THE TRUTH BE TOLD : จริงเพียงจริง
posted on 10 Sep 2007 23:49 by filmsick in sickfilm
นี่คือสารคดีที่ว่าด้วยการติดตาม ชีวิตของ สุภิญญา กลางณรงค์ หญิงสาวนักรณรงค์ด้านสื่อ ที่กลายเป็นข่าวหลังจากถูก บริษัท ชินคอร์ป ฟ้องร้องกรณีที่เธอให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากล ของ ผลประโยชน์ของทับซ้อนบริษัท กับอดีตนายกรัฐมนตรี (ซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ) ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เธอโดนฟ้องร้องเป็นค่าเสียหาย 400 ล้านบาท และใช้เวลา สามปีในการต่อสู้คดีในชั้นศาล
พิมผกา โตวิระ ผู้กำกับหญิงเจ้าของหนัง คืนไร้เงา ซึ่งว่าด้วยผู้หญิงสองคนที่ถูกชะตาชักนำมาพบกันหลังการหายตัวไปของผู้ชายคนหนึ่ง หนังพูดถึงความเป็นหญิงได้อย่างน่าสนใจ น่าเสียดายที่ฉบับที่เข้าฉายในประเทศถูกหั่นออกเสียบางส่วน และความนิ่งงันของตัวหนัง ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จในตารางทำเงินของบ้านเรา คุณ พิมผกา พบกับ คุณสุภิญญา ครั้งแรกในต่างประเทศ และจากที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย เธอค่อยตัดสินใจติดตามถ่ายทำชีวิตของคุณสุภิญญา ตลอดเวลา สามปี แม้จะเป็นการถ่ายทำที่ลุ่มๆดอนๆด้วยเงินทุนอันจำกัด และระยะเวลาอันเนิ่นยาว แต่ในที่สุด สารคดีเรื่องนี้ก็เสร็จออกมา
ความคาดหวังเบื้องต้น อาจชวนให้คิดว่าจะได้เห็นสารคดี ที่เข้มข้นด้วยจุดยืนทางการเมือง หรือสารคดีที่เปิดเผยแง่มุมเบื้องลึกที่เราไม่เคยได้เห็นจากข่าวในสื่อต่างๆ แต่จุดยืนที่คุณพิมผกาเลือกเสนอ กลับมุ่งสนใจที่จะเป็น สารคดีว่าด้วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเด็กต่างจังหวัด อาศัยในห้องเช่าเล็กๆ อยู่มาวันหนึ่งต้องพบพานกับเรื่องที่กดดันที่สุดในชีวิต และบางที สิ่งที่กดดันเธอที่สุดอาจไม่ใช่การถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในปริมาณที่ไม่อาจใช้คืนได้หมดในชาติเดียว หากแต่เป็น การเผชิญหน้ากับความกลัว ทั้งจากพ่อแม่พี่น้อง และ ที่สำคัญที่สุด ในตัวของเธอเอง
หนังติดตามคุณสุภิญญาไปยังที่ต่างๆ ตั้งแต่ บ้านเกิดที่สุราษฏร์ธานี ไปจนถึงม๊อบพันธมิตรเมื่อปลายปี 2549 จาก ห้องทำงานปัจจุบันในมหาวิทยาลัยไปจนถึงห้องเช่าของเธอ จากทะเลไปจนถึงหน้าศาล หนังงดเว้นการเล่าเรื่องคดี ไม่มีฉากการพิจารณาความในศาล (ส่วนหนึ่งเพราะห้ามถ่ายทำ ) และกระทั่งตัวคดี หนังก็เลือกเล่าแบบผ่านๆ โดยอาศัยปากคำ จากตัวคุณสุภิญญา และพ่อแม่ของเธอ กระทั่งหนังจบ เราเองก็ไม่อาจอธิบายรูปคดีได้อย่างชัดเจน
แต่ที่หนังเลือกเล่ากลับเป็นการเผชิญหน้าของคุณสุภิญญา ทั้งต่อ ตัวเธอเอง ที่ไม่แน่ใจว่า คดีจะลงเอยอย่างไร และต่อพ่อแม่ของเธอ ที่แม้จะรู้ว่าลูกสาวไม่ได้มีความผิด และไม่ได้เพียงต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่คำหนึ่งที่แม่ของคุณ สุภิญญาพูดนั้นน่าสนใจยิ่ง เพราะคนที่ต่อสู้อยู่นั้นเป็นลูกของเธอ หากเป็นลูกของผู้อื่น เธอคงจะสนับสนุน แต่เมื่อเป็นลูกของตัวเอง บางที สังคมหรือสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่ากับความเป็นไปของลูกสาวคนเดียวของเธอ
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดาย ที่ปัญหาหลักของหนัง กลับมาจากจุดยืนของหนังเอง เมื่อหนังพยายามไม่เป็นหนังการเมืองที่เข้มข้น หรือหนังตีแผ่เบื้องหลังเบื้องลึกของคดีดัง แต่เลือกที่จะเป็นหนังสารคดีว่าด้วยบุคคลคนหนึ่ง ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือการพยายามดึงเอาทุกด้านของความเป็นมนุษย์ ออกมาจากกบุคคลหลัก ทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวั่นไหว ความกลัว ด้านมืด ด้านสว่าง น่าเสียดายที่ทั้งตัวผู้กำกับ และตัวเจ้าของเรื่องกลับทิ้งระยะห่างจากกันอยู่ในระดับหนึ่ง (ซึ่งตัวผู้กำกับเองก็ยอมรับในเรื่องนี้ )
ผลทีได้จึงกลายเป็นหนังครึ่งๆกลางๆ ที่เข้าไม่ถึงเบื้องลึกของตัวเจ้าของเรื่อง เป็นเพียงภาพผ่านคร่าๆวที่แสดงความเป็นไปของเจ้าของเรื่องในขณะที่คดีดำเนินไป เป็นเหมือนภาพข่าวส่วนบุคคล ที่ไม่ได้ทำหน้าที่สะท้อนตัวตนภายในจริงๆออกมา ยิ่งเมื่อเสริมกับภาพลักษณ์ของคุณสุภิญญาที่เก็บความรู้สึก และควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี ทำให้หนังขาดอารมณ์ที่หนังต้องการจะให้มีไปอย่างน่าเสียดาย
หนังไม่ได้มุ่งเชิดชูวีรกรรมของคุณสุภิญญา ไม่มีภาพชัยชนะอันอิ่มเอิบในหนังหนัง หนำซ้ำยังเสียดเย้ยอยู๋กลายเมื่ หลังจากได้รับชัยชนะ คุรสุภิญญาในขณะนั้นยังเผลอคิดว่า นายกจะลาออกหลังจากนี้ เธอพูดออกไป แต่ไม่มีใคร(กระทั่งเธอในตอนนั้น) จะเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะพลิกผันไป
หลังจากคดีชนะ ไม่นานนัก ก็เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศ (ที่จริงแล้ว คุณพิมผกาตัดสินใจจบหนังลงตั้งแต่คดีชนะ แต่ยังไม่ทันตัดต่อเสร็จก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นเสียก่อน) หนังตามลงไปเก็บภาพครอบครัวคุณสุภิญญาหลังวันที่ 19 กันยา ภาพที่ปรากฏ จึงเข้มข้นไปด้วยอารมณ์ร่วมของผู้คน ในขณะนั้น ยิ่งเมื่อตามด้วยบทสัมภาษณ์คุณสุภิญญา หลังรัฐประหาร ที่เจ้าตัวเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่แท้ชัยชนะของตัวเองนั้นได้ช่วยสังคมไว้อย่างที่ตนเองเข้าใจมาแต่แรกหรือเปล่า ภาพ รถที่แล่นไปบนถนนในตอนเช้า ภาพคุณสุภิญญาพิมพ์ดีดเดียวดายในห้องปิดในฉากจบจึงกลายเป็นความสะเทือนใจมากกว่าความอิ่มเอิบแห่งชัยชนะ
ในช่วงQ& A หลังหนังจบ คุณสุภิญญาบอกว่า การรัฐประหารทำให้เธอได้ฉุกคิดว่า ที่แท้ชัยชนะที่เธอเคยเชื่อไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของเธอ แต่ยังเป็นชัยชนะของสังคม ที่แท้แล้วไม่จริงเลย มันเป็นเพียงการดิ้นรนเอาชัยชนะของปัจเจกบุคคลธรรมดา และ มันไม่ได้ช่วยให้สังคมกล้าที่จะพูดความจริง หรือเข้าใจเรื่องเสรีภาพในการพูดได้เลย เสียดายที่ตัวหนังไม่แข็งแรงพอที่จะดึงเอาความเจ็บปวดนี้ออกมาได้
และถึงแม้คุณพิมผกา จะประกาศว่าไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ ในหนังเรื่องนิ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฉากหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดในหนังไม่ใช่ฉากของคุณสุภิญญา หากกลับเป็นฉาก ทหารปีนข้ามรั้ว ในคืนวันที่ 19 กันยา และภาพถนนอันเงียบสงบในเช้าวันถัดมา ซึ่งนั่นขับเน้นย้อนแย้งและตั้งคำถามฉากของม๊อบพันธมิตร ที่มาก่อนหน้าอย่างรุนแรงไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งผลพวงจากฉากนี้เอง ทำให้ฉากที่ผม (โดยส่วนตัว) รุ้สึกว่าเศร้าที่สุด คือ ทุกๆฉากที่เกิดขึ้นในม๊อบพันธมิตร เพราะไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ภาพถนนว่างโล่ง หรือภาพประชาชนไปถ่ายรูปกับทหาร ทำให้บังเกิดคำถามรุนแรงขึ้นโดยพลันว่า พลังประชาชนจำนวนมหาศาลในคืนก่อนหน้านั้นสาบสูญไปแห่งใดในชั่วข้ามคืน มันเป็นพลัง ประชาธิปไตย- ที่มีอยู่จริง หรือเป็นเพียง ฝันไป เประชาชนได้ชัย (เหมือนคุณสุภิญญาชนะคดี) หรือพ่ายแพ้หมดรูป และมันสำคัญมากที่ว่า ในที่สุด มหาประชาชนเหล่านั้นเป็นเพียงพลังประชาธิปไตยเทียม ที่ไม่ได้เข้าใจเนื้อความใดๆ หรือที่แท้เป็นเพียงพลังบริสุทธิ์ที่ถูกการเมือง (ที่ไม่ได้หมายความแค่นักการเมือง) หลอกใช้ ชัยชนะของคณสุภิญญา ก็เช่นกัน ถึงที่สุดแล้วกระทั่งตัวเธอเองก็ยังตั้งคำถามกับมัน
แม้โดยส่วนตัวผมจะยังรู้สึกว่าสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้สมบูรณ์ (ถึงขั้นน่าเสียดาย) แต่ก๋เป็นที่น่ายินดีว่าอย่างน้อย คนทำหนังไทย ก็ได้พยายามพาภาพยนตร์ไปสู่บริบทใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบททางการเมือง การได้ดูหนังอย่าง เคียด ของ คุณพัลลภ ฮอหรินทร์ ไม่มีอะไรให้ดู ของคุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ความลักลั่นในงานรื่นเริงของคุรปราบต์ บุญปาน รวมไปถึงโปรแกรม SPOKEN SILENCE ในงานหนังสั้นปีล่าสุด (ที่ผมไม่ได้ดู ) รวมถึงหนังสั้นของผู้กำกับหลายท่านที่ผมไม่มีโอกาสได้ดู และ มาถึงTE TRUTH TO BE TOLD เรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าวงการหนังไทย ยังมีหนัง ในฐานะบทบันทึกความคิดเห็นทางการเมือง อยู่ และเป็นไปอย่างครึกครื้นและน่าจับตายิ่ง
ในฉากจบของหนัง เรามองเห็นคุณสุภิญญานั่งโดเดี่ยวในห้องน้อย พิมพ์งานของเธอไปเงียบๆ ท่ามกลางเสียงก๊อกแก๊กของนิ้วที่กระทบคีย์บอร์ด กล้องค่อยๆทอดสายตาออกไปนอกห้อง เราได้ยินเสียงของเธอที่เคยปราศรัยบทเวทีพันธมิตร หลังได้รับชัย ลอยล่องมาเบาๆ ราวกับเป็นเสียงจากความฝันที่พลันตื่นแล้วพบว่าไม่มีจริงกล้องทอดสายตาไปยังประตูที่ปิด ซูมเข้าหาต้นไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหลัง ภาพนั้นถูกถ่ายผ่านกอรบสามสี่ชั้น ทั้งประตู กระจกเลยข้ามระเบียงไปที่หน้าต่าง ราวกับเสียงแห่งเสรีภาพในการพูด ที่ยังตกอยู่ในกรอบอีกหลายชั้นหว่าที่เราจะเดินทางจากห้องนี้ไปที่ต้นไม้ ที่ส่ายไหวในแสงแดดนั้นและรับฟังเสียงของมันอย่างจริงจัง
พอมาฟัง Q&A ชอบคำบอกเล่าของคุณสุภิญญาเหมือนกันที่บอกว่า คิดอยู่เหมือนกันว่าจะให้หนังเข้ามาในระดับไหน
พอดูหนังเรื่องนี้แล้ว ชื่นชมคุณสุภิญญาในแง่การตอบคำถามต่างๆ ดูเธอ Mature ดี
ป.ล. กรณีม็อบพันธมิตร ตัวเองรู้สึกแปลกๆ มาก เคยไปม็อบไล่ทักษิณอยู่แค่หนเดียว ( ทั้งที่บ้านตัวเองอยู่บนถนนราชดำเนิน 55 ) ไปแล้วรู้สึกแปลกๆ บางคนลงทุนเปลี่ยนจุดยืน เพียงเพื่อคำว่าทักษิณออกไป เช่น เราได้เห็นคนที่เคยอยู่ฝั่ง"ซ้าย" ร้องเพลง "ความฝันอันสูงสุด" โอ รับไม่ได้
#1 By grappa (58.9.186.140) on 2007-09-12 06:24