RED DESERT : ความโดดเดี่ยวสีแดง
posted on 19 Aug 2007 13:55 by filmsick
MICHELANGELO ANTONIONI เสียชีวิตแล้วครับ ปรมาจารย์ผู้กำกับชาว อิตาเลียนท่านนี้ เสียชีวิตอย่างสงบด้วยต้นเก้าสิบ ปิดฉากตำนานหนังอันยิ่งใหญ่ลงห่างจาก INGMAR BERGMAN ปรมาจารย์ผู้กำกับชาวสวีเดนเพียงวันเดียว ข่าวความตายของคนทั้งคู่ แช่แข็งคนในโลกหนังให้จมลงในความอาลัยและรำลึกถึง
RED DESERT เป็นอีกหนึ่งหนังเรื่องสำคัญของ ANTONIONI หนังปี 1964 เล่าเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่ค่อยๆกลายเป็นบ้าไปช้าๆ GUILIANA เป็นภรรยาวิศวกรที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่น เธอหอบลูกชายตามสามีมาอาศัยในนิคมอุตสาหกรรมปลายขอบโลก เธอเคยประสบอุบัติเหตุบางอย่าง และผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เองที่กำลังจะทำให้เธอเป็นบ้า ลุกขึ้นมาละเมอเดิน ฝันประหลาด ดิ้นรนอย่างเงียบเชียบเพียงลำพังท่ามกลางทัศนียภาพแข็งชาราวกับโลกอนาคตที่ร้างไร้ชีวิต หรืออาจจะเป็นดาวดวงอื่น เสื่อมโทรม เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างทรงประหลาด และ เสื่อมโทรม
เรื่องเล่าของหนังนั้นเบาบางจนจับต้องแทบไม่ได้ หนังราวประกอบขึ้นจากฉากเล็กๆที่จบสิ้นในตัวเอง ทั้งหมดไม่ได้ถูกจัดวางไปสู่การคลี่คลายและบทสรุปตายตัว ในทางหนึ่งมันราวกับเรื่องไร้สาระเรียงรายต่อเนื่อง ไม่มีปมและการเฉลย เป็นอากาศว่างๆแบบที่หนังเรื่องจะตัดออก แต่ในอากาศมีแรงกด เพราะในทุกฉากทุกตอนของหนังเรื่องนี้ถูกออกแบบจัดวางมาอย่างดีทั้งสิ้น ตำแหน่งของตัวละคร ของประกอบฉาก อาคาร รูปทรง สีสัน และดังที่กล่าว กระทั่งอากาศรอบๆก็สามารถนำมาจัดวาง บีบอัด สร้างภาวะแปลกแยกจากภายใน
ลองทดลองเล่าหนังคร่าวๆดู หญิงสาวคนหนึ่งจูงลูกไปเดินดูโรงงานในบรรยากาศทึมเทา ผนังปูน หล่องควันสูงพ่นไฟ อาคารทรงกระบอกเรียวๆ ทรายสีดำ แอ่งน้ำขัง เธอแปลกแยกยืนกินเบอเกอร์เดียวดายทิ้งเด็กชายไว้ข้างหลัง ต่อมาเธอพบเพื่อร่วมงานของสามีที่ดูเหมือนจะต่อกันติด เขาไปหาเธอในตึกแถวเล็กๆเพดานเตี้ย ลาดลงเหมือนจะถล่มลงมาทับ ชวนเธอไปเยี่ยมคนงานอีกคนหนึ่ง ที่หน้าถนน เธอยืนจ้องมองกระดาษหนังสือพิมพ์ปลิวลมบนถนนที่ปลอดคนเหมือนเมืองร้าง เขาพบพนักงานหนุ่ม ทำงานที่เครื่องส่งจานดาวเทียม กลางเสาโครงเหล็กทรงประหลาด เรียงรายเหยียดยื่นขึ้นไปรองรับจานดาวเทียมอันยักษ์ คอยจับสัญญาณจากต่างดาว จากนั้น เธอ เขา สามีของเธอ และเพื่อนพากันไปสนทนาในกระท่อมริมน้ำ ห้องแคบเล้กสีแดงที่แต่ละคนต้องนอนเบียดกัน หมิ่นเหม่จะสลับคู่ บทสนทนาดำเนินไปไร้สาระ จนจู่ๆเรือเดินสมุทรลำใหญ่แล่นหลุดมาให้เห็นทางหน้าต่าง พวกเขาออกไปดูเรือเห็นรถพยาบาลแล่นมา และเธอมองเห็นถูกผู้คนถูกกลืนกินหายไปในสายหมอก ต่อมาสามีเธอเดินทางไกล ลูกชายจู่แสร้งขาพิการเดินไม่ได้ และวิศวกรหนุ่มคนเดียวที่พอจะเข้าใจเธอกำลังจะออกเดินทางไปไกล ทิ้งเธอไว้เดียวดายในโลกประหลาด หนังจบลงที่ตรงนี้

ย้อนกลับไปย่อหน้าที่แล้วจะพบว่า เนื้อเรื่องมีเพียงเล็กน้อย ซ้ำยังไม่ได้เป็นหนังประเภทสร้างปัญหาเพื่อคลี่คลายปม ไม่ใช่หนังสั่งสอนศีลธรรม หรือ หนังลึกลับที่รอการคลี่คลายปม หากหนังของคนใกล้บ้าโดยทั่วไปมุ่งสำรวจตรวจสอบ ปมเหตุที่คนกลายเป็นบ้า หาลายแทงจากฝันหลอนแล้วคลี่คลายในท้านสุด หรือหนังบางเรื่องมุ่งแสดงความพิสดารทางภาพฝันหลอนโชว์เทคนิคตระการตา หรือบางเรื่องที่มุงหน้าเล่าความเป็นไปของคนบ้า
ความพิเศษของ RED DESERTอยู่ที่การมุ่งหมายสร้างบรรยากาศแปลกแยกขึ้นบนจอภาพยนตร์ โดยผ่านเทคนิคทางภาพ อากาศในเรื่องกดทับตัวละคร และคนดู เสียจนเราค้นพบ ความอึดอัดขัดข้อง ความแปลกแยก ที่ตัวละครได้รับ ราวกับเราอยู่ในนั้นเสียเอง
ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคืออากาศ บรรยากาศหนาวเหน็บ หลากไหลท่วมท้น หมอกควันไม่รู้จบ เปลวไฟพวยพุ่งจากปากปล่องโรงงาน รูปทรงเรขาคณิตของอาคาร เพดานลาดเอียงกดทับ เรือขนาดใหญ่มหึมาที่เห็นแต่เพียงด้านข้างผ่านกรอบหน้าต่าง และที่สำคัญคือ สีแดง

หนังมีชื่อว่า ทะเลทรายสีแดง และตลอดเรื่อง สีแดงจะสยายปีกครอบคลุมพื้นที่หลากหลายในแทบทุกซีน ห้องสีแดงที่ทุกคนพูดคุยเรื่องราวหมิ่นเหม่ หรือเสื้อผ้าสีแดงที่เธอใส่ เสาเหล็กสีแดง และที่สำคัญที่สุด วัตถุที่หนังโฟกัสไปหาบ่อยที่สุด นั่นคือ ผมของเธอเอง หนังมักถ่ายทำให้เห็นผมของGUILIANA จากด้านหลัง ผมยุ่งยามโดนลมพัดพอมองจากด้านหน้ามันก็ปรกหน้าปรกตา ผมสีแดงของเธอเหมือนทะเลทรายสีแดงที่เธอพลัดหลงเข้าไปเพียงลำพังแล้วหาทางออกมาไม่ได้
บางทีชีวิตของGUILIANA ก็เป็นเช่นนิทานที่เธอเล่า เป็นเพียงเด็กหญิงโดเดี่ยวที่ไม่อยากพบปะผู้คน มีอาณาจักรส่วนตัวเป็นเวิ้งอ่าวของเธอเอง จนกระทั่งเสียงประหลาดของเรือใบเข้ามาในชีวิต เรือใบไม่ได้แล่นเข้ามา เธอมองเห็นมันไกลๆ และปรารถนาจะเป็นส่วนหนึ่งของมันจึงว่ายไปหา แต่เธอกลับไม่ได้ ไปไม่ถึง ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ของเธอกับทุกคนในชีวิต บางที คนอื่นๆ อาจคือเรือใบที่เธอเข้าไปไม่ถึง
หากหนังคนเหงาคือหนังแห่งยุคสมัยปัจจุบัน และหนังของ หว่องกาไว คือคัมภีร์แห่งความเดียวดายอย่างโรแมนติค หนังของANTONIONI อาจถือเป็นต้นธารของหนังคนเหงาทั้งหมดทั้งมวล ตัวละครเดียวดายแปลกแยก ไม่อาจสื่อสารกับผู้คน พลัดหลงไปในทัศนียภาพประหลาดรกร้าง ไม่เป็นมิตร สรรพสิ่กดทับ ทั้งผู้คน สถาปัตยกรรม เพียงแต่ตัวละครอัดอั้นตันใจของ ANTONIONI ไม่มี voiceover พวกเขาไม่ได้รู้สึกเท่ที่เหงา แต่พวกเขาไร้ทางออก
ANTONIONI ตายแล้ว ผู้กำกับหนังคนเหงา ลาโลกนี้ไปตอกย้ำถ้อยคำ ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว ทิ้งผลงานคลาสสิคไว้ให้เราเฝ้าครุ่นคิดถึงไม่รู้จบ ราวกับเขาจากไปทิ้งเราไว้ในทะเลทรายสีแดงที่ชื่อว่า ภาพยนตร์
--- ชอบมากเลย
#1 By ดาวถัดมา on 2007-08-19 14:06