เพนกวิน : ABSURDITY OF IMITATE LIGHT
posted on 17 Oct 2007 12:51 by filmsick in made-in-thailand
เล่าเรื่องกันอย่างซื่อตรง ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง เดินทางไปดูเพนกวิน จบ! ใช่แล้ว หนังสั้นความยาว 40 นาที เรื่องนี้มีเส้นเรื่องเล่าเพียงเท่านั้น!
แต่โปรดจงอย่าลืมว่า นี่เป็นภาพยนตร์ ซึ่งคือการปะทะสังสรรค์ของภาพและเสียง สมรภูมิของแสงและเงา เรื่องเล่านั้นหรือ มันมีอยู่ แต่มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องเล่าออกมาเป็นภาษาเขียน ไม่เช่นนั้น เราจะทำหนังไปทำไมกัน!
หนังยาวเรื่องล่าสุดของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์เรื่องนี้ก็เช่นกัน ผมเอง ไม่เคยดูหนังของเขามาก่อน แต่ 40 นาทีที่ล่วงพ้น ภาพถ่ายระยะไกลมาก ในสวนอันแทบมืดสนิท บทสนทนาบางเบาเสียดแทรกในอากาศ เหตุการณ์ที่คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า (หรือที่แท้แทบไม่มีอะไรคืบหน้า ) ก่อร่างบรรยากาศแปลกแยกที่ความเห็นมีเพียงสองประการ คือหากไม่หลงใหลในภาพมลังเมลืองอันสลัวรางด้วยแสงเทียม ก็จะอึดอัดขัดข้องกับภาพที่มืดสนิท และเรื่องราวที่เหมือนไม่มีอะไร
บทสนทนาของหนัง ชวนให้นึกถึงบทละคร ของ SAMUEL BECKETT อย่าง คอยโกโดต์ ผิดกันก็แต่ว่า ใน คอยโกโดต์ ตัวละครหลักสองคน ออกมาสนทนากันขณะ รอคอยการมาถึงของ นายโกโดต์ ที่ไม่เคยมาถึง แต่ตัวละครใน เพนกวิน ไม่ได้ - คอย - แต่ออกมาตามหา - เพนกวิน - แทน บทละคร หรืองานวรรณกรรมจำพวก ABSURD นั้น มุ่งเน้นแสดงให้เห็นความไร้สาระของมนุษย์ พวกเขาทำบางสิ่ง เพื่อบางอย่าง แต่บางอย่างไม่เคยมาถึง และในที่สุดพวกเขาก็หลงลืมไปว่าสิ่งที่เขากำลังทำมีเป้าประสงค์ใด สุดท้ายเหลือเพียงเขากับกิจกรรมเลื่อนไหล มันอาจนำมาซึ่งความยากลำบาก ความทุกข์ทน แต่พวกเขายินยอม โดยไม่เหลือพื้นที่สำหรับสงสัยซักถามอีกต่อไป อา! นี่เรากำลังพูดถึง -กิจวัตรประจำวัน-กันหรือเปล่า
ตัวละครในเพนกวิน อาจจัดเป็นพวกแส่หาเรื่อง เพราะถ้าพวกเขานอนอยู่บ้าน ป่านนี้ก้คงไม่ต้องมาทะเลาะกัน หนำซ้ำ การตามหาเพนกวินในสถานที่ประหลาด อย่างสวนสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน กก็เพิ่มความไร้สาระของคนคู่นี้มากขึ้นไปอีก
มีช่วงหนึ่ง หนังขึ้นตัวอักษรเล่าเรื่องความเป็นมาของ -สวนใหญ่- สถานที่ที่คนทั้งคู่ออกไปหาเพนกวิน น่าตลกที่ความเปลี่ยนแปลงของมันแต่ละครั้ง(โดยเฉพาะการเลี้ยงยีราฟ) ทำให้สวนใหญ่มีความหมายABSURD มากขึ้นทุกทีๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ความไร้สาระของทั้งคู่พุ่งขึ้นถึงขีดสุดคือ บรรดาผู้คนที่พวกเขาพบระหว่างทาง ตั้งแต่ เจ๊ที่บอกให้ทั้งคู่ ไปดูห่านแทน ! หรือคุณลุงที่มาตีกอล์ฟกลางดึกกลางดื่นในสวน ที่เจ้าตัวอ้างเอาเองว่าเคยเป็นสนามกอล์ฟ! ไม่มีใครทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน บทสนทนาทั้งหมดแสดงถึงความไร้สาระที่มนุษย์กระทำต่อกันได้อย่างร้ายกาจ โดยเฉพาะในช่วงท้าย เมื่อผู้หญิงเริ่มเอาแต่ใจและผู้ชายเริ่มหงุดหงิด (ส่วนคนดูเริ่มอึดอัดจากจอมืด) บทสนทนาของทั้งคู่นั้นฟังดูคุ้นเคย อย่างยิ่ง บางทีเราเองก็เป็นแบบนั้นแต่เมื่อเราฟังในฐานะ บุรุษที่สาม (หนังกันคนดูให้เป็น บุรุษที่สามด้วยการ ถ่ายภาพระยะไกลมากตลอดเรื่อง) และทันทีที่คนดู เผลอสบถ ไร้สาระ -อิ๊บอ๋าย - หนังเรื่องนี้ เราก็เข้าใจได้เลยว่า ความไร้สาระที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมันนั้นเป็นเช่นไร (ในอีกทางหนึ่งบทสนทนาในช่วงท้าย ที่ตั้งคำถามว่าว่ามาดูเพนกวินอะไรมืดๆ มองอะไรก็ไม่เห็นนั้น เป็นบทสนทนาที่ยั่วล้อกับคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจดู เพนกวิน ในหนังเป็นอย่างยิ่ง !!!)
อารมณ์ขันขื่น และภาพนิ่งๆในหนังชวนให้ระลึกถึงอิทธิพล ของ ไฉ้หมิงเลี่ยง อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด
แต่ทั้งหมดทั้งมวลสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ -บรรยากาศ- การที่หนังกว่าครึ่งฉมจมในความมืด และการใช้ความมลังเมลืองของแสงให้เป็นประโยชน์ ทำให้บรรยากาศของหนังฟุ้งกระจายกลายเป็นเป็นโลกประหลาด ภาพของแสงจากโคมไฟ ที่เราจะเห็นเฉพาะ แสงกระเจิง ทางด้านซ้ายของจอภาพ หรือการถ่ายภาพ แสงไฟ ประหลาดจากที่ไกลๆ การถ่ายภาพต้นไม้เรืองแสง (จากโคมไฟข้างทาง ) หรือการให้ตัวละคร ผลุบโผล่ในแสงไฟ แล้วจมลงในความมืด โดยรวมมันก่อบรรยากาศประหลาดอันเพลิดเพลินยิ่ง
แม้จะไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่ เพนกวิน ก็ทำหน้าที่ของมันในฐานะ ของหนังได้อย่างน่าสนใจ (น่ายินดียิ่งที่หนังสนใจกับการใช้ภาพมากกว่าเรื่องเล่า) และทำให้เราต้องจับตาผู้กำกับต่อไปในอนาคต ว่าเขาจะทำอะไรออกมาอีก
อีกความเห็นเกี่ยวกับ เพนกวิน จากคุณ OPENAIR ที่นี ครับ
คุยกับ นวพล ที่นี่ ครับ
#1 By visuallyyours on 2007-10-17 13:45