KOISTINENเป็นคนหนุ่มเงียบเชียบ เขาทำงานเป็นยามกะกลางคืนในห้างสรรพสินค้า แม้จะทำงานมาสามีปหัวหน้างานก็จำเขาไม่ได้ เพื่อร่วมงานก็ไม่มีใครอยากคบ หลังเลิกงาน เขาจะเกร่ไปบาร์ ดื่มวอดก้า แวะคุยกับสาวขายฮอทดอกถึงชีวิตน่าเบื่อแล้วกลับบ้านไปนอน

จนกระทั่งวันหนึ่ง MIRJA หญิงสาวผมบลอนด์นางหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา ทั้งที่ในร้านมี่ว่างมากมายเธอก็มานั่งตรงข้ามกับเขา เขาถามเธอว่าทำไม เธอตอบว่า เพราะเขาดูเหงาที่สุดในห้อง ทั้งคู่ไปเดทกัน เขาตกหลุมรักเป็นครั้งแรกในชีวิต และกล้าหาญพอจะต่อสู้เพื่อหมาตัวเล็กๆ แต่เขาไม่รู้ ที่แท้เธอเป็นนางนกต่อของพวกมาเฟียรัสเซียมาหลอกใช้เขา เขาต้องโดนไล่ออกจากงาน กลายเป็นอาชญากร ติดคุก และถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เหล่าตัวละครหน้าตาย ใจดี ของKAURISMAKI ยังคงเป็นเช่นเคย แม้คราวนี้หนังจะไม่ได้มี ขาประจำมานำแสดง (ยกเว้นในฉากเล็กๆที่ KATI OUTINEN มาเล่นเป็นสาวซุปเปอร์มาร์เกต ชวนให้นึกถึง SHADOW IN PARADISE ) KOISTINEN เป็นชายหนุ่มที่ยากจน และไร้เพื่อน ความรักผลักดันให้เขาทำอะไรก็ได้เช่นเดินเข้าไปต่อสู้กับเจ้าของหมาที่เอาหมามาผูกทิ้งไว้ไม่ให้น้ำให้ข้าว หรือกระทั่งยอมตกเป็นจำเลยเสียเอง ในขณะที่ตัวละคร MIRJA กลายเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจที่สุด ในหนังของ KAURISMAKIเพราะจะว่าไปแล้วเธอเป็น สาวร้าย คนแรกในหนังก็ว่าได้ ว่ากันว่าตอนมารับบทนี้ KAURISMAKI บอกให้ยอมผมเธอให้เป็นสีบลอนด์ เพื่อที่จะให้ดูเหมือน KIM NOVAC จาก VERTIGO ของHITSCHCOCK ซึ่งจะว่าไปแล้ว นี่เป็นหนังเข้าทางFEMME FATALE เรื่องแรกของKAURISMAKI (ว่ากันว่า ฉากที่รุนแรงที่สุดในบรรดาหนังKAURISMAKIอยู่ในหนังเรื่องนี้ นั่นคือฉากที่ เธอคุยกับมาเฟียหลังหลอกKOISTINEN ได้ มาเฟียต้องการให้เธอไปเที่ยวไกลๆ เธอบอกว่จะไปที่ไหนดี เขาบอกว่า มานี่สิ แล้วเธอก็ลุกเดินไปหา !) แต่บทของเธอน่าสนใจกว่านั้น เพราะหลังจากที่หลอก KOISTINEN แล้วเธอก็กลับไปตกในสถานะที่ไม่ได้เป็นผู้ชนะ แม้เธอจะเป็นคู่ควงของมาเฟียรัสเซีย เธอก็ ยังมะพ้นกลายสภาพเป็นแม่บ้านปัดกวาดเช็ดถูขณะที่เจ้าพวกนั้นเล่นไพ่กัน

เอาเข้าจริงที่แท้หนังเรื่องนี้สะท้อนความเศร้าสร้อยไว้ค่อนข้างมาก หนังตั้งชื่อว่า แสงสนธยา และหนังมักตัดภาพไปยังแสงสุดท้ายที่ฉาบทา HELSINKIก่นสิ้นวัน ความมืดมิดมาเยือน แต่แสงสุดท้ายนั้นงดงามตราตรึง ตลอดทั้งเรื่องหนังอาจฉายภาพค่ำคืนหมืดมิด ของคนที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างที่ KAURISMAKIว่า หนังเรื่องนี้มีความหวัง แต่มันมีอยู่แค่ 8 เฟรมสุดท้ายของหนัง! แสงสนธยามีอยู่ในเวลาสั้น แต่ตราประทับความงามไว้ได้ยาวนานตลอดค่ำคืนมืดมิด

นี่คือบทจบของไตรภาค FINLAND จาก AKI KAURISMAKI ผู้กำกับชาวฟินแลนด์ อันเป็นที่รักของผู้เขียนในหนังใหม่ของเขาเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากหนังเรื่องก่อนหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงสามารถบรรยายด้วยข้อความเดิมๆ หนังตลกหน้าตาย ในบรรยากาศ minimalist หนังของคนตัวเล็กขี้แพ้ที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวังท่ามกลางมรสุมชีวิต แต่ภายใต้ความเหมือน (ที่ทำให้นักวิจารณ์และคนดูพากันลงความเห็นว่าไม่มีอะไรใหม่นั้น ) นี่คือหนังที่ทำให้ภาพร่างของเขาเสร็จสมบูรณ์

จากคนไร้งาน (สองผัวเมียถูกไล่ออกจากงานพร้อมกันใน DRIFTING CLOUD ) คนไร้บ้าน(ชายคนหนึ่งถูกทำร้ายจนพอตื่นมาก็จำอะไรไม่ได้ เร่ร่อนไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ใน THE MAN WITHOUT A PAST ) มาถึง คนไร้รัก ในหนังเรื่องนี้ หนังทั้งสาม และโยงไปถึง หนังสามเรื่อง ในชุด ไตรภาค ขี้แพ้ (ประกอบด้วย เรื่องรักของคนเก็บขยะกับสาวร้านเสื้อใน SHADOW IN PARADISE เรื่องของชาวเหมืองตกงานกับแม่ม่ายสู้ชีวิตใน AREIL และโชคชะตาแสนเศร้าของสาวโรงงานไม้ขีดไฟใน THE MATCH FACTIRY GIRL ) หนังทั้งหกเรื่อง ล้วนต่างเล่าเรื่องของคนชนชั้นแรงงาน ที่ดิ้นรนอย่างเงียบเชียบและน่าเศร้า สำหรับชะตากรรมที่กระหน่ำโบยตีพวกเขาไม่รู้สิ้น ภายใต้สไตล์ รูปแบบเดิม ดาราหน้าเดิมและเรื่องเล่าแบบเดิม หนัง 6 เรื่องสองชุดนี้เอาเข้าจริงสามารถประสานเป็นเรื่องเดียว และ/หรือแตกแยกรายละเอียดอันแตกต่างกันได้ไม่น้อยเลย

หากเราเปรียเทียบไตรภาคขี้แพ้ กับไตรภาคฟินแลนด์เข้าด้วยกัน เราจะพบว่า ตัวละครในหนังมีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน เมื่อตัวละครในทั้งSHAODW IN PARADISE และ DRIFTING CLOUD ปฐมบทของสองไตรภาคเป็นคู่รักเหมือนกัน (ฝ่ายหญิงก็นำแสดงโดย KATI OUTINEN แม่ย่านางของหนังKAURISMAKI และเรื่องแรก ฝ่ายชายคือ MATTIN PAULENNOPA ในขณะที่เรื่องหลังสร้างขึ้เพื่ออุทิศให้PAULENNPA ที่เสียชีวิตไป )ในขณะที่เรื่องกลางของไตรถาค ก็เป็นเรื่องของผู้ชายที่ถูกชะตากรรมเล่นตลก พอกัน ทั้ง ARIEL และ THE MAN WITHOUT A PAST และในเรื่องปิดไตรภาคนั้น THE MATCH FACTORY GIRL ของไตรภาคขี้แพ้นั้น เป็นหนังที่หดหู่ที่สุดของKAURISMAKI ตัวละครIRIS นั้นเจ็บช้ำเต็มรูปแบบ และเป็นครั้งแรกที่ตัวละครของKAURISMAKIลุกกขึ้นมาตอบโต้สังคมด้วยการล้างแค้น มาถึง LIGTS IN THE DUSK นี้ เราอาจเปรียบเทียบ KOISTINEN เข้ากับIRIS ได้เลย ในแง่ของชะตารกกมเลวร้าย (จากที่ไม่มีใครรัก) ในขณะเดียวกัน ตัวของIRSIS กับ MIRJA นางนกต่อ ก็คล้ายคลึงกันในแง่ความระทมทุกข์

และในความเหมือนกันของชุดหนังนี้ (ทั้งนี้ KAURISMAKIยังมีชุดหนังอื่นๆเช่น ชุดหนังดัดแปลงจากบทประพันธ์ หรือชุดหนังที่ว่าด้วยการเดินทาง) เราค้นพบว่า KAURISMAKI ทำให้ตัวละครของเขาเป็นเพียงมนุษย์อันกะจิริด ที่โดนทำลายโดยระบบสังคม ในไตรภาคขี้แพ้ มนุษย์เป็นเพียงวัตถุสำหรับระบบคิดแบบโรงงานอุตสาหกรรม ดีงนั้นทั้งสามเรื่องเราจึงเห็นการเผชิญหน้าของมนุษย์ตัวเล็ก กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ รถขนขยะใน SHADOWS IN PARADISE , โรงงานเหล็กในคุก ใน ARIEL และ ฉากเปิดที่กินเวลาเกือบสิบนาที จ้องมองการทำงานของเครื่องจักรผลิตไม้ขีดไฟ ใน THE MATCH FACTORY GIRL

คนขี้แพ้ของKAURISMAKI จึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คนที่ไม่สู้คน ไม่บุกขึ้นมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงโชคชะตาตัวเงอ แต่มันยังสะท้อนให้เห็นความพิกลพิการของระบบคิด ที่ต่อให้ทำแค่ไหนคนตัวเล็กเหล่านี้ก็ไม่มีทางไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

แต่ในไตรภาค FILNLAND หนังยังคงพูดถึงเรื่องนี้หากแต่พุ่งเป้าไปที่ระบบราชการ และระบบสังคมภายใต้การควบคุมของรัฐ ในDRIFTING CLOUD และ THE MAN WITHOUT A PAST หน่วยงานของรัฐไม่ได้ทำเพียงละเลยคนเล็กคนน้อยเหล่านี้ แต่หลายครั้งถึงกับมีส่วนร่วมในการทำลายพวกเขา สำนักจัดหางาน สถานีตำรวจ ไม่ได้เพียงเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน หากแต่หลายครั้งถึงกับช่วยซ้ำเติมสถานะความไร้งาน และไร้บ้าน ให้สมบูรณ์ ปิดหนทางลืมตาอ้าปากโดยสิ้นเชิง

ใน LIGHTS IN THE DUSK หนังมีฉากเล็กๆ ที่ KOISTINEN เอาโครงการ ไปเสนอกับนายธนาคาร และโดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วมันก็สมควรจะเป็นเช่นนั้น ใครกันจะใส่ใจการออกเงินกู้ของคนเล็กคนน้อยที่ดูสิ้นหวังทางธุรกิจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ใช่หรือไม่ที่เป็นการมองผ่านมุมคิดแบบทุนนิยม ซึ่งที่แท้แล้วไม่ได้ส่งเสริมให้คนจนได้รับโอกาสอันเท่าเทียม แต่กลับทำให้คนจนยิ่งสิ้นไร้โอกาสมากขึ้นไปอีก

FINLAND ในดวงตาของAKI KAURISMAKI เป็นประเทศ ที่เย็นชา ร้างไร้การช่วยเหลือจากอำนาจรัฐ ผู้คนตัวเล็กๆดิ้นรนกันไปตามมีตามเกิด แต่ท่ามกลางความเศร้าหมอง หนังของเขาฉายแสงความหวังเสมอๆ และมันไม่ได้มาจากพระเจ้าองค์ไหน หรือหน่วยงานรัฐใดๆ แต่มันมาจากใจที่ไม่ยอมแพ้ของเหล่าผู้คนตัวเล็กนั้นเอง

IF YOU WANT TO WORK WITH ME YOU HAVE TO BE DESPERATE เขาพูดไว้ในบทสัมภาษณ์ ความสิ้นหวังของKAURISMAKI ทำให้ผมนึกถึงตัวละครของBUSTER KEATON ทั้งคู่คล้ายคลึงกัน นอกจากในแง่ที่ว่าเป็นผู้กำกับในดวงใจของผมทั้งคู่แล้ว ทั้งคู่ยังคล้ายคลึงในแง่ที่เล่าเรื่องความทุกข์ตรมขมไหม้ของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยลุกขึ้นมาต่อสู้ เมื่อพวกเขาถูกทำลาย พวกเขาพยายามมีชีวิตสืบต่อ ไม่แก้ตัว ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อพวกเขารักใครสักคน เขาจะไม่ยื้อแย่ง แต่เขาจะรอ คอยดูแลคนที่พวกเขารัก คนที่ผู้คนในยุคสมัยนี้อาจกล่าวได้เต็มปากว่า ตัวโง่งม แต่เหล่าตัวโง่งมนี้เอง ที่ม่งมั่นจะขับเคลื่อนโลกในด้านดี คนที่ทำให้เราอุ่นใจว่าหายังมีพวกเขาอยู่ในโลกมันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก

อ่านเกี่ยวกับ AKI KAURISMAKI แบบเต็มๆใน THE 8 MASTER ของ สนพ.โอเพ่น ครับ

อ่านบทสัมภาษณ์ของKAURISMAKI ได้ที่นี่ครับ

http://www.indiewire.com/people/2007/06/indiewire_inter_77.html

ปล. ขอบคุณพี่สาวใจดีจาก จตุจักร สำหรับDVD อนุเคราะห์ ครับ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หนังของคอริสมากิบางเรื่องก็หัวเราะหึหึบางเรื่องก็ปวดร้าวเช่นเรื่องนี้บางเรื่องก็ฮากลิ้ง ยังไงก็เป็นผู้กำกับในดวงใจเหมือนกันคับ เราว่าเชยแต่มีเสน่ห์อ่ะ

ปล.(ส่วนเราชุดชอบเลนินกราดที่สุดคับ)

#1 By gutarara (125.26.27.8) on 2007-09-25 16:09