MY WORLD FILM 2007

posted on 29 Oct 2007 12:57 by filmsick

หนังที่ได้ดูในเทศกาล

เสาร์ 27 ตุลาคม 2550



1.SALMON BERRIES  (PERCY ADLON)

หนังหนึ่งในไตรภาคของ สาวเยอรมันในอเมริกา (อีกสองเรื่องคือ ROSALIE GOES SHOPPING กับ BAGDAD CAFE) เรื่องนี้ได้เห็น KA LANG (สมัยสาวๆเอ๊ยหนุ่มๆ) หน้าตายังเหมือนJAKE GYLLENHAL เปลือยล่อนจ้อน หมดจด

หนังเป็นเหมือนหนังของPERCY ADLON เรื่องอื่นๆ คือเริ่มต้นได้ดี ค่อยๆนำพาคนดูไปสู่เรื่องสำคัญ แล้วถูกทำลายในฉากสำคัญ

ฉากในโรงแรม (ซึ่งน่าจะเป็นฉากสำคัญ หนังนำเสนอได้ cliche มากๆ)

อย่างไรก็ดี ฉากภาพบรรยากาศ และนักแสดงทำได้ดีทีเดียว เป็นหนังของADLON ที่ผมชอบที่สุดเท่าที่ได้ดู  (แม้จะไม่จัดว่าชอบมากก็ตาม)

ปล. แต่เราอาจจัดหนังเป็นไตรภาค อิ่มสี ที่ประกอบด้วย SUGARBABY ,BAGDAD CAFE และเรื่องนี้ก็ได้ ฉากอิ่มสีในขวดเบอร์รี่ และแสงสีน้ำเงินในห้องสมุดอิ่มมากๆ



2 . THE CALIFORNIA

หนังว่าด้วยหญิงแก่ไฮโซ ที่เลี้ยงคนไว้เต็มบ้าน แล้วค่อยๆค้นพบการถูก ความรักหักหลังทีละคนๆ โดยมีลูกสาวที่เธอทิ้งไปนานมาเป็นตัวแปร

หนังเล่าเรื่องโดยไม่ใช้เทคนิคหวือหวาแต่อย่างใด เน้นบทสนทนา การปะทะคารมกันตรงๆ เรื่องที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรก็ดูมีอะไรขึ้นมา
การที่หนังไม่พึ่งพาเทคนิคหวือหวา ทำไห้เราเห็นความสามารถของผู้กำกับในการกลึงตัวละครให้ เป็นมนุษย์ จนคนดู รักใครไม่ได้เกลียดใครไม่ลง   ทุกคนล้วนมีเหตุมีผลในการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น (ซึ่งไม่ใช่เหตุผลพื้นๆ แบบแรงผลักดันจากวัยเด็กหรืออะไรทำนองนั้น ) หนังชำแหละความริศยา โดยกันคนดูให้มองจากสายตาของคนนอก ปปกติหนังจะทำให้เราคิดว่า เธอทำมันลงไปได้ยังไง เพราะหนังมักพยายามสร้างความผูกพันด้านเดียวระหว่างคนดูหับตัวละค แต่หนังเรื่องนี้ คนดูถูกกันให้เป็นคนนอก มองดูตัวละครชิบหายไปทีละตัวโดยลึกๆ เรารูว่า คนแบบนี้ สามาราภทำสิ่งนั้นได้  โดยไม่ได้รู้สึกผูกพัน รับไม่ได้ ไม่ยอมรับ

สาเหตุเพราะตัวละครมันเป็นมนุษย์มากๆนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ตอนจบของหนังออกจะคลี่คลายไปสักหน่อย คนที่ควรได้รับโทษ ได้รับโทษคนที่ควรจะมีความสุข ก็มีความสุข

เป็นหนังที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ที่จริงแล้วมีอะไรเยอะมาก




3. DALLAS AMONG US (A+++)


เรื่องของหนุ่มยิปซีที่ตอนนี้ไปได้ดีในเมือง กลับมาจัดงานศพให้พ่อแล้วต้องเจอคนรักเก่า กับอดีตที่สลัดไม่หลุด

เราอาจเรียกหนังเรื่องนี้ได้เต็มปากว่า -หนังเพื่อชีวิต- เพราะหนังพาเราไปทอดตามองชีวิตคนยากจน คนชั้นล่างระดับใต้ถนสังคมซึ่งถูกทอดมทิ้งทั้งจากเพื่อนร่วมชะตากรรม และสังคม  ชุมชนบิปซีในฮังการี ที่ต้องเก็บขยะขาย อาศัยอยูในกองขยะ(ชวนให้คิดถึงชุมชน ใน TSOTSI )  ชุมชนยิปซีถูกปฏิเสธจากสังคมโดยสิ้นเชิง (ก่อนหน้านี้เพิ่งได้ดู FAMILY NEST ของ BELA TARR มีฉากฆยิงสาวยิปซีโดนลวนลามทางเพศโดยที่เธอหมดสิทธ์ตอบโต้   )  

หนังเข้าขนบหนังเพื่อชีวิตทั่วไป ตัวเอกถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าจะอยู่ที่นี่ต่อสู้เพื่อคนยากหรือเอาตัวรอดหนีไปเหมือนที่แม่พาเขาหยีไปดี มีตัวละครแฟนเก่าที่ไม่เคยลืม เด็กยิปซีหน้าตาน่ารัก และ คู่หมั้นจากในเมืองที่น่าหมั่นไส้ รวมถึงสามีของแฟนเก่าที่เป็นไอ้ตัวร้าย ตำรวจนิสัยเลว พ่อค้าเอารัดเอาเปรียบ  ช่วงท้ายของหนังก็เกิดเหตุการณ์ดราม่าอย่างรุนแรงขึ้นประสา -หนังเพื่อชีวิต- ทั่วไป

แต่สิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มากคือ โดยเนื้อแท้มันกลับเป็นหนัง  ANTI - เพื่อชีวิต - อย่างรุนแรง อาจกล่าวอย่างง่ายว่าตอนจบตัวเอกเลือกทำถูกต้องแล้วที่ไปจากเมืองต้องสาปนี้ แต่ใช่หรือไม่ว่านี่คือการวิพากษ์ อุดมการร์ณ น้ำเน่า ของคนชั้นกลางที่เน่ายิ่งกว่าละครทีวีเรื่องDALLAS ในหนัง

เด็กๆยิปซี ในเรื่อง ฝันจะมีชีวิตเหมือนนักสืบ DALLASในหนัง (ซึ่งจริงๆเป็นละครทีวีเก่าเก็บ สมัย PETER FAULKยังหนุ่ม) ได้อยู่บ้านหรูไปพ้นจากสลัม แต่มีไม่มกี่คนที่ได้เป็น DALLAS AMONG US (DALLAS ในหมู่เรา) ที่เหลือยังคงมีชีวิตแบบโง่เง่า ถูกกดขี่ซ้ำๆไปเรื่อยๆ

การกลับมาของชายหนุ่มเป้นการกลับมาของDALLAS ที่จะกลับมาอยู่ท่ามกลางพวกเราอีก แต่หนังทำลายอุดมการณ์นี้ ด้วยการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ต่างอะไรจากพวกตคนชั้นกลางในเมือง เขาดิ้นรนสุดกำลังจะไปจากที่นี่ เขากลับมา หวังจะออกไปให้เร็วที่สุด แต่สถานการณ์ติดพัน จนออกไปไม่ได้ ระหว่างนั้น อาจมีมนุษยธรรม แวบฉายแสงในใจเขา แต่มันก็ไม่ต่างจากพวกเด็ฏที่ไปทำค่าย พวกเขาได้ประสปการร์ และได้เติมเต็มอีโก้ของตัวเองว่า ชาติหนึ่งฉันได้ไปทำค่าย แต่มันไม่ได้มีผลอะไรยั่งยืนกับชาวบ้าน เมื่อหมดความหวัง ชายหนุ่มก็จากไป อุดมการณืของเขาไม่ได้มีจริงเป็นแค่เพียงความเห็นแก่ตัวเขาแค่อยากโชว์หญิงพอหญิงไม่อยู่เขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ฉากสุดท้าย ของหนัง เห็นดวงตาคนยิ)ซีมองมายังกล้องเลือนลางในสายหมอก ทำให้ผมอดคิดถึงฉากปิด ของ MOTORCYCLE DIAIRIES ไม่ได้ แต่ชายคนนี้ไม่ใช่เช เววาร่า เขาจะกลับไปเนเมือง ละทิ้งเมืองต้องสาปนี้ ลืมเลือนไปชั่วนิรันดร์

เขาเป็นDALLAS แต่เขาช่วยใครไม่ได้ ช่วยได้แต่ตัวเอง

ยิปซีในหนังเรื่องนี้แตกต่างจากความเฮฮาบ้าเลอดในTIME PF GYPSIES ของ KUSTURICA เป็นยิปซีที่เจ็บจนโง่ สิ้นหวัง ในฮังการี มียิปซีในแอฟริกามีชุมชนแบบTSOTSI บ้านเราก็มีสลัม เรื่องธรรมดาช่วยนไม่ได้ที่คนที่ออกพ้นไปจากที่นั่นจะไม่อยากกลับมาเหยียบอีก

โดยส่วนตัวหนังเรื่องนี้ สะเทือนใจผมมาก เพราะมันว่าด้วยการชำแหละ อุดมการณ์อันไม่มีอยู่จริง




4. GEORGE MELIES


รวมหนังของ จอร์จ เมลิเยส์ เป็นสิบเรื่อง ฉายประกอบเปียโนสดที่สมาคมฝรั่งเศส โดยคนมาฉายคือเหลนๆของเขาเอง เหลนของเขาบรรยายประกอบหนังเหมือนหนังเงียบสมัยก่อน และลูกของเหลน เล่นเปียโนประกอบ อุตสาหกรรมในครอบครัวมากๆ

ไม่น่าเชื่อว่าหนังเหล่านี้จะมีอายุมากกว่า หนึ่งร้อยปี  (โดยมากหนังอยุ่ในช่วงปี 1903 - 1904 ) เพราะมันสดใหม่มากๆ เขาเป็นเจ้าพอ่แห่งเทคนิค ภาพยนตร์คือมายากล และมันยังทรงพลังกระทั่งว่าร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว

ที่น่าทึ่งคือเขาทำหนังสี! ทำหนังสีมันตั้งแต่สมัยหนังเงียบนี่ล่ะ ด้วยการเอาฟิลืมให้ช่างเทคนิค ระบายสีที่ละเฟรมๆ เราจึงเห็นหนังสีเรื่องแรกๆของโลก น่าตื่นตามาก

ความที่เขาเป็นนักมายากลมาก่อน เขาจึงนำการแสดงมายากลมาใช้ในหนังด้วยจังหวะของมายากล ถ้าจะมีใครที่พอจะเป็นตัวแทนคำจำกัดความของภาพยนตร์คือมายากล ก็ต้องคือเขาแน่ๆ
แต่หนังของเมลิเยส์ก็มีความน่ากลัวขนหัวลุกอยู่ด้วยการ ตัดหั่นสับเฉือนร่างกายมนุษย์แยกส่วน(โดยอาศัยเทคนิคทางภาพ ) การเห็นเมลิเยส์หลายหัว ดูน่าตื่นเต้นแต่ก็น่าขนลุกขนพองมาก

หนังเรื่องหนวดครามจริงๆน่าจะเป็หนนังสยองขวัญเรื่องแรกๆของโลก ฉากแขวนคอหมู่นั้นน่ากลัวมาก

ถ้ากอร์กี้บอกว่าหนังเป็นประดิษฐกรรมของปีศาจที่น่าหวาดหวั่น เดาว่าเขาต้องดุหนังของเมลิเยส์แน่ๆเลย

อีกอย่างหนึ่งคือดูเหมือนเขาเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ วิธีวิทยา วิทยาศาสตร์ เพราะหนังเรื่องการเดินทางไปดวงจันทร์ของเขา โปรวิทยาศาสตร์อย่างมากมายมหาศาล

ในส่วนหนังที่เป็นตำนาน เทพเจ้า เจ้าชายจ้าหญิง เขาใช้เทคนิค วาดฉาก แล้วซ้อนภาพกับ สิ่งมีวิตจริงๆ เช่นตู้ปลา ให้ภาพประหลาดที่รู้สึกว่าน่าพรั่นพรึงมากๆ
 
อย่างไรก็ดี หนังไม่ได้ฉายฟิลืม แต่ฉายด้วยดีวีดี แต่ไม่น่าเกลียดเลย เพราะภาพที่ออกมาคมชัดอย่างน่าตื่นเต้น!!!



เมลิเยส์ ย่อขยายหัวตัวเองในยุคก่อนที่จะมีกล้องซูมได้เกิดขึ้นบนโลก(ทำได้ยังไง!)


การเดินทางไปดวงจันทร์ หนังเรื่องสำคัญของ เมลิเยส์

 



โปสเตอร์หนังของ เมลิเยส



หนังสือที่ได้แรงบันดาลใจจากเมลิเยส์ มีฉบับภาษาไทยขายในงานหนังสือด้วย (ข้อมูลจาก FILMVIRUS ที่ซื้อเล่มนี้ไปแล้ว (แต่ผมไม่มีตังค์ครับพี่แหะๆ))

วันที่ 28 ตุลาคม 2550


วันนี้ดูได้แค่สองเรื่อง เพราะต้องเดินทางกลับ (แต่ก่อนกลับ แวะไปงานหนังสือ ) นอกจากได้หนังสือรวมเรื่องสั้นเก่าของศรีบูรพา และ หนังสือของ LIV ULLMAN ในราคายี่สิบบาท แล้ว ยังได้ ดวงอาทิตย์กับดอกทานตะวัน ของทิยกร หุตางกูรมาจนได้ เย่!



 1. SAVIOR 'S SQUARE (A+++)

หนังว่าด้วยเรื่องครอบครัวที่ถูกโกงจากบ้านจัดสรรที่ซื้อไว้ จนต้องย้ายมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกับแม่ฝ่ายชาย ความกดดันนำความหายนะมาสู่ครอบครัวแบบกู่ไม่กลับ

หนังทำให้นึกถึง FAMILY NEST และ THE PREFAB PEOPLE ของ BELA TARR  ซึ่งว่าด้วยความยากลำบากของการไร้ที่อยู่อาศัยในประเทศคอมมิวนิสต์  ซึ่งทำให้ช่วงแรกไม่ชอบหนังเรื่องนี้เพราะรุ้สึกว่าชะตากรรมของตัวละครใน SAVIOR 'S SQUARE นั้น น่าสงสารน้อยกว่าตัวละครใน FAMILY NEST มากๆ

อย่างไรก็ดี หนังกลับไม่ได้พุ่งประเด็นไปที่ความยากไร้ของผู้คน แต่หนังกลุบพุ่งประเด็นไปเรื่องความเป็นหญิงที่ถูกทำลายลงอย่างช้าๆ

หนังเลือกแคสต์ ตัวเอกได้ดีมาก เพราะเธอดูไม่น่าจะเป็นนางเอกหนังได้ แต่เธอเหมาะกับหนังมาก เพราะเธอต้องเล่นเป็น สาวชนบท ที่เข้ามาเรียมหาลัย แล้วดันท้องก่อนจบ เธอเลยเรียนไม่จบออกมาเลี้ยงลูก สองคน เริ่มจะย้วยเพราะต้องทำงานหนัก แม่สามาเกลียดเธอเข้าไส้ ส่วนสามีก็เริ่มเบื่อหน่าย และเธอก็ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่มีวุฒิการศึกษา ออกไปทำงานก็ไม่ได้เพราะต้องดูลูก  ที่บ้านก็ไม่อยากเป็นภาระเรื่องเธออีก

หนังแสดงให้เห็นว่าชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งค่อยๆถูกทำลายลงจากการติดบ่วงของความเป็นเมีย และเป็นแม่ เธอสูญเสียควงามเป็นตัวเองลง เสียสละเพื่อคนที่เธอรัก ก่อนที่ทุกคนจะหักหลังเธออย่างเจ็บปวด

แต่หนังทำได้ดีถึงขนาดที่เราจะรักใครไม่ได้เกลียดใครไม่ลง แม่สามาเป็นผู้หญิงแระเภทที่ยืนหยัดด้วยตัวเอง เธอคิดว่าลูกสะใภ้เหยาะแหยะไม่เอาไหน แย่งความรักของลูกชายไป เธอเองเป็นโรคประสาทอ่อนๆ และรับไม่ได้ที่จะต้องอยู่ร่วมชายคากับครอบครัว

ข้างตัวสามีนั้นเป็นแค่ช่างซ่อมแอร์ที่ต้องผเชิญปัญหาสารพัด ยิ่งโดนกดดันจากที่บ้านเขาเลยยิ่งเตลิดไปกันใหญ่

หนังมีทัศนคติรุนแรงว่าครอบครัวอาจทำลายคนได้ และเราทุกคนอาศัยอยู่ในเมืองที่อล้วงน้ำใจโดยสิ้นเชิง ทุกคนคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง พวกเขาไม่ได้เห็นแก่ตัว แต่เขาถือว่าธุระไม่ใช่ เว้นแต่ว่าความเพิกเฉยคือการเห้นแก่ตัวอย่างหนึ่ง

ตัวของเธอเองก็กลายเป็นผู้หญิงบ้า ฉาที่สามีเธอออกจากบ้าน เราเห็นเธอดิ้นรนอย่างน่าสมเพช เราอาจดูถูกที่เธอไม่ยืนหยัด แต่ภาพแบบนี้มันจริงและเราเห็นจนชินตา ไม่ใช่ทุกคนจะยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ความเห็นอกเห็นใจของแม่สามี ก็เป็นไปอย่างแกนๆในฐานะคนนอก ความเลือดเย็นของชู้รัก คือสิ่งเดียวที่เธอสามารถทำได้ หนังแสดงให้เห็นว่า เราทุกคนผลักกันและกัน พอใครสักคนเดินไปถึงจุดจบ เราจะไม่เลือกโทษตัวเอง แต่เลือกจะมองมันในทางอื่นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ

ตอนแรกคิดว่าการที่หนังเปิดเรื่องด้วยฉากสำคัญ น่าจะเป้นการทำลายตัวเอง อย่างมากแต่พอรู้ว่าฉากสำคัญนั้นไม่ใช่ฉากจบ มันทำให้เราเห้นว่า จริงๆแล้วมีบางสิ่งเลวร้ายๆกว่าการตายๆไปเสียอีก

ฉากที่ผมรู้สึกเจ็บปวดใจมากที่สุด คือฉากที่กล้องถ่ายภาพของเธอในศาล หลังฉากสำคํญ(ที่ถ่ายทำได้หนาวเหน็บและเลือดเย็นมาก) ผ่านพ้นไป เรามองเห็นว่า เธอถูกทำลายลงไปแล้วชั่วนิรันดร์ ทำดีแค่ไหนก็ลบล้างไม่ได้ ประกอบใหม่ไม่ได้ ผู้หญิงคนหนึ่งถูกทำให้ชิบหายไปเพราะความเป็นหญิงกระแสหลักที่เธอเชื่อมั่นเอง

หนังโปแลนด์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ความเข้มข้นของหนังเรื่องนี้ถึงขีดสุด และเลือดเย็นมากๆจนรู้สึกเจ็บปวดและน่าขนลุกตลอดเวลาที่ดู

ท่ชอบมากอีกอย่างคือหนัง ไม่ทิ้งตัวละครกระทั่งเด็กๆ  หนังให้เราเห็นพัฒนาการของเด็กๆ จากพวกที่ร่าเริง ซุกซนในตอนแรก สิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ทำให้เด็กสองคนโตขึ้นอย่างเฉียบพลัน หนังไม่ได้ถ่ายออกมาตรงๆ แต่ในฉษกหนึ่งที่ลูกชายคนเล็ก (ซึ่งเห็นแม่ถูกกระทืบต่อหน้า) บอกพี่ชายว่า ไม่เล่นแล้ว เดี๋ยวเสียงดังเป็นฉากที่เจ็บปวดใจมากๆเช่นกัน

หนังเรื่องนี้บอกกับเราว่า จริงๆแล้ว เราทำให้ชีวิตคนอื่นชิบหายด้วยการไม่ทำอะไร หรือด้วยการทำอะไรเพียงเล็กน้อยได้อย่างไร





2. THOUGH ENOUGH (DELTEV BUCK)



หนังเยอรมัน ที่ว่าด้วยชีวิตบัดซบของเด็กวัยรุ่นชาย เขากับแม่ถูกถีบหัวส่งจากบ้านคนมีเงินมาอยู่ในสลัม ย้ายโรงเรียนมาเจอเด็กอันธพาล และในที่สุดหลุดเข้าไปในโลกอาชญากรรม 

หนังถ่ายทำได้ตามมาตรฐาน แต่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ที่อยากพูดถึง เว้นแต่การแสดงของดารานำ ที่เล่นได้ หมกมุ่นครุ่งคิด สับสน ได้อย่างรุนแรงในความนิ่งเงียบ

บางส่วนของหนังทำให้นึกถึงTHIS IS ENGLAND (A+++++++++++++++++++) แต่ไม่ชอบเท่า THIS IS ENGLAND

ชอบฉากไคลแมกซ์ของเรื่องมากมันกินเวลายาวนานและทรมานอย่างยิ่ง


สรุปอันดับหนังในเทศกาล( เฉพาะสองวัน)

1. DALLAS AMONG US
2. SAVIOR 'S SQUARE
3.THE CALIFORNIA
4.THOUGH ENOUGH
5. SALMONBERRIES

ขออนุญาติแยก หนังของMELIES ออกไปนอกสายประกวด (เพราะต้องใช้มาตรฐานคนละชุด 555)
 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หนังสือเืรื่อง hugo cabret สนุกมากครับ ภาพวิจิตรสุดๆ big smile อ่านแล้วอยากดูหนังของ จอห์น เมเยส ครับ
อยากดู จอร์จ เมลิเยส์ big smile

#2 By chubbyhole on 2007-10-29 16:06

ตอบ มาสเตอร์ แชมป์ และคุณchubbyhole

หนังอขงเมลิเยส์ หาดูได้ง่ายโยใส่ชื่อ GEORGE MELIES ลงใน YOUTUBE ครับbig smile

#3 By filmsick on 2007-10-29 16:18

อันดับหนึ่งของเราคือ jellyfish นาตอนนี้
double wink

#4 By sofa on 2007-10-30 14:15

ปีนี้ ยังไม่ได้ไปดูหนังที่เทศกาล world films เลยครับ (ที่สำคัญก็คือ ยังไม่เคยไปที่เอสพละนาดเช่นกัน)
แต่กะว่าจะไปดู 4 months, 3 weeks, and 2 days ครับ

#5 By คนมองหนัง on 2007-10-30 23:23