หนังไทยที่รัก

posted on 30 Sep 2007 12:23 by filmsick

ขออนุญาติ เหมาเขียนถึงหนังไทยที่ชอบในช่วงนี้ทีเดียวสามเรื่องครับ

ผีเลี้ยงลูกคน(ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์ /2007) : SIMPLY IS THE BEST

กลายเป็นหนังสุดsurprise เรื่องหนึ่งของปี เพราะด้วยความตั้งใจเดิมแค่คิดว่าจะเข้าไปดูน้องโฟกัสเท่านั้น หนังเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องขายปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้เลี้ยงหลานสามคน หลังจากพี่ชายถูกฆ่า แต่ก็ถูกพวกเมาเฟียตามมาฆ่าจนได้ ตายแล้วก็ยังกลับมาดูแลหลานต่อไป พร้อมทั้งป้องกันครอบครัวจากอันตราย และตามล้างแค้นไปด้วย โดยมีนายตำรวจหนุ่มมีอดีตคอยสืบคดีอีกแรง

พลอตหนังนั้น cliche' มากๆ และหนังก็ไม่ได้ปิดบังตัวเองในเรื่องนี้ เรื่องทั้งหมดถูกเล่าไปตั้งแต่ในตัวอย่างภาพยนตร์แล้ว หนังเองก็เล่าเรื่องไปแบบสามัญมากๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น ทุกอย่างคาดเดาได้เกือบหมดจากต้นจนจบ ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย และไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

แต่ความสามัญคือสิ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง หนังเรื่องนี้เป็นหนังผีไทยบ้านๆ ที่ไม่มีตลกมาวิ่งหนีผีแม้แต่น้อย ตัวหนังเป็นหนังผีชีวิตบัดซบแบบที่เราอาจเคยเห็นเมื่อครั้งหนังไทยยุค แปดสิบ ความซื่อตรงของหนังทำให้หนังสามัญเรื่องนี้มั่นใจในการเล่าเรื่องทีเดียว ที่สำคัญหนังกล้าหาญพอที่จะไม่ทำ-ผีสมัยนิยม- แบบ ผีญี่ปุ่นหน้าขาว ผีในเรื่องนี้ปรากฏตัวไม่มากนัก ฤทธิ์เดชในการหลอกหลอนก็ไม่ได้มากอะไร (มายืนหน้าเขียวเสียเป็นส่วนใหญ่) แต่ด้วยข้อนี้เองทำให้เรารู้สึกว่า นางเอกกลายเป็นผีไปจริงๆ ด้วยการไปๆมาๆ หลังจากตาย กระทั่งในบ้าน เราก็เห็นเธอวูบไปวูบมา

หนังถ่ายภาพกรุงเทพออกมาได้ถูกใจผมมากนั่นคือ เป็นกรุงเทพสามัญแบบตาเห็น ซอกซอนชอนไชลงไปในชีวิตชนชั้นล่าง โดยไม่พยายามปรุงแต่ง ภาพไม่สวยคือการตัดสินง่ายๆ แต่มันดูจริงมากด้วยเช่นกัน (แม้จะทำใจได้ยากว่าอั้ม และน้องโฟกัส จะขายปาท่องโก๋จริงๆ)

ที่น่าสนใจคือหนังเต็มไปด้วยภาพ โคลสอัพ เยอะมาก ทั้งแป้งปาท่องโก๋ ผ้าขี้ริ้วจนถึงหน้าตานักแสดง ราวกับผู้กำกับจะโชว์พาวด้านภาพ แต่ภาพที่ออกมาก็ทำให้มันเป็นหนังสยองขวัญที่มีภาพแปลกตาดี

อั้ม เลิกเล่นใหญ่เหมือนที่เธอเล่นละคร เธอไม่ต้องเป็นนางเอกมาดร้ายที่ส่งเสียงโวยวายหรือเซกสะบึมอีกต่อไป บางฉากเธอทำได้ดีทีเดียว และนั่นทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการให้เราเข้าไปดูหน้าตาเธอ แต่ไปดูการแสดงของเธอ (อย่างไรก็ดี ออย ธนา ยังคงเล่นแข็งมากกกกอยุ่ดี และน้องโฟกัสก็ยังบทไม่เยอะ)

ฉากที่ชอบมากๆในหนังคือฉากงานวันแม่ เพราะมันสะท้อนค่านิยมเรื่องแม่ในสังคมไทยได้น่าสนใจมาก เราต้องกรายแม่ทุกวันแม่ (โดยโรงเรียนเป็นคนจัด) แต่จากมุมมมองของเด็กที่ไม่มีแม่ มช่หรือไม่ว่ามันเป็นวันที่บาดใจมากๆ ฉากที่เด็กชายธง หลานคนเล็ก ยืนเก้ๆกังๆขณะเพื่อนๆขึ้นเวที ทำให้ผมตระหนักคิดว่า พิธีซึ่งใจของคนบางคนมันแสนจะโหดร้ายเพราะมันสามารถย้อนไปทิ่มอทงคนอื่นได้อย่างรุนแรง (เหมือนที่น้องสาวบอก คนไม่มีแม่จะถูกล้อจนร้องให้!!!)

หนังเลือกจบโดยอ้างอิงพุทธศาสนา แต่ข้อดีคือ แทนที่จะใส่เข้ามาเพื่อเป็นฉากจบตามระเบียบ หนังกลับเลือกใช้มันในการอธิบายเรื่องทั้งเรื่องได้เลย (และตั้งคำถามย้อนไปด้วย เช่นตอนที่หลวงพ่อบอกให้ปล่อยวาง แต่ออยตั้งคำถามหน้าศพว่า ในเมื่อไม่มีใครสนใจคดีนี้มันจะปล่อยวางได้ยังไง) โดยส่วนตัวการให้พระเอกตระหนักรู้ความเป็นผีด้วยการนั่วสมาธิเป็นเรื่องที่รับได้ มันอธิบายตัวหนังได้ เพียงแต่ไม่ใช้หลักคิดวิทยาศาสตร์แต่ใช้วิธีคิดแบบพุทธแทน การมีอยุ่ของวัด และพระในหนังเรื่องนี้ทำให้ผมเชื่อว่าผู้กำกับเป็นคนพุทธจริงๆ(ซึ่งไม่รู้ว่าจริงไหม)

หนังของธรรธร สิรพันธ์วราภรณืเรื่องนี้ ไม่ได้ยอดเยี่ยมหรือน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ มันสามัญอย่างสง่างาม ทำให้ผมอยากดูหนังเรื่องต่อไปของเขามากๆ

บ้านผีสิง (มณฑล อารยางกูร/2007) : ความรักคือพิษร้าย

หนังเรื่องใหม่ของ ผู้กำกับผีคนเป็น หนังปีที่เราชอบมากจากปีที่แล้ว กลับมาคราวนี้เขาหยิบเหตุการ์คดีดังสามคดีมาเสริมเป็นพลอตหนังที่ว่าด้วย เรื่องความรักทำให้คนฆ่ากัน ตัวหนังโดนกระแสตอบรับแบบสาดเสียเทเสีย มากๆ(เหมือนตอนที่ ผีคนเป็น ออกฉายในบ้านเรา) แต่เอาเข้าจริงตัวหนังนั้นน่าสนใจมากๆเลยทีเดียว

คุณมโนธรรม เทียบเทียมรัตน์ วิจารณ์หนังเรื่องนี้ผ่านทางมุมมองของตัวละครหญิงในเรื่องไว้น่าสนใจมากๆๆๆๆๆในFLICKS ไม่จำเป็นที่ผมต้องพุดซ้ำ เพราะมันอธิบายส่วนของการเลือก นวลฉซี กับ ชาลินี มันเป็นส่วนกลับของกันและกันได้อย่างชัดเจนมากๆ (โปรดหาอ่านเพิ่มเติมด้วยคนเอง)

แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มกาๆ คือการที่หนัง มีแกนของเรื่องว่า -ความรักอาจคือสิ่งชั่วร้าย - เพราะหนังตั้งคำถามว่า อะไรที่ทำให้คนเหล่านี้ออกมาฆ่าคน แ ละคำตอบของหนังก็คือความรัก ความรักที่มากมายเกินไปทำให้ตัวละคร สามคดีหลักนั้นฆ่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ม่เหมือนคือคู่ของชาลินีเอง

การที่หนังใส่เรื่อง กบฏมักกะสันข้ามาในช่วงท้ายของหนัง ทำให้มันน่าสนใจมาก ด้วยความที่ว่ากบฎเหล่านั้นเป็นกบฏแขก ที่โดนฆ่า (ที่จริงหนังย้อนเหตุการณืไปยังสงครามโลก และลานประหารชีวิตในยุคต้นรัตนโกสินทร์ด้วย ) หนังมีฉากสัมภาษณ์คุณลุงมุสลิม เรื่องกบฏแขกดังกล่าว หากความชั่วร้ายทั้งหมดขจองหนังมีที่มาจากกบฏแขก(ซึ่งว่ากันตามยุคถือส่าเก่าแก่ที่สุด) และสิ่งที่ทำให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้นคือ การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก มันก็ช่างซ้อนทับกับสถาณการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ การพลัดพรากจาสิ่งที่รัก (การอุ้มฆ่า สังหารหมู่ ตลอดเวลาปลายปี) ทำให้เกิดความชั่วร้ายขึ้น และความชั่วร้ายเหล่านั้นใช้วิธีในการจัดการกับเหยือด้วยการ -สร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ- ชัดเจนที่สุดจากการใช้สามีของชาลินีเป็นเหยื่อ ดังนั้น การฆ่ากันที่เกิดขึ้น คือการฉกฉวยประโยชน์จากด้านลบของความรัก การใช้ความไม่ไว้เนื่อเชื่อใจ จากความรักที่มากเกินไป (จนกลายเป็นความเกลียดชัง)เข้าประหัตประหารกัน

และความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งความกลัว และการเกลียดชังพี่น้องกันเอง เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้!

มณฑล อารยางกูร นังคงทำหนังได้น่าสนใจ เป็นเรื่อวที่สองติดต่อกัน หนังอาจมีข้อบกพร่องที่สาหัสกว่า ผีคนเป็น (ในแง่หนึ่งเขามือตก) แต่เราดีใจที่หนังได้ตังค์ เพราะนั่นแปลว่าเราอาจได้ดูหนังเขาอีก และเขาเป็นผู้กำกับที่หยิบยกเรื่องในสังคมมาเล่นได้แหลมคมใช่เล่น (ถ้าไม่ชอบบ้านผีสิง ผีคนเป็น เป็นข้อพิสูจน์ที่ไม่เลวเลย)

อ่านเพิ่มเติม เรื่อง กบฏมักกะสัน ที่นี่ ครับ

ไชยา (ก้องเกียรติ โขมศิริ /2007 ): คนดีไม่มีที่อยู่

กล่าวโดยไม่เอาความชอบส่วนตัวมาวัด ไชยา เป็นหนังไทยที่ผมว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่วของปี หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่กินเวลายาวนาของเพื่อรักสามคนจากสุราษฏร์ธานีบนเส้นทางสังเวียนมวย และโลกมืดของมาเฟีย หนังเล่าเรื่องแบบ ดราม่าเล่นใหญ่ที่พบเห็นได้ในหนังฮ่องกงยุค 80 และหนังไทยโบราณ (การวางลักษณะของเพื่อนทั้งสาม ชวนให้ประหวัดถึงหนังไทย โคตรคลาสสิค อย่างเรือนแพ อย่างช่วยไม่ได้ ) หนังเล่าเรื่องด้วยความมั่นใจ พุ่งไปข้างหน้าโดยอาศัย อารมณืดราม่าเป็นแกนหลัก ความเป็นเพื่อน คุณธรรมน้ำตร การเสียสละ หนังกรุ่นกลิ่นอาย MACHO อวลไปทั่วเรื่อง

หนังทำท่าจะวางตัวเองเป็น หนัง จาพนม ในตอนโปรโมต แต่ใหนนัง การขายแอคชั่นในเรื่องไม่ใช่จุดสำคัญเลย เราเห็นฉากชกมวยไม่มากนัก และไม่มีฉากไหนเที่ราตื่นตะลึงเลย แต่เรากัลับตื่นเต้นไปกับ โครงบทแข็งแรงที่เล่าเรื่องราวกับหนังเก่าๆ (สมัยนี้ไม่ค่อยมีคนทำหนังที่เสี่ยงต่อการถูฃกเรียกว่า -น้ำเน่า- แบบนี้อีกแล้ว) หนังแบบนี้คิดเรื่องได้ไม่ยาก (เน้นชีวิตบัดซบเข้าว่า) แต่ทำให้ได้ดีนั้นยาก มันเสี่ยงต่การกลายเป็นหนังฟูมฟาย น่าเบื่อ น้ำเน่า ถ้าบทไม่แข็งแรง และทำได้ไม่ถึง

ไชยาเองก็ไม่ได้จัดว่าเอาตัวรอด หนังออกมาฟูมฟายตามสมควร ทีเดียว และการพึ่งพานักแสดงที่มีฝีมือจำกัด ก็ทำให้หนังไม่ไปถึงจุดสุดยอดทางอารมณ์ (นอกจาก สนธยา ชิตมณี นักแสดงคนอื่นๆขัดเขินเสียส่วนมาก เสริมกับสำเนียงใต้ที่กระท่อนกระแท่นมาก ทำให้ยิ่งขัดเขินไปกันใหญ่) แต่โดยรวมหนังก็ทำออกมาได้ไม่เลวทีเดียว หนังเข้มเข้นด้วยการพุ่งไปข้างหน้าของบท นำไปสู่บทสรุปที่ไม่ขี้ริ้วเกินไปนัก(แม้ไม่ยากจะคาดเดาก็ตาม)

ทำไมหนังไม่ฮิต ทั้งที่หน้าหนังก็ขาย และคนดูก็ชม กลายเป็นคำถามสำคัญของหนัง (รายได้ของหนังไม่ค่อยดีนัก น่าเสียดายมาก) โดยส่วนตัว (ย้ำว่าโดยส่วนตัว) ผมรู้สึกว่าเราอาจโยงกรณีนี้เข้าได้กับยหนังอีกสองเรื่อง คือ มหาลัย เหมืองแร่ ของ จิระ มะลิกุล และ เฉิ่ม ของ คงเดช จาตุรนต์รัศมี เหตุเพราะหนังไทยทั้งสามเรื่องล้วนเชื่อมโยงกันด้วย - คุณค่า - ของคนรุ่นก่อนหน้า (ตัวละครทั้งสามเรื่องหากไม่มีชีวิตในโลกอดีตก็ถวิลหาโลกในอดีตอย่างล้นปรี่) คุณค่าหลักในหนังทั้งสวามเรื่องคือ ความดีงาม(แบบMACHO ) คุณะรรมแบบวีรบุรุษรุ่นก่อน เหมืองแร่นั้น เล่าเรื่องมตรภาพน้ำใจของคนเหมือง (ที่หลายคนตั้งคำถามว่ามันจะดีอะไรขนาดนั้น) เคราะห์ซ็กรรมซัดใน เฉิ่ม ตั้งคำถามและให้คำตอบ ถึงการเชื่อมั่นในความดีงาม ที่มีอยู่ แต่ถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า และในไชยา หนังพูดถึง มิตรภาพของเพื่อนที่ยั่งยืนทนทาน

ในยุคทีความดีงาม คุณะรรมถูกรื้อสร้างตรวจสอบจนหมดสิ้น เมื่อผู้คนได้ยินเรื่องความดี เรื่องคุณธรรม เราไม่ได้ชื่นชม บุคคลบอีกแล้ว แต่เรากลับไถ่ถาม สงสัย และเสาะหาเบื้องหลังของความดี ผลประโยชน์ หรือการสร้างภาพ จึงกลายเป็นถ้อยคำพิมพ์นิยมของเรา ในทางหนึ่งนั่นเพราะความดีถูฏพิสูจน์ซศ้ำว่าหลายครั้งเป็นเพียงเรื่องโกหก แต่ในอีกทางหนึ่ง เราไม่ได้เชื่อถือมันอีกแล้ว คนดีกลายเป็นคนโง่ที่จะถูกหลอกอยู่ร่ำไป

เราจึงพบว่าคุณค่าของคนรุ่นเราจึงเน้น ความคิดฉลาดแกมโกง anti hero นิดๆ (พอเท่) และการประสบความสำเร็จจากความสามารถเฉพาะ ในสยุคที่คนดีไม่มีที่อยู่ หนังที่ถามหาความดีงามกลายเป็นเรื่อง เชยๆ ตกยุค ไปเสียจนได้

แต่ไม่ว่าไชยา จะเจ๊งหรือไม่ในตารางหนังทำงเน มันก็พิสูจฯว่า ก้องเกียรติ โขมศิริเป็นผู้กำกับที่น่าจับตามองมากๆ จากหนังสยองขวัญสุดตีน อย่าง ลองของ และ หนังดราม่าเล่นใหญ่เรื่องนี้

edit @ 11 Oct 2007 00:21:24 by filmsick

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ว่ากำลังจะไปดูผีเลี้ยงลูกคนพอดีเรยอ่ะ

แต่ดูหนังผีทีไรดูไม่คุ้มสะที55

อลิส เท่ห์มาก
ถ้ามีผู้หญิงอย่าอลิส
ดิฉันขอสมัครเป็นแฟนคนแรกเลย
ฮี่ๆ คนไรไม่รู้สวย เท่ห์เป็นบ้าเลย
เห่อะแต่หนังก็ อืม อึ้มครึ้มดี

#2 By me...myself on 2007-09-30 21:41

ผกก.ธรรธร นี่ผมดูเดอะกิ๊ก 2 แล้วหมดความอยากจะดูเรื่องต่อไปของเค้าเลยหละครับ

#3 By pittaya (203.147.16.208) on 2007-10-01 09:22

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับผีเลี้ยงลูกคน เพราะดูแล้วมันรู้สึกไปกับหนังมากๆ เอ้ยมันเศร้านะกับการที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วมันกะทันหันมากๆสำหรับตัวนางเอกแล้วอั้มถ่ายทอดได้ดีทีเดียว คิดแล้วมันโดนใจ แล้วหนังเล่าได้ดีไม่ยืดจนน่าเบื่อ ชอบการแสดงของอั้มและโฟกัสและก็เด็กๆมากคือแค่ประโยคบางประโยคเพียงสั้นๆทำให้รู้สึกเศร้าไปกับหนังได้ ให้ 8 เต็ม 10เลย

#4 By (58.8.89.43) on 2007-10-01 13:47

ว้า ผมอยากดู "ผีเลี้ยงลูกคน" เพราะอยากกินปาท่องโก๋ใส่นมอะ 555

#5 By yuttipung (202.44.8.100 /10.4.41.6) on 2007-10-01 15:05

ดูไปกลัวไป
ไม่ใช่ผีเลี้ยงลูกคนนะ ไชยา น่ะ
แบบว่าบางฉากมันโหดไปนิด เหอๆ
แต่รวมๆชอบนะ

#6 By หมาใจดื้อ on 2007-10-02 14:06