดมิดเกินไป ใครบางคนเกร่ไปบนถนนรกร้างเวิ้งว้างเงียบเชียบ ไต่ขึ้นไปบนราวสะพานสีดำทอดข้ามแม่น้ำ  ห้วงแสงไฟสลัวจางราวกับโดนเจือจางโดยกลางคืน  และใครบางคนปรากฏในห้วงแสงไฟ ร่าบอบบางบนราวสะพานผินหน้ามามอง ดวงตานั้นวิงวินความช่วยเหลือ หรือเหลือบมองผ่าน หรือสำนึกในบาปที่กำลังจะเกิด ไม่อาจบอกได้ เพราะสรรพสิ่งมืดสลัวเกินไป ใครบางคนหยุดยืนมอง ในความมืดที่กั้นกลาง เขาออกเดินต่อไปโดยไม่กล่าวคำ ก้าวข้ามจากช่องแสงสู่ความมืดที่โอบรัด พลันหูแว่วยินบางเสียงกรีดร้องจากที่ไกล และเสียงวัตถุกระทบพื้นน้ำ

ฉับพลันนั้นความมืดก็คร่ากุมจิตใจ แม้ช่องแสงใดๆก็ไม่อาจส่องสว่างได้อีก

FRED KELEMEN เป็นลูกครึ่งฮังการี เยอรมัน เขาเกิดในเยอรมันตะวันตกและเล่าเรียนหลายสาชา ทั้งจิตรกรรม ดนตรี  ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ศาสนา ก่อนที่จะทำงานในแวดวงละครเวที และเริ่มเรียนหนังที่ สถาบัน GERMAN & TV ACEDEMY BERLIN ในปี 1989 - 1994 ระหว่างเรียนเขาทำหนังที่น่าสนใจมากๆตั้งแต่ปีแรก (นั่นคือ KYALI )  และหนังสำหรับจบการศึกษาของเขา( FATE) ก็ได้รับรางวัล GERMAN NATIONAL FILM AWARD  และได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์มากมาย  และนอกจากทำหนังเขายังเป็นตากล้องให้กับผู้กำกับหลายต่อหลายคน ล่าสุดเขาก็เพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำ MAN FROM LONDON หนังเรื่องล่าสุดของ BELA TARR

ใน FALLEN หนังเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่บังเอิญพบพานเหตุการณ์การฆ่าตัวตายของผู้หญิงคนหนึ่งแต่ไม่ได้ช่วยเหลือเธอ หลังจากเธอหายไป เขาจึงเริ่มต้นติดตามหาเธอ รวบรวมชีวิตของเธอขึ้นจากร่องรอยที่เหลืออยู่ตามที่ต่างๆ และนั่นนำพาเขาไปพบกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง และเรื่องราวลึกลับที่ไม่อาจคาดเดา

FALLEN ถ่ายทำด้วยภาพขาวดำแบบมืดหมอง   ในเมืองที่เหมือนเมืองร้างมากกว่าจะเป็นเมืองจริงๆ ในหนังเรื่องนี้ KELEMEN ลดเทคนิคหวือหวาทางภาพลง หันมาถ่ายทำแบบเรียบง่าย แล้วอาศัยเรื่องเล่าอธิบายสภาวะตัวละคร ซึ่งนั่นอาจทำให้เรามองข้ามสิ่งที่ซ่อนอยู่ในแต่ละฉากแล้วมุ่งตรงไปยังตัวเรื่องเล่าซึ่งไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในส่วนของเรื่อง  เพราะKELEMEN ซ่อน นัยยะทั้งหมดไว้อย่างมั่นคงในการก้าวย่างของแต่ละฉาก

ตัวเอกของเรื่องทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานสักแห่ง งานของเขาคือการเผชิญหน้ากับหลักฐานเอกสารจำนวนมาก รวบรวมและจัดเก็บมัน  ต่อมาเขาพบผู้หญิงฆ่าตัวตาย แต่เขาไม่ได้ช่วยเหลือเธอ เขาทำเช่นที่เคยทำ นั่นคือรวบรวมเอกสารหลักฐานของเธอ ประกอบร่างเธอขึ้นจากร่องรอยที่เธอทิ้งไว้ ประหนึ่งเธอคือส่วนหนึ่งของงานเอกสารที่รบกวนจิตใจ  หลังจากแจ้งความตำรวจบอกเขาถึงสถิติยืดยาวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และบอกกับเขาว่า คนเราจะหันมาสนใจจะทำความรู้จักกับใครสักคนหลังจากที่เขาตายไปแล้ว เช่นเดียวกับงานของตำรวจ  รวบรวมร่องรอยหลักฐานเพื่อแสวงหาที่มาที่ไปของเรื่องทั้งหมด

หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนตัวเองจากเสมียน มาเป็นนักสืบ เล่นบทบาทที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน หญิงสาวหายไป ชายคนหนึ่งเอะใจในการหายไป ออกตามหาร่องรอย และค้นพบต้นตอทั้งหมด แต่ที่ต่างออกไปคือหนังตั้งคำถามเราตั้งแต่ฉากแรกว่า ที่จริงแล้วการกระทำนั้นคือ พฤติกรรมของ วีรบุรุษ หรือเป็นเพียงองค์ประกอบพิกลพิการของความอยากรู้อยากเห็นและความสำนึกบาปกันแน่

จากร่องรอยสถานที่ที่เธอกระโดดน้ำ เขาไปที่บาร์ แถบนั้นและคนพบกระเป๋าถือที่เธอลืมไว้ ในนั้นเขาค้นพบจดหมายลาตายที่ไม่ถูกส่ง  ของกระจุกกระจิก บัตรรับรูปถ่ายจากร้านถ่ายรูป เขาลงมือจัดการกับเอกสาร ของเธอมันนำเขาไปสู่รูปของเธอ ภาพงานปาร์ตี้  ภาพถ่ายของเธอกับผู้ชายและเด็ก ที่น่าจะเป็นครอบครัวของเธอและภาพถ่ายของเธอกับชายแปลกหน้าที่ปรากฏตัวในงานปาร์ตี้

จากเอกสารเขาประกอบเรื่องราวความตายของเธอเสริมแต่งเรื่องราวตามความชอบใจ ให้เธอมีรูปร่างและชีวิตเลือดเนื้อมากกว่าผู้หญิงแปลกหน้าบนสะพาน จากนั้นเขาเริ่มออกตามหาชายแปลกหน้า และทราบเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่บทสรุปชวนช๊อค เมื่อชายแปลกหน้าตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังจากพูดคุยกับเขา  ดูเหมือนทุกสิ่งจะมาถึงจุดจบ แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพลันจู่ๆหญิงสาว( คนที่เขาเชื่อว่าตายไปแล้ว )ก็ปรากฏตัวขึ้น !

หนังทำท่าจะเดินตามขนบของหนังสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มสูตร (บางครั้งเราเผลอไผลนึกไปถึงตัวเอกใน VERTIGO ของ HITCHCOCKที่ต้องมาพัวพันกับผู้หญิงที่ตายไปแล้วเช่นกัน) แต่ที่ไปได้ไกลกว่านั้น คือเคลเลเมน ได้ชี้ให้เราเห็นถึง - มายาคติ - ของวีรบุรุษเหล่านั้น (นับจากนี้เราจะขอเรียกสมัยหนุ่มตัวเอกว่า   ‘พระเอก' ตามที่เคลเลเมน เรียกตัวละครนี้ว่า ‘ hero' )

เพราะตลอดการสืบสวนสอบสวน เขาก็เป็นเช่นนักสืบทั่วไป ประกอบรูปคดีจากร่องรอย แต่ใช่หรือไม่ ที่ร่องรอยเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยช่องโหว่ รูรั่วของความมีน้ำเนื้อชีวิต   เมื่อเขารวบรวม  ‘หลักฐาน'ได้มากพอ เขาเริ่มลงมือ วิพากษ์ ตัดสิน ชีวิตของเธอ และผู้คนรอบข้าง ฉากหนึ่งเมื่อเขาไปรับรูปของเธอกลับมาที่บ้าน เขานั่งดู สไลด์ภาพงานปาร์ตี้ หมุนทวนไปมาจับสังเกตจากสายตา พลันเขาโพล่งคำ " PURE JEALOUSY"  (ริษยาแน่แท้) ให้กับรูปของสามีที่จ้องมองมาที่ภรรยาตัวเองซึ่งจ้องมองชายอีกคนหนึ่งอยู่  ในที่สุดเขากลายเป็นคนที่ลงมือตัดสิน ผู้คนโดยยึดข้อมูลที่ตัวเองมีเป็นหลักใหญ่ และการตัดสินเป็นไปเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นภายในของเขาเอง ที่กำหนดไว้แล้ว (เขาดูไสลด์วนไปจนถึงภาพหญิงสาวไปเที่ยวกับชายแปลกหน้าแล้วจึงหมุนทวนกลับมา ตอนนั้นในใจเขาระบุไปแล้วว่าหล่อน อาจมีชู้รัก และสามีหล่อนอาจสงสัย)

เขาตามไปจนถึงตัวชู้รัก ฉากสำคัญในหนังเมื่อ ชายชู้บอกเล่าความสัมพันธ์ของเขากับเธอ กล้องหมุนวนรอบตัวละครในบาร์คับแคบ พระเอก ลงมือ ตัดสินอีกครั้ง ว่า ‘ คุณไม่ได้รักเธอ คุณแค่อยากครอบครองเธอ คุณทำให้ชีวิตของเธอฉิบหาย ‘  การตัดสินของเขานำมาซึ่งความสำนึกผิดของชายแปลกหน้าและจบลงด้วยความตาย

ความสำนึกผิดเป็นตัวฉุดดึง ‘ พระเอก' ให้ใส่ใจเรื่องอขงหญิงสาว มันคงง่ายกว่านี้ถ้าเขาช่วยเธอ แต่เขา ในฐานะของคนที่มีชีวิตกับกองเอกสารมากกว่ามนุษย์ การที่จู่ๆมาพบเจอกับผู้หญิงที่กำลังฆ่าตัวตายนั้นไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้โดยง่าย ( KELEMEN กล่าวว่า ในการฉายครั้งหนึ่ง คนดูคนหนึ่งลุกขึ้นถามเขาว่า ทำไมผู้ชายคนนั้นไม่ช่วย ถ้าเป็นเขาเขาจะเข้าไปช่วย เพราะมันเป็นเรื่องเลวร้ายมากที่ปล่อยให้คนตาย เคลเลเมน ตอบแบบติดตลกว่า เขารู้ว่าคนที่มาดูหนังต้องคิดว่า ถ้ามันเกิดขึ้น เขาหรือเธอจะพุ่งเข้าไปช่วยเหลือ แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่จะลงมือทำจริงๆ )

ดังนั้นสิ่งที่ขับเคลื่อนชายผู้นี้คือความสำนึกผิดนั่นเอง เขาสำนึกผิดถึงสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ไม่ต่างจากการสำนึกผิดของ คนที่พยายามจะฆ่าใคร แต่ทำไม่สำเร็จ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลเหตุการณ์ แต่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจที่ไม่สำเร็จนั้น ความสำนึกบาปในการฆ่าคงอยู่ แม้เขาจะฆ่าคนไม่สำเร็จ เช่นเดียวกัน ความสำนึกบาปในการไม่ช่วยเหลือของเขาดำรงคงอยู่ มันผลักดันให้เขาทำผิดซ้ำด้วยการบอกตำรวจว่าเขาไม่เห็นหน้าเธอ (เพราะเขาหวาดกลัวในความสำนึกผิดของตัวเอง จากมุมมองของคนอื่น เช่นจากมุมมองของตำรวจ การไม่ช่วยเหลือของเขาแปรรูปจากความสำนึกผิดไปสู่ ความเพิกเฉย และอาจส่งผลร้าย ) ยิ่งเข้าโกหกมากขึ้นเขาก็ถูกฉุดดึงลงในหลุมดำของความสำนึกผิดมากขึ้นการออกตามหาตัวหญิงสาวในทางหนึ่งคือการ ตอบสนองต่อความสำนึกผิดของตัวเอง และ ยังได้ผลสองชั้นในการกลายเป็น ‘พระเอก' ผู้พยายามพาคนตายกลับบ้าน

แต่ความสำนึกผิดและศีลธรรมอันดีตอบแทนเขาด้วยความตายของชายอีกคนหนึ่งผู้ซึ่งถูกเขายกเอาศีลธรรม มาทำให้สำนึกผิด จะด้วยความรู้สึกผิดบาป หรือความเมาก็แล้วแต่ ชายคนนั้นเข้าไปฆ่าตัวตายในห้องน้ำ เขาแก้ไขความสำนึกผิดไม่ได้ ซ้ำยังก่อเหตุซ้ำซ้อน อีกต่างหาก

หนังเสียดสี ความมีศีลธรรมอันดีของ ‘ พระเอก ‘ เรามองว่า ความสำนึกผิด เป็นคุณธรรมด้านดี เขาผู้เชื่อมั่นในคุณธรรม ศีลธรรม เดินไปในโบสถ์ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา)หลังความตาย แต่ศีลธรรมอันดี ที่แท้อาจเป็นมายาคติและมันมีรสชาติชวนคลื่นเหียน เขาจึงอาเจียนใส่โบสถ์ ซึ่งในทางหนึ่งมันอาจเป็นปฏิกิริยาต่อความตายของชายอีกคนที่มาล่าช้ากว่ากำหนด และในอีกทางหนึ่ง การอ้วกในโบสถ์เสียดสี ความเลื่อนลอยของหลักศีลธรรมอันดี

และในฉากนี้เองหญิงสาวเดินออกมาจากโบสถ์ ทุกสิ่งล่มสลาย การที่หล่อนเดินออกมาจากโลกอันอุดมด้วยคุณธรรม (โบสถ์) สะท้อนความเลื่อนไหลของเส้นศีลธรรมของเขาได้เป็นอย่างดี เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นพระเอกมาตลอด แต่ที่แท้ เขาเป็นเพียงคนใจเร็วด่วนได้ ที่ตีขลุม สรุปความเป็นไปของผู้อื่นเข้าข้างตนเอง เขาคิดเอาเองว่าเธอเป็นอย่างนี้อย่างนั้น คิดเอาเองว่าความสัมพันธ์ของเธอกลับชายแปลกหน้าเป็นเรื่องเลวทรามชั่วช้า ไม่ต่างจากเราคนดีเคร่งศีลธรรมตัดสินดีเลวของคนไม่รู้จักจากข่าวสารในหน้าหนังสือพิมพ์  เพื่อพิสูจน์ความมีศีลธรรมของตัวเอง และเพื่อกลบฝังความสำนึกบาปในปรารถนาของเรา (เพราะลึกๆเราก็หวังจะได้เป็นเช่นนั้น)  หารนำ มาตรฐานทางศีลธรรมไปชี้วัด ตัดสินชายแปลกหน้า ไม่ได้นำไปสู่อื่นใดนอกจากการเติมอีโก้ให้กับตัวเอง   หากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับขุดลึกลงไหในหลุมดำแห่งความสำนึกบาปมากขึ้น

หลังจบฉากนี้ ที่เราเห็นคือชายคนนั้นพยายามเดินขึ้นเนิน ไปสู่อากาศอันเวิ้งว้าง เราเห็นเขาล้มๆลุกๆหลายๆครั้ง และทั้งหมดนั้นไม่ได้นำไปสู่อะไรนอกจากความว่างเปล่า

หนังพูดถึงการสำนึกบาป และการไถ่บาปได้อย่างคมคายโดยสรุปมันทั้งหมดในฉากสุดท้าย มีช่องว่างมากมายในตัวเรื่อง เช่นเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า จริงๆ แล้วเธอกระโดน้ำลงไปหรือที่เราเห็นเป็นอีกคน หรือเธออาจตระหนักได้ถึงความมีชีวิต จึงไม่ตัดสินใจทำ ไล่เลยไปจนถึงชายแปลกหน้าที่เราไม่อาจรู้ได้ว่าเขาตายจริงหรือเปล่า (อย่าลืมว่าการฆ่าตัวตายทั้งสองฉาก เราไม่เห็นคนตาย เราเพียงได้ยินเสียงความตาย แล้วก่อจินตนาการขึ้นมาเอง)  ความตายไมใช่ทางออกของการไถ่บาป และการไถ่บาปที่แท้อาจมีนัยยะเพียงเสริมเติมปรารถนาส่วนตัวเท่านั้นเอง

ถอยออกมาจากตัวหนัง บางที เราอาจกล่าวได้อีกชั้นว่าคนดูหนังเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน กับ' พระเอก ‘ เราตีตั๋วเข้าไปจ้องมองดูชีวิตของผู้อื่น ก่อร่างสร้างรูปบุคลิดมิติเดียวของตัวละครเหล่านั้นจากหลักฐานที่ปรากฏบนจอ ซึ่งเคลเลเมนกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เมื่อต้องตอบคำถามเกี่ยวกับความจริงว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณตั้งกล้อง จักรวาลในเฟรมภาพจะๆไม่ใช่ความจริงอีก คุณต้องคัดสรร สิ่งซึ่งปรากฏบนเฟรมภาพ และต้องมีบางสิ่งที่ถูกกำจัดออกไป ภายใต้รูปแบบของการเลือก ที่สุดแล้ว มันก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเพียงส่วนยิบย่อย ที่ปะติดปะต่อเท่าใดก็ไม่อาจนำความจริงมาสู่  เราจ้องมองความจริงเหล่านั้น บางครั้ง เราตัดสินบางคนว่า  ริษยาอย่างแน่แท้ไม่ต่างจากที่พระเอกของเรามองดูสไลด์ เราพกความสำนึกบาแส่วนบุคคล เข้าไปในโรงภาพยนตร์และหวังให้หนังเป็นผู้ไถ่บาป แต่แน่นอน มันเป็นเพียงการไถ่บาปลวงชั่วครั้งชั่วคราว พอให้เรามีเวลากลบฝังรอยแผลกลัดหนองไว้ภายในเท่านั้น  โชคร้าย ที่ FALLEN แกะสะเก็ดแผลนั้นออกมา

การร่วงหล่นลงสู่บาปในหนังเรื่องนี้ ถูกถ่ายทำออกมาในความมืดหมองมัวซัว ภาพขาวดำขุ่นหมองที่มีสีดำกว่าค่อนจอ ประกอบกับเสียง รบกวนตลอดเวลา ของหนัง  ที่เพลงประกอบทุกเพลงจะมีที่มาเฉพาะจากบนจอ นอกจากนั้นดนตรีประกอบคือ NOSIE ที่เราไม่ได้เห็นบนจอ แต่ดำรงคงอยู่ เสียงหมาเห่า เสียงนกร้อง เสียงรถไฟ ทั้งหมดทั้งมวล ก่อร่างบรรยากาศที่เป็นไปตามความจริง และรบกวนเราในฐานะ ความจริงนอกจอตลอดเรื่อง  ( ตัวเคลเลเมนเองพิถีพิถันกับการใช้เสียงในหนังของเขาอย่างยิ่ง)

เมื่อเทียบกับหนังเรื่องก่อนหน้า เราอาจพบว่า เคลเลเมน ลดเทคนิคหวือหวาทางภาพลง แต่หันมาเน้น ความซับซ้อนในใจของตัวละครมากขึ้น ฉาก สถานการณ์ในหนังอาจดูซับซ้อนแข็งแรงพอจะเล่าเรื่องสนุกๆ แต่เคลเลเมนกลับเลือกใช้ในทางตรงกันข้ามด้วยการให้มันทำหน้าที่เพียงกะเทาะเปลือกกลวงข้างในตัวละครไร้ชื่อเหล่านั้นเท่านั้นเอง

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

"หนาวน้ำตา" เร็วๆนี้

#1 By หนาวน้ำตา on 2007-11-09 15:17

ตอบแทนผู้กำกับน่ะครับพี่

"หนาวน้ำตา"
อยู่ในขั้นตอนการขอทุนอยู่ครับ คาดว่าต้นปีนี้จะเริ่มถ่ายครับ

#2 By หนาวน้ำตา on 2007-11-09 15:32

อะไรคือน้ำตา

นี่มันเรื่องหลุมดำสำนึกบาปไม่ใช่เหรอ

#3 By เฮ้อ (124.121.63.84) on 2007-11-11 08:40

ผมว่าเป็นธรรมดาของ "คน" นะครับ ที่เรามักจะอาศัยประสบการณ์ของตัวมาตีความสิ่งต่าง ๆ รอบข้าง วาดภาพปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวเกิดขึ้น บางครั้งเราอาจไปถูกทาง แต่หลายครั้งที่ความจริงกลับตาลปัตรกับสิ่งที่เราคิด

ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือเรามักจะยึดมั่นความคิดตัวเองเป็นหลัก จนบางครั้ง-และโดยไม่รู้ตัว-เราถึงกับตัดทิ้งสิ่งที่ขัดแย้งกับความคิดหากแต่เลือกหยิบเนื้อหาที่เข้าได้กับความเชื่อของเรา

นาน ๆ เข้าเรายิ่งเดินห่างไกลความเป็นจริง และยากเหลือเกินที่เราจะกลับขึ้นมาจากหลุมลึกอันนั้น

หลุมลึกที่เราขุดขึ้นมาเอง...

หุหุ อ่านที่คุณเขียนแล้วอยากทราบว่าตอนจบของเรื่องเฉลยเรื่องการตายของผู้หญิงไว้อย่างไรครับ?

#4 By Highwind on 2007-11-11 12:00

หนูขออนุญาตนำบทความนี้ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษนะคะ big smile

#5 By MdS (58.10.103.15) on 2007-12-03 20:06