TO BE TWENTY เสรีภาพเจ้ากรรม
posted on 15 Aug 2007 00:43 by filmsick in sickfilm
บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ ครับ
TIA กับ LINA พบกันที่ชายหาด คนหนึ่งผิวเข้มผมดำ สาวน้อยจากครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ใส่ใจ ส่วนอีกคน ผิวขาวผมทอง โตขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งสำนักนางชี ถูกส่งไปทำงานรับใช้หญิงทึนทึก และเธอหนีมา นอกจากหน้าตาและภูมิหลังทั้งคู่มีอะไรเหมืทอนกัน คือยังเยาว์ งุ่นงานในเรื่องเพศ ต้องการเสรีภาพ และมีอายุยี่สิบ!
ทั้งคู่สวมกระโปรงสั้น เสื้อแขนกุด ยืนโบกรถอยู่ริมทางหลวง ตั้งใจจะไปโรม ไปอาศัยอยู่ในคอมมูนที่ว่ากันว่าอยู่ฟรีกินฟรี และมีผู้ชายอยู่เป็นจำนวนมาก! ระหว่างรอรถ หญิงสองแม่ลูกผ่านทางมา ทำท่าจะจอดรับ แต่กลับเรียกพวกเธอไปด่าว่าทำตัวเป็นนางโสเภณีข้างถนน แล้วโยนเศษเงินให้เธอเป็นค่ารถบัส สองสาวเลยตอกกลับอย่างรุนแรงว่า ก็พวกเรามันจนไม่มีปัญญาทำตัวสั่งสอนคนอื่นเหมือนพวกแกนี่ อีบ้า!
ในที่สุดพวกเธอก็มาถึงโรม คอมมูนในฝันของพวกเธอก็เป็นตึกโทรมๆ ที่เป็นแหล่งรวมของพวกขี้ยา กะเทย และโสเภณี NAZARIOTA ชายเจ้าของตึกเรียกค่าธรรมเนียมที่พวกเธอไม่มีให้ เขาเลยบอกให้พวกเธอขายเรือนร่าง ซึ่งพวกเธอก็ยินดี แต่ขอเลือกผู้ชายเอง! ที่นั่นเธอพบพวกขี้ยาที่เอาแต่นอน พบหญิงสาวที่มีลูกแฝดสามแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก แล้วยังมี ไอ้ขี้ยาหน้าหล่อที่นอนทั้งวัน และหนุ่มหน้าขาวที่ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง หนังขัดตะหมาด บนพื้นรอนิพพานอย่างใจเย็น คอมมูนประหลาด โลกประหลาด ที่ผู้คนไม่มีใครอยาก เอา-กัน ที่ได้เอาก็ไม่เสร็จจนเธอต้องมาเบี้ยนกันเอง ก่อนตำรวจจะบุกทลายในข้อหา แหล่งมั่วสุม และพวกเธอถูกส่งตัวกลับบ้าน และลงเอยอย่างสยดสยอง
นี่คือหนังอิตาลี ปี 1978 ของ FERNANDO DE LIOผู้กำกับที่เริ่มจากการเป็นลูกมือเขียนบทให้หนังคาวบอยสปาเกตตี้ ของ SERGIO LEONE ที่ ทำตัวประหนึ่งเป็นโป๊ซอฟท์คอร์ ที่มุ่งขายเรือนร่างของสองนางเอกสาว แต่เอาเข้าจริง หนังกลับ หนักและแน่น ด้วยท่าทีวิพากษ์ สังคมฮิปปี้ ทั้งจากตัวมันเอง และ พูดถึงการล่มสลายของมัน ด้วยแรงกระตุ้นจากสังคมภายนอก อันขับเคลื่อนด้วยความกลัว
แน่นอนหนังหมดเปลืองเวลาไปกับการเปิดเปลือยเรือนร่างโนมเนื้อของนางเอกทั้งสอง ที่นุ่งสั้นสุดๆ เสรีมากพอจะถอดเสื้อเปลี่ยนผ้าต่อหน้าหนุ่มๆ และดูเหมือนงุ่นง่านไม่จบสิ้น หนังอาจทำให้พวกเธอดูเหมือนโสเภณี (และเป็นไปจริงๆ ) แต่หนังไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามพวกเธอ ในทางหนึ่งหญิงเปลือยบนจอ ย่อมคือการกลายเป็นวัตถุทางเพศสำหรับผู้ชม ข้อนี้แน่นอนไม่ต้องสงสัย ผู้สร้างต้องการเช่นนั้น แต่ในหนังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นหญิงน่าสงสาร หรือเป็นนังร่านสมควรตาย พวกเธอเป็นสาวรักเสรีภาพในยุคสมัยที่เสรีภาพเบ่งบานถึงขีดสุดรวมไปถึงเรื่องเพศ เธอเลือกผู้ชายได้ และเธอปฏิเสธได้เมื่อเธอไม่ต้องการ
หนังแสดงให้เห็นความเสื่อมโทรมที่เกิดจากความขาดระเบียบวินัยของคนในคอมมูน ที่เอาแต่พี้ยาทั้งวันคือแต่ทางหนึ่งมันก็แสดงให้เห็นถึงความรักสงบ และเชื่อมั่นในเสรีภาพ ของพวกเขา จะดูโสมมยังไง พวกเขาก้แค่นอนพี้ยาโดยไม่ได้ไปทำลายผู้ใด
และหนังแสดงให้เห็นว่าสิ่งซึ่งทำลายพวกเขาลง ไม่ใช่เสรีภาพของพวกเขา หากคือการยื่นมือมาก้าวก่ายจากอำนาจรับ ที่มีความกลัว เป็นเครื่องมือ รัฐมองเห็นว่าคนเหล่านี้ สกปรก เป็นภัยสังคม (จากการไม่ทำอะไรเลย ) พยายามจะยัดข้อหา และปิดคอมมูนลง เพราะมันทำให้พวกเขารู้สึกคันคะเยอ ไม่อาจข่มตาหลับได้ ถ้ามีพวกที่วันๆเอาแต่พี้ยา บ้าเซกสื และมั่วสุมกันโดยไม่ทำงานทำการ ไม่เป็น พลเมืองที่น่ารักของรัฐ สำหรับรัฐ เสรีภาพคือความอันตรายใหญ่หลวง เพราะมันนำมาสู่การควบคุม ฉากของหนังในตอนนี้ทำให้นึกไปถึงการล่มสลายของขบวนการบุปผาชนแห่งแฮท-แอชเชทเบอรี่ ในหนังสือที่บรรยายถึงบุปผาชนได้อย่าหมดสิ้นปลิ้นกลีบตามสำนวนของรงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งสวนทูนอิน ที่เขียนไว้ใน หลงกลิ่นกัญชา และ เปลี่ยวคอนกรีท ในขณะเดียวกันฉากการสอบสวนโดยรัฐ เป็นฉากที่ทำให้นึกถึงหนัง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ก้าวพ้นการเป็นหนังโป๊ซอฟท์คอร์สนองความต้องการทางเพศของนักดูหนังฝ่ายชายคือฉากจบของเรื่อง ที่รุนแรงเหี้ยมโหด และตอกหน้ากลุ่มเป้าหมายหลักของหนัง มนุษย์เพศชายผู้กระหายหื่น
หลังจากการสอบสวน (แลการทำสารคดีเปิดใจก่อนโดนปิดคอมมูน) ทั้งคู่ถูกส่งกลับบ้านโดยคุณตำรวจคาดโทษให้ไปรายงานตัวให้ทันเช้ารุ่งขึ้น
พวกเธอทั้งสองแวะร้านอาหารข้างทาง และสนุกสนานจนลุกขึ้นมาเต้นตามเพลงในตู้เพลงโดยไม่แคร์สายตาของคนหนุ่มท่าทางสุภาพจำนวนหนึ่งที่นั่งกินดื่มราวกับงานเลี้ยงหลังเลิกประชุมของบริษัท
ทั้งที่เธองุ่นง่านมาทั้งเรื่อง แต่มีเพียงฉากนี้เท่านั้นที่แสดงให้เห็นว่าพวกเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดา ที่สนุกไปกับเสียงเพลง แต่ผู้ชายเหล่านั้นกลับไม่คิดเช่นนั้น เขามองเธอเป็นนางโสเภณี เป็นวัตถุทางเพศ และถือสิทธิ์ ทั้งในฐานะเพศชาย และในฐานะพลเมืองดี สั่งสอนพวกเธอ แบบปากว่าตาขยิบ นำมาซึ่งการไล่ล่าและการทารุณอย่างเหี้ยมโหดในฉากจบ พวกเธอตาย ไม่ใช่เพราะความแรดร่าน แต่เพราะพวกเธอคือเสรีชนในโลกบัดซบที่ผู้คนหน้าไหว้หลังหลอก คิดว่าจะสามารถฆ่าคนได้เพื่อรักษาศีลธรรมอันดีซึ่งไม่ได้มีอยู่แล้วภายใต้ความคิดเช่นนั้น
ฉากจบของหนังจึงกลายเป็นเรื่องที่ชวนขนลุกสุดขีด เมื่อกล้องตัดสินใจทิ้งคนดูไว้กับภาพ ศพสองสาวเปลือยเปล่าอยู่กลางป่าที่มืดสนิท คลอไปกับเสียงเพลงสนุกสนานรืนเริงที่เป็นเพลงธีมของเรื่อง แช่นิ่งยาวนาน ฉากนี้พวกเธอกลายสภาพจากวัตถุทางเพศไปเป็นศพ ตามสายตาของผู้ชมเคร่งศีลธรรมมือถือสากปากถือศีลพวกเธอสมควรตายแล้ว แต่หลายคนคงตั้งคำถาม การเป็นเสรีชนคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้กระนั้นหรือ ความแรดร่าน หลงไหลในเยาว์วัยอันสดฉ่ำ คือความผิดที่สมควรตายกระนั้นหรือ ใครกันแน่ที่สมควรตายระหว่างหญิงสาวสองคน กับคนที่เห็นคนอื่นเป็นเพียงวัตถุ
TO BE TWENTY อาจไม่ใช่หนังคลาสสิคแบบห้ามพลาดแต่คำถามของหนังทำให้มันเลยพ้นไปจากการเป็นหนังโป๊วับๆแวมๆ ธรรมดา และมันน่าสนใจครุ่นคิดอย่างเศร้าสร้อยและหวาดผวา ทั้งในฐานะของ สองหญิงสาวและในฐานะมนุษย์เคร่งศีลธรรม
หมายเหตุ : ชื่อบทความ เสรีภาพเจ้ากรรม ได้จากชื่อหนังสือ เสรีภาพเจ้ากรรม ซึ่งแปลจาก A FEAST OF FREEDOM ของ LEONARD WIBBERLY แปลโดย เทศภักดิ์ นิยมเหตุ
ขอบพระคุณ พี่ MdS สำหรับ DVD อนุเคราะห์
edit @ 2007/08/15 16:28:03

#1 By lolay on 2007-08-15 02:16