-หนังรุ่นเก่าตายแล้วเราเชื่อในหนังของคนรุ่นใหม่

นี่คือวรรคทอง จาแถลงการณ์ โอเบอร์เฮาเซ่น ที่คนทำหนังเยอรมันร่วมกันแถลงในเทศกาลหนังเมื่อโอเบอร์เฮาเซ่น มีปี 1962 ถ้อยคำประกาศกร้าวการมาถึงของหนังในกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA และผู้อ่านถ้อยแถลง รวมถึงผู้ที่เป็นหัวหอกของนักทำหนังกลุ่มนี้คือเขา ALEXANDER KLUGE

ทั้งในฐานะนักเขียน และในฐานะ นักทำหนัง ALEXANDER KLUGE ก็จัดเป็น แถวหน้า-ทั้งสิ้น น่าเสียดายที่นอกเยอรมันชื่อของเขาไม่เป็นที่รู้จกัมากนัก

เปล่าประโยชน์ (และโดยส่วนตัวผมไม่มีปัญญา) ที่จะกล่าวถึงอัตชีวิประวัติของ ALEXANDER KLUGE เพราะเรามีบทความดีๆเกี่ยวกับKLUGE โดยละเอียด ให้อ่านแล้วที่นี่

http://twilightvirus.blogspot.com/2007/08/alexander-kluge-1.html

ว่ากันว่า หนังของ ALEXANDER KLUGE เต็มไปด้วยวิธีการประหลาดล้ำ การตัดปะภาพเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน การไม่สนใจลำดับเวลา หรือการเลือกใช้ ข้อความประกอบการเล่าเรื่อง ทำให้หนังของเขากลายเป็นเขาวงกตชวนพิศวงงงงวย และกลายเป็นยาขมของหนักดูหนังทั่วโลก

และนี่คือหนังSCI - FI ของALEXANDER KLUGE เขาสร้างมันในปี 1971 และเป็นหนังที่ยั่วล้อ 2001 : A SPACE ODDYSSEY ของ STANLEY KUBRICK อยู่ในที ด้วยวิธีการอันประหลาดล้ำ ท้ายที่สุดนี่คือหนังSCI FI ที่พิสดารพันลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา

เราควรมาเริ่มต้นที่เรื่องราวของหนังกันก่อน ข้อความด้านล่างนี่ ผมแปลจาก บทความที่เขียนถึง DVD ชุดนี้ ที่นี่ เนื่องจากโดยส่วนตัวการดูหนังเรื่องนี้เพียงรอบเดียวไม่สามารถทำให้เราเข้าใจกระทั่งเรื่องราวของหนังได้ง่ายดายนัก

ปี 2035 ในระบบจักรวาลของดาว KRUGER สถานที่ที่เหล่านักลงทุนพยายามอย่างหนักที่จะหนีไปสู่สุดขอบของความศิวิไลซ์ ยังมีสองครอบครัวที่อาศัยอยู่ในยานอวกาศลำเล็กๆ ค้นหาดวงดาวที่ไม่อยู่ในอาณัติของ บริษัท SUEZ CANALซึ่งเข้าtakeover ดาวงดาวเกือบทั้งจักรวาล ทั้งครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และวัตถุดิบบนดาวดวงนั้นๆ ผู้ประกอบการที่ไม่จดทะเบียนจะถูกไล่ล่าราวกับพวกนอกกฎหมาย เมื่อเกิดการแข่งขันในการขยายอาณาเขตก็เกิดสงครามขึ้น บริษัท SUEZ CANAL ขยายอิทธิพลของตัวเองด้วยการสร้างหน่วยรบอวกาศขนาดใหญ่

พลเรือเอก VonSchaake ไม่สามารถหาคนมาจัดการกับระบบปฏิบัติการของยานได้ และในการทดลองครั้งแรก ยานอวกาศของเขาก็เกิดเหตุขัดข้อง และสูญหายไปในอวกาศ เขาเองต้องส่งคนออกไปค้นหาเศษซากชิ้นส่วนของยานเหล่านั้น และในที่ไหนสักแห่ง กองยาของเขาได้ก่อการจราจลขึ้นมากหลาย

ในขณะเดียวกันคู่ผัวเมียพลเรือนอาวุโส VINCENZE และ MARIA STARR รับซื้อเศษชิ้นส่วนยานอวกาศ และเริ่มต้น ธุรกิจที่ว่าด้วย- การสะสม- ด้วยการเข้าปล้นสดมภ์เศษขยะ แล้วเอามาดัดแปลงขายใหม่ ในราคาแพงครั้งล่าสุดพวกเขาขาย ของดจรพวกนี้ได้ราคาถึง 87 ล้านเหรียญ และนั่นทำให้ บริษัท SUEZ CANAL อยากมีเอี่ยว ซึ่งนั้นทำให้ STARR ต้องหันไปค้า พาสปอร์ตปลอมแทน และเมื่อถูกจับพวกเขายื่นข้อสเนอขอส่วนแบ่ง 25% จากการปล้น อี ก35 %เข้าธนาคารเพื่อชำระเงินกู้ ส่วนอีก 25%ยกให้พวก คณะปฏิวัติ MARIA STARR บอกว่าเธอชอบพวกคณะปฏิวัติ เพราะ

"พวกเขายังให้เคารพสิทธิมนุษยชน และ นั่นจะทำให้พวกเขาเติบโตได้"

ขณะเดียวกัน นาย DOUGLAS นักบินอวกาศไม่ตีทะเบียน ทำงานให้กับ FRAU FURSTJOINT GALACTICAL TRANSPORTS(JGT) ซึ่งเป็นบริษัทผิดกฏหมาย(และแน่นอน ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ SUEZ CANALทางFURAT นั้นต้องการใครก็ได้ที่ขับยานอวกาศได้ เพื่อบินในเส้นทางที่อิทธิพลของ SUEZ CANALไม่รุนแรงนัก DOUGLAS พยายามจะขโมยข้อมูลสัญญาของลูกค้า เพื่อหวังจะไปเปิดธุรกิจเองบ้าง FURST จับได้แต่ก็ปล่อยให้เขาทำ เพราะหาคนทำงานแทนเขาได้ยากDOUGLAS ปล้นเอายานมาเป็นของตัวเอง แล้ว ไปใช้เวลาเพลิดเพลินกับสุรานารีในซ่องอวกาศ กับ SYLVIE SZELIGA แต่ในที่สุด SUEZ CANAL ก็ยึด JGT ได้ และบังคับ FRAU FURST ให้ขายบริษัท และ DOUGLAS ก็หันมาพยายามขโมยแผนงานจาก SUEZ CANAL ก่อนจะถูกรถถังไล่ล่า

และเพื่อเป็นการปราบปรามการจราจล ทางบริษัทตัดสินใจ ทิ้งระเบิดถล่ม KRUGER 60 คนนับล้านต้องหนีลงไปอยู่ในบังเกอร์

ฉากสุดท้าย MR. HUNTER อเมริกันคนสุดท้ายลอยล่องไปในห้วงอวกาศ พยายามจะร่อนลงบนดวงดาวที่ควบคุมโดยกองยานอวกาศ หนำซ้ำยังร้องขออาหารพิเศษ สำหรับการต้อนรับ และเหล่ากองยานตอบโต้เขาด้วยการยิงยานของเขาแหลกเป็นจุณ!!!

เพียงอ่านตามเนื้อความก็คงนำพาความสับสนมึนงงมาให้เราแล้ว มิพักต้องไปคิดถึงว่าภาพที่จะได้ประสบบนจอกคือ การเล่าเรื่องด้วยฉากสั้นๆแบบบ้านๆ สลับกับภาพห้วงอวกาศแบบทำเองก็ได้ง่ายจัง ตัดปะด้วยฟุตเตจเก่าแก่ และข้อความประกอบเล่าเรื่อง ด้วยfont อันหลากหลาย

และที่ผมพยายามอธิบายมานี้เป็นการพยายามเรียบเรียงในลำดับอย่างถึงที่สุดแล้ว !

เป็นหารยากที่เราจะเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้ในการชมเพียงครั้งเดียว (และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชมเช่นผมที่ไม่ได้เตรียมพร้อมกับหนังพันธุ์พิสดารนี้เต็มที่นัก) ทั้งหมดที่พยายามเขียนจึงเกิดขึ้นจากความเข้าใจเพียงหนึ่งในสี่ และการเลาะตะเข็บเอาจากข้อมูลที่มีอยู่ในมือ

เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังSCI-FIแบบทุนต่ำสุดขีด ชนิดที่ว่า หนังเลือกเอาสถานที่ที่มันดูคล้ายๆจะเป็นห้วงอวกาศ แล้วลงมือถ่ายทำประหนึ่งว่ามันคือยานอวกาศ หรือฉากบังคับยานก็เอาเศษวิทยุเก่า เครื่องใช้ไฟฟ้าตกยุค มาวางต่อกันให้ตัวละครหมุนไปหมุนมา ส่วนฉากอวกาศแบบภาพรวมนั้นก็อาศัย เอาแผงวงจรอตกหัก หรืออะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้า มาถ่ายทำบนฉากหลัง ที่เป็นรูปดวงดาว แล้วถ่ายออกมา ราวกับว่านี่คือการประกาศก้องว่า ฉันอยากทำหนังSCI FI แต่ฉันไม่มีอะไรนอกจากจินตนาการ !

รูปแบบเดียวที่ชวนให้หวนคำนึงถึงหนังเรื่องนี้คือการละเล่นสมัยครั้งยังเด็ก ครั้งที่เรายังสามารถสมมติสิ่งรอบข้างให้เกิดเป็นโลกใบใหม่ได้ ประตูบ้านกลายเป็นประตูวิเศษ ทางเดินแคบๆกลายเป็นโถงทางเดินอวกาศ และวิทยุกลายเป็นเครื่องรับสัญญาณต่างดาว ราวกับว่าคนดูโตแล้ว แต่ KLUGE ยัง ฟังดูเหมือนหนังเด็กเล่น แต่บัดเดี๋ยวก่อน ลองถอยไปอ่านเรื่องเล่าของหนังช้าๆอีกครั้งหนึ่งครับ

เราจะเห็นได้ว่าหนังไม่ได้เป็นเรื่องเล่าเรื่องเดี่ยว แต่ตัวหนังทั้งเรื่อง คือภาพร่างของโลก ในขณะนั้น และพูดได้เลยว่า โลกในปัจจุบัน!

ลองเปลี่ยนระบบจักรวาลKRUGER เป็นโลกทั้งใบ แล้วเปลี่ยนบริษัท SUEZ CANALเป็นบรรษัทข้ามชาติ

เราจะเห็นได้ว่านี่มันคำทำนายของโลกทุนนิยมชัดๆ ในโลกที่ถูกผูกขาดด้วยบรรษัทข้ามชาติ (ลองนึกถึงTESCO LOTUSเป็นตัวอย่าง) ในโลกเยี่ยงนั้นผู้คนอาศัยอยู่ในแฟลตคับแคบ การถือกำเนิดของตลาดมืด เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ซื้อ และการไล่กวดจับชนิดสุดขีด ของบรรษัทผู้สูญเสียรายได้ คนอย่าง สองผัวเมีย อาวุโส หรือพ่อนักบิน DOUGLAS ก็หลงอยู่ในวงจรของการซื้อขาย ประกอบอาชญากรรมซ้ำซ้อนนั่นด้วย

นอกจากนั้นจะว่าไปแล้ววิธีคิดข้ามชาติแบบนี้ไม่ได้มีเพียงความหายแบบทุนนิยมอย่างเดียว มันยังหมายรวมถึงการครอบงำวิธีคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรม และแน่นอน เรื่องทางการเมืองด้วย เราะจะว่าไปสงครามอวกาศในหนัง ก็กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ การระเบิดท้ายเรื่องไม่ได้มีอยู่เดี่ยวๆมันอาจมีที่มาจากฮิโรชิมา นางซากิ และใครจะรู้ ลูกต่อไปจะเกิดขึ้นที่ไหน!!!

แต่หนังก็เล่นเจ็บด้วยฉาก อเมริกันผู้หยิ่งผยองตอนท้ายเรื่อง (นี่ก็นับเป็นคำทำนายความกร่างของอเมริกันรูปแบบหนึ่ง) และจุดจบแบบสุดเจ็บ

เราอาจบอกได้ว่านี่คือหนังสุดกวนที่จับโลกทุนนิยมมาเสียดสีแบบสุดตีน ด้วยการจำลองมันขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบ หนังอวกาศ แต่หนังไปไกลกว่านั้น ด้วยการจัดการซอย่อย แตกแยก สลับขั้วมันเสวียใหม่ คั่นกลางด้วยเรื่องวเล่าเชิงวรรณกรรม จนทำให้คนดาสับสนปนเป ราวกับวิ่งไล่อยู่ในเขาวงกตเซลลูลอยด์

ว่ากันว่าหนังของALEXANDER KLUGE มักใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้เสมอ รูปแบบที่ดูไร้รูป สลับไขว้ ตัดทอน เรียงใหม่ สมกับชื่อหนังTHE BIG MESS ซึ่งสะท้อน ทั้งความอีเหละเขละขละห่งโลกทุนนิยมและความพิสดารพันลึกของหนังไปด้วยในตัว

และด้วยความที่ ALEXANDER KLUGE นอกจากจะเป็นนักทำหนังยังเป็นนักเขียนอีกด้วย หนังของเขาจึงเดินเรื่องในรูปแบบกึ่งวรรณกรรมกึ่งภาพเคลื่อนไหว ในหนังเรื่องนี้เราจึงเห็นว่า ภาพที่เราเห็นจะทำหน้าที่สะท้อน บรรยากาศละรูปทรงของเรื่องราว ในขณะที่เส้นเรื่องทั้งหมดล้วนดำเนินไปภายใต้ภาคที่เป็นตัวหนังสือบนจอหนังทั้งสิ้น บางทีหากเราตัดแบ่งหนังเฉพาะส่วนที่เป็นภาพออกมาเราอาจไม่สามารถเล่าเรื่องอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งนั่นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะในทางหนึ่งมันคือการทดลองขยายรูปแบบของภาพยนตร์ แต่ในทางหนึ่งการทำให้ภาพยนตร์ต้องอิงอำนาจวรรณกรรมเพื่อเล่าเรื่องทำให้พลังของภาพยนตร์ลดทอนไปพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกำแพงภาษาที่แตกต่างมากั้นกลางอีกชั้นหนึ่ง

เป็นการยากที่จะอรรถาธิบาย (เอาเข้าจริง ความจริงข้อนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า บางครั้งถ้อยคำก็จำนนต่อภาพยนตร์อยู่ในที! ) หรือตัดสินคุณงามความดีของหนังเรื่องนี้ (หรือไม่ว่าเรื่องไหนๆของเขา) จากการชมเพียงครั้งเดียว ทั้งหมดที่คุณกำลังอ่านเป็นเพียงการเลาะตะเข็บความทรงจำอันเต็มไปด้วยอารมณ์ตกตะลึงพรึงเพริด สลับอาการขัดขืนต่อต้าน ง่วงเหงาและตื่นระทึก ไม่ว่าจะยังไง นี่เป็นประสปการณ์แปลกใหม่อีกครั้งในการชมภาพยนตร์ของผม!

นอกจาหนังเรื่องนี้ในโปรแกรมเดียวกันของFILMVIRUS ยังมีการจัดฉายหรนังสั้น 5 เรื่องและหนังยาวสำหรับฉายทางทีวีอีกหนึ่งเรื่องอันประกอบไปด้วย

1.WILLIE TOBLER UN DER UNTERGANG DER 6 FLOTTE (1972)

เรื่องนี้เป็นหนังยาวฉายทางทีวี ผมจำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะสีบสนมึนงง แต่ดูเหมือนจะเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับTHE BIG MESS พอสมควรทีเดียว ตัวเอกเป็นโฆษกรัฐบาลของนายพลท่านหนึ่งในกองยานอวกาศ หนังเป็นเหมือนการปฏิวัติชิงอำนาจจากคณะปฏิวัติ สนุกและดูง่ายกว่า THE BIG MESS แต่การดูต่อกันทำให้ผมสับสนจนหมดสิ้น!

2.DER TAG IST NAH (1997)

3.RAUMFAHRT ALS INNERIS ERIEBNIS (1999)

4.DAD GABSNUR EINMAL (2006)

ปล. ชื่อบทความมาจากชื่อภาษาอังกฤษของหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่ฉายในโปรแกรมนี้ด้วย!

กราบขอบพระคุณ ดวงกมลฟิลืมเฮาส์ filmvirus และ คุณ กัลปพฤกษ์ ที่จัดฉายหนังชุดนี้ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นี่ถ้าไม่อ่านเรื่องย่อนะคะ
มันจะเป็นหนังที่ดิฉันดูแล้ว
ไม่เข้าใจอะไรเลย...

#1 By sofa on 2007-09-13 22:48

นึกถึงหนังเรื่องนี้ ยังอกสั่นขวัญหายอยู่เลย

#2 By grappa (58.9.187.80) on 2007-09-14 08:33

เหล่าท่านจอมยุทธอย่าเพิ่งเสียขวัญ แท้จริงสหายคลูเก้อมีหนังเล่าเรื่องง่ายตรงไปตรงมาด้วยเหมือนกัน Yesterday Girl, Occasional Work of a Female Slave, Strongman Ferdinand หรือ Brutality in Stone ล้วนดูเข้าใจง่ายทั้งสิ้น

ความผิดขอโยนให้ กัลปพฤกษ์ แต่เพียงผู้เดียว ที่เอาหนังที่ดูยากที่สุดของคลูเก้อมาให้พวกท่านชม ฮ่า ฮ่า

#3 By กวนงงเต๊ก มารปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ (124.121.60.135) on 2007-09-14 09:04

I just found an interesting article written by Alexander Kluge. This article is called THE SPECTATOR AS ENTREPRENEUR, which he wrote in 1979 and is included in the book WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES, published by Holmes & Meier in 1988.

I think I really agree with his article. So I quote what Kluge wrote here:

#4 By MdS (58.10.103.252) on 2007-09-16 02:07

This is my personal thoughts:

--One thing I like very much about Alexander Kluge

#5 By MdS (58.10.103.252) on 2007-09-16 02:07

ชอบนะครับเรื่องนี้อะ

#6 By dreambox (110.164.245.50) on 2009-11-18 17:20