GRINDHOUSE : PLANET TERROR / DEATHPROOF : หนังกับวัฒนธรรม
posted on 06 Aug 2007 23:36 by filmsick in sickfilm
เคยดูหนังควบกันไหมครับ หนังสองเรื่องฉายควบกันตามโรงหนังชั้นสองชานเมือง ฉายวนทั้งวัน เข้าไปตอนไหนก็ได้ นั่งดูจนหนังเวียนมาต่อกัน หนังสองเรื่อง ที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันนอกจากเป็นหนังราคาถูก เล่าเรื่องโฉ่งฉ่าง มีฉากวาบหวามกรุ้มกริ่มเป็นระยะ สลับกับฉากบู๊ระเบิดภูเขาเผากระท่อม และเรื่องราวที่หาสาระอะไรจับต้องไม่ได้นอกจาจะตอบสนองอารมณ์วูบวายของคนดูชั่วเวลาไม่นานนัก ในบ้านเรา หนังในคราครั้งนั้น มักเป็นหสยองขวัญเกรดต่ำ หรือหนังบู๊เลือดสาดฮ่องกง บางครั้งก็เป็นหนังโป๊แบบอ่อน ไทยบ้าง จีนบ้างควบกัน (ด้วยสำนวนสุดขีดอย่าง ไทยควบฝรั่ง ไทยควบจีน ฟังแล้ววาบหวิวยิ่งนัก! )
วัฒนธรรมหนังควบทั่วโลก เฟื่องฟูที่สุดในช่วงยุค 70 80 ในยุคนั้น เต็มไปด้วยหนังที่มีพลอตหลุดโลก งานสร้างไร้ความประณีต เล่าเรื่องแบบไม่แคร์ความสมจริงหรือความต่อเนื่องใดๆซ้ำ เวลาฉายมันก็ถูกฉายอย่างทิ้งๆขว้างๆ ข้างคนดู ก็อาจเป็นพวกเด็กหนุ่มสาววัยคะนองที่ต้องการฆ่าเวลาน่าเบื่อยามบ่าย ด้วยหนังบ้าๆบอกไร้ความงามเชิงศิลปะ แต่ มันสุดตีนสักเรื่อง
เวลาล่วงผ่าน หนังเกรดบี กลายตัวเองเป็นหนังแบบส่งตรงลงวีดีโอ โดยไม่ฉายโรง ในบ้านเราก็แปรสภาพเป็นหนังวีซีดีปกสีเละมั่วซั่ว เปลือยเปล่าอยู่ในซองพลาสติกโดยไม่มีกล่องสวยหรูห่อหุ้ม กองขายราคาถูก มากพอสำหรับซื้อไปดุเล่นแก้เบื่อแล้วโยนทิ้ง โรงหนังควบเปลี่ยนไปฉายหนังโป๊โจ๋งครึ่ม กลายเป็นแหล่งอโคจร และในที่สุดล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
แต่แฟนหนังพันธุ์แท้ของหนังจำพวกนี้บางคนก็เติบโตกลายเป็นคนทำหนัง และสองคนจากจำนวนนั้นคือ QUENTIN TATRANTINO ชายผู้ที่เริ่มต้นจากไอ้หนุ่มร้านวีดีโอก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับสไตล์จัดจ้านที่สุด คนหนึ่ง เจ้าของหนังที่หักดิบวิธีการเล่าเรื่อง จนเกิดแนวทางใหม่ใน PULP FICTION ส่วนอีกคนคือ ROBERT RODIGUEZ หนุ่มเมกซิกันที่ทำหนังเรื่องแรกในชีวิต โดยอาศัยเพื่อนพ้องน้องพี่ และคนข้างบ้านมาร่วมแสดงกันอย่างเมามันจนฮิตทำเงินกระเจิง ใน EL MARIACHI (และกลายมาเป็นหนังภาคต่ออีกหลายภาคที่มีดาราใหญ่ๆมาเล่น! ) ทั้งสองหนุ่มสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว จนรวมหัวกันคิดสร้างหนังคารวะหนังเกรดบี ในรูปแบบฉายควบ ออกมาในโปรเจคต์ที่ชื่อ GRINDHOUSE

ROBERT RODIGUEZ เลือกทำ PLANET TERROR หนังซอมบี้ ปะทะโคโยตี้แข้งปืนกล ที่ถอดแบบการคารวะหนังซอมบี้ ยุคแปดสิบ(เขาคิดพลอตได้ขณะกำกับ THE FACULTY หนังสยองขวัญสัตว์ประหลาดต่างดาวบุกโรงเรียนมัธยม สุดคัลต์ เพราะหนังบอกว่าวิธีเดียวที่จะเอาชนะต่างดาว (ที่เข้าสิงครูได้ คือการ ถุนยาเสพติด! ) ว่าด้วยเรื่องของค่ำคืนร้อนๆในเมืองห่างไกลที่เป็นฐานทัพลับของทหาร แก๊สพิษประหลาดเกิดรั่วไหลทำให้คนทั้งเมืองกลายเป็นซอมบี้ และฮีโร่ ที่ออกมาช่วยเหลือเมือง ประกอบด้วย สิงห์รถบรรทุกลึกลับ อีสาวนักเต้นอะโกโก้ หมอสาวที่คบชู้เลสเบี้ยน พี่เลี้ยงเด็กฝาแฝดเซกซี่ มหาประลัย ในขณะที่ TARANTINO เลือกทำหนัง ที่คารวะหนังขับรถไล่ล่ายุค เจ็ดสิบ ผสมกับหนังสยองขวัญฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง โดยเลือกเอาพลอตที่ว่าด้วยเรื่องของ สตันท์แมนไมค์ สตันท์แมนโรคจิต กับรถคู่ใจที่ใช้ทั้งเป็นรถประกอบการแสดง และเป็น อาวุธมหาประลัย ไล่ฆ่าเด็กสาว ขาวอวบตามถนน ด้วยการซิ่งรถ ซวยที่ดันมาเจอกับแก๊งค์ สตันท์สาวมหาประลัย ที่บ้า กว่าตัวเอง!
แน่นอน จากพลอต หนังทั้งสองเรื่อง คือการสวมรูปรอย ของหนังสยองขวัญเกรดบีโฉ่งฉ่าง ( มีศัพท์เรียกรวมๆหนังเหล่านี้ว่า EXPLOITATION FILM ) เหล่าหนังที่เฟื่องฟูและแตกแยกสาขาไปมหาศาล ในยุคนั้น มีทั้งหนัง สัตว์ประหลาดต่างดาว หนังซอมบี้ผีดิบ หนังอีสาวเดนคุก หนังซามูไรเลือดสาด หนังบรูซลี หนังยากูซ่า หนังฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง หนังขี่รถไล่ล่า หนังแอคชั่นผิวสี หนังนาซีโหด ซึ่งหากจะว่าไปแล้วนี่เป็นยุคสุดท้ายที่เฟื่องฟูที่สุดของหนัง หนึ่งอาจเพราะมันคือยุคแสวงหาที่เส้นศีลธรรมถ่างกว้างอย่างถึงที่สุด (หนังที่รุนแรงที่สุด โหดที่สุด เถื่อนถ่อยที่สุดหรือโป๊ที่สุดที่จะฉายโรงได้ ล้วนมาจากยุคนั้นทั้งสิ้น และอีกประการหนึ่งมันคือยุคแห่งการเสื่อมสลายของวัฒนธรรมการดูหนัง เพราะการมาถึงของ เครื่องเล่นวีดีโอ หนังเหล่านี้ ในที่สุดส่งตรงไปลงวีดีโอ ก่อนที่โรงมัลติเพลกซ์ และการ SPECIAL EFFECT สุดตระการตา จะทำลายวัฒนธรรมการดูหนังแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นเพียงการดูโชว์ที่ละลานสายตา มากกว่า เล่นกับเรื่องที่ลึกซึ้ง

กล่าวโดยรวมคุณค่าของหนังทั้งสองเรื่อง อาจด้อยค่าเมื่อเทียบกับหนังศิลปะสุดตัว ออกจะค่อนไปทางโชว์ตระการตาจากหนังฮอลลีวู้ดในยุคหลังเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังคู่นี้ไปได้ไกลกว่าการเป็นการแสดงโชว์ทางสายตา หรือการเป็นหนังเกรดบีสุดกระจอก (ทั้งสองขั้วยืนอยู่บนพื้นเดียวกัน คือความบันเทิงฉาบฉวย ความพาฝัน ที่พาคนดูหลบหนีจากโลกจริงไปสักสองสามชั่วโมง )นั่นคือในที่สุดหนังคู่นี่ได้พาตัวเองไปสู่หนังในอีแนวทางหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แนวทางใหม่ แต่ เป็นหนังซึ่งเป็นตัวแทนที่ชัดเจนที่สุด เรื่องหนึ่งหากเราจะเรียกหนังคู่นี้ว่า หนังอิงหนัง
ทั้งTARANTINO และRODIGUEZ นั้นจะว่าไปเคยทำหนังอิงหนังมาแล้วมากกว่าหนึ่งเรื่อง โดยเฉพาะกรณีของ TARANTINO กับ KILL BILL ที่เต็มไปด้วยเชิงอรรถมากขนาดที่สามารถเขียนแยกเป็นหนังสือได้เป็นเล่มๆ และจะว่าไปแล้ว ก็มีหนังจำนวนมากที่สร้างขึ้นเพื่อทั้งบูชาครูและล้อเลียนหนังเก่าๆ ตั้งแต่ที่ใกล้ๆ อย่าง SHAUN OF THE DEAD ที่ล้อเลียนหนัง ซอมบี้ของGEORGE A ROMERO หรือ KUNGFU HUSTLE ของโจวซิงฉือ ที่ยั่วล้อหนังกังฟูโบราณได้อย่าสนุกสนาน กระทั่งหนังที่ผู้กำกับทำขึ้นเพื่อยั่วล้อตัวเองอย่าง SCREAM (และในกรณีหนังเหล่านี้เราอาจนับเอาหนังตระกูล SCARY MOVIE และ NAKED GUN เป็นหนังอิงหนังชุดสำคัญได้ ) ไปจนถึงงานบูชาครู อย่างFAR FROM HEAVEN ของ TODD HAYNES ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชา DOUGLAS SIRK ผู้กำกับหนังน้ำเน่าอันเป็นที่รัก หรือ หนังของ GUY MADDIN ที่พยายาม สร้างให้ดูเหมือนหนังเงียบขาวดำโบราณ
แต่หาพิจารณาจากหนังกลุ่มดังกล่าว เราจะเห็นว่า หนังเหล่านี้พยายามยก ขนบ วิธีการเล่าเรื่อง หรือองค์ประกอบศิลป์ของหนังมาใช้ใหม่ บางครั้งก็อาจเลยไปถึงการใช้ตัวละครเก่าจากหนังเหล่านั้น หรือใช้ดาราเก่าที่เคยโด่งดังในบทนั้นๆมารับบทใหม่ (ดังเช่นที่ TARANTINO เคยใช้ JOHN TRAVOLTA ใน PULP FICTION และ PAM GERE ใน JACKIE BROWN) การบูชาครู การยั่วล้อ จะสนุกสนานมากขึ้นหากผู้ชมมีความรู้ในหนังแนวที่ผู้กำกับยกมา (ยกตัวอย่างง่ายๆว่า มันจะเป็นเช่นไรหากเราดู SCARY MOVIE โดยไม่รู้เลยว่ามันมาจากหนังเรื่องไหนอย่างไร) หนังเหล่านี้โดยตัวมันเอง เมื่อพิจารณาแยก บางเรื่องอาจกลายเป็นหนังที่ไร้ความหมาย ไม่มีเรื่องแน่นอนตายตัวไปได้เลย คุณค่าของมันจึงอิงอยู่กับหนังเก่า และภูมิหลังของผู้ชมที่มีต่อหนังเหล่านั้น (ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความอิน กับแนวหนังมากกว่าความเข้าใจ! ) หากกล่าวอย่างง่าย เราอาจเรียกหนังในกลุ่มนี้ว่า คือหนังที่เป็นผลผลิตของหนัง เป็นหนังที่เป็นลูกหลานของหนังด้วยกันเอง!
แต่หนังคู่ GRINDHOUSE นั้นกลับก้าวไปไกลกว่าการเป็นหนังอิงหนัง ทำไมน่ะหรือ เพราะนอกจากมันจะเป็นหนังอิงหนัง มันยังเป็นหนังอิง วัฒนธรรมการดูหนัง ซึ่งปัจจุบัน สาบสูญ ไป (ถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือยังคงอยู่แต่เปลี่ยนรูปแบบไป ซึ่งใครจะรู้อีกยี่สิบปีอาจมีคนทำหนังคารวะการดูหนังในโรงแบบ MULTIPLEX ) หนังคู่ GRINDHOUSE จึงไม่ใช่เป็นเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของแผ่นฟิลืม แต่มันคือหนังที่เป็นลูกหลานของ วัฒนธรรมการดูหนังอีกด้วย

ลองพิจารณา วิธีการของหนัง เราพบว่า ผู้กำกับถึงกับพยายามเอาฟิล์มไปขูดขีด เพื่อให้มันดูเก่าแก่ จนมีฝนตกในหนังว สีซีดจาง ขมุกขมัว เพื่อให้สมกับความเป็นหนังในโรงชั้นสอง แถมในPLANET TERROR RODIGUEZถึงกับใส่ภาวะ ฟลิ์มขาด และการฉายหนังข้ามม้วน ซึ่งเป็นประสปการณ์ที่จะพบได้เฉพาะกับการดูหนังในโรงหนังชั้นสอง หรือหนังกลางแปลงเท่านั้น (ใครจะเชื่อว่ากระทั่งการฉายหนังอย่างไร้ความใส่ใจ ในที่สุดก้เป็นวัฒนธรรมประการหนึ่ง) ที่ฮาก็คือหนังเลือกข้ามม้วนได้ในชอตเด็ดจริงๆ (ชนิดที่ว่าถ้ามันเป็นหนังฉายโรงชั้นสองจริงๆ เหล่าคนดูอาจลุกขึ้นมา พังโรงได้ ! ) ในขณะเดียวกันใน DEATHPROOF TARANTINO เลือกใช้วิธี ตัดวินาทีท้ายๆของแต่ละชอตออกไปสักหนึ่งถึงสองวินาที เราจึงเห็นอาการกระตุกไม่ต่อเนื่องของหลายๆฉาก และที่สำคัญที่สุด คือการเลือกฉายหนังสองเรื่องนี้ควบกัน แล้วคั่นกลางด้วย ตัวอย่างหนังเทียมสามเรื่อง ซึ่งทั้งสามเรื่อง ก็แสดงวิธีการทำหนังตัวอย่างแบบโฉ่งฉ่างไม่ปราณีปราศรัย ชนิดเดียวกับที่เคยเป็นในตัวอย่างหนังเกรดบียุคนั้นจริงๆ
น่าเสียดายตรงที่ว่า ผลลัพทธ์ของการฉายหนังคู่นี้ในอเมิรกาสะท้อนให้เห็นการล้มหายตายจากของวัฒนธรรมนี้จริงๆ เมื่อคนดูลุกออกหลังจากหนังเรื่องแรกจบด้วยความไม่รู้ว่ามีหนังอีกเรื่องรออยู่ และซ้ำเติมด้วยการที่ตัวผู้กำกับเองก็ยอมรับให้มีการตัดแบ่งหนังออกจากกันเพื่อฉายแยก ดังที่ปรากฏในฉบับที่ฉายทั่วโลก (รวมถึงบ้านเรา) แสดงให้เห็นอย่างย้อนแย้ง ว่าในที่สุดวัฒนธรรมของภาพยนตร์ ก็พ่ายแพ้ให้กับธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบไปจริงๆ
อย่าเราก็ดี เมื่อเราพิจารณา ปนังคู่นี้แยกจากกันแล้วโยนบริบทของการเป็น หนังอิงหนัง ทิ้งไป เราก็พบว่า หนังของทั้งคู่ยังคงลายเซ็นเฉพาะตัวของทั้งคู่ไว้ครบถ้วน แต่หนังของTARANTINO นั้นได้เปรียบกว่า ของ RODIGUEZ เนื่องจากฝีมือการเขียนบทอันเฉียบขาดของเจ้าตัว เขาปล่อยให้หนังกว่าสามในสี่ของเรื่องเต็มไปด้วยบทสนทนา หยาบๆคายๆ สมจริงตามสถานะของตัวละครในเรื่อง ในขณะเดียวกันบทสนทนาก็ยังสามารถเท่ เด็ดขาด บาดใจ โดยไม่แสดงภาวะ ฉลาดจนเกินงาม แบบหนังหลายๆเรื่อง ที่สำคัยเขาให้ตัวละครของเขา เล่าเรื่องอิงหนังอย่างเมามัน ในฉากที่สี่สาวไปดูรถซิ่งคันสุดเท่ ที่พวกเธอถวิลหามาตั้งแต่ครั้งดูหนังTHE VANISHING POINT และที่น่าสนใจมากขึ้นคือ TARANTINO ร้ายกาจพอที่จะทำเหมือนหนังเกรดบีจริงๆด้วยการโยนตัวละครหลักตัวหนึ่งทิ้งไป อย่าไม่ใยดี (ซึ่งที่จริงตัวละครตัวนี้ก็แปลกแยกจากตัวอื่นมาตั้งแต่ต้น และดูเหมือนจะใส่เข้ามาเพื่อเป็น นังยั่ว(ตามประสาหนังเกรดบี)เท่านั้น (ทำไมน่ะหรือก็เพราะว่าตัวละครตัวอื่นมันไม่สามารถเป็นนังยั่ว สำหรับครึ่งหลังได้น่ะสิ!)
ในขณะที่ RODIGUEZ เดินหน้าคารวะหนังอย่างเมามัน ด้วยการยั่วล้อทั้งหนังซอมบี้ หนังแอคชั่นแบบ เนื้อหุ้มเหล็ก ไปจนถึงหนังอีสาวเดนคุก แต่เพิ่มดีกรีโดยไม่ยั้งมือให้ตัวละครเป็นคนดี เพราะทุกตัวละครในหนังเรื่องนี้(โดยเฉพาะคู่พระนาง ) เป็นนังแรดสมควรตาย ที่สำคัญเมื่อกวาดตามองไปยังตัวละครที่รอดเราจะพบว่า นอกจากตัวละครหลัก กลับประกอบด้วย อีสาว แฝดนรกเมกซิกัน สาวผิวสี ตำรวจสาวสุดแกร่ง และหมอสาวเลสเบี้ยน (ขณะที่ตัวละครฝ่ายชายค่อยๆตายไปทีละคนสองคน! ) ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นตัวละครจากหนังเกรดบีประเภทต่างๆ ทั้งสิ้น
และแม้หนังทั้งสองเรื่อง จะเป็นหนังในรูปแบบเดิมๆ ที่ยังคงไม่รอดพ้นข้อหาเดิมๆของหนังทำนองนี้ นั่นคือความโหดเหี้ยม ถ่อยเถื่อน และการบูชาความรุนแรงของหนัง (ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าสำหรับหนังถ่อยๆ แล้ว อเมริกัน เป็นชาติที่ทำหนังแบบนี้ได้ดีที่สุดในโลก) ไม่มีคำแก้ตัว หนังหยาบเถื่อน และเต็มไปด้วย เซกซ์ และ ความรุนแรงจริง (การทำให้เป็นเหมือนการ์ตูนไม่ใช่ข้อยกเว้น ) ทั้งนี้ทั้งนั้น การพิจารณา ความเหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับผู้ชมเท่านั้น (ซึ่งนั่นล่ะ คือ สิ่งที่หนังเกรดบีเป็น)

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบของโลกภาพยนตร์ หนังคู่นี้สะท้อนถึง ความมีอยู่ ความสำคัญของวัฒนธรรมการดูหนังจำพวกหนึ่งซึ่งที่แท้ก็เป็นเพียงวัฒนธรรมย่อยแบบหนึ่งของวัฒนธรรมการดูหนัง ซึ่งมีตั้งแต่หนังกลางแปลงแบบโบราณ (ลองนึกถึง บางฉากใน CINEMA PARDISO หรือ ELECTRIC SHADOW ) โรงหนัง (ลองนึกถึง THE MAJESTIC หรือ GOODBYE DRAGON INN ) หนัง DRIVE IN ( ลองนึกถึง CECIL B DEMENTED ของ JOHN WATERS ) ไล่ไปจนถึง วีดีโอ เลเซอร์ดิสค์ ดีวีดี โรงหนังชั้นสอง ไปจนถึงโรงหนังมัลติเพลกซ์ และยังอาจพัฒนาต่อไปยังการดูหนังออนไลน์ การดูหนังเสมือนจริง วัฒนธรรมแต่ละรูปแบบเมื่ออยู่เดี่ยวๆ มันอาจไม่ได้มีคุณค่าอะไร แต่เมื่อมันถูกอ้างอิงเชื่อมโยงกับบริบท กับยุคสมัย มันก็เปล่งประกายขึ้นมาเอง ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการดูหนังแต่ยังมีอีกมากมาย อาจเป็นวัฒนธรรมการอ่าน การฟังเพลง การเคลื่อนไหวของภาษา (ที่หลายคนพยายามต้องการแช่งแข็งให้มันตาย) เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้แหละ ที่ผนวกรวมขึ้นเป็นวัฒนธรรม หาใช่ สิ่งซึ่งตายและผ่านเลยไปแล้ว (แต่บางคนพยายามยื้อไว้)ไม่ เพราะวัฒนธรรมที่แท้คือการเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้งต่างหาก และที่แท้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุด สำหรับ ผู้เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ไม่ใช่การกดวัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่งลงไป แต่คือการสร้างความสมดุลให้แต่ละวัฒนธรรม ได้มีปากเสียงอย่างเท่าเทียม พร้อมๆกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้คนในสังคมให้ (ซึ่งไม่เคยได้มาด้วยการปิดกั้น) เพื่อให้ แต่ละคน ได้เลือกวัฒนะรรมที่จะแตกกอต่อยอดไปด้วยตนเอง
FOOTNOTE
โดยส่วนตัว หนังคู่นี้คือหนังที่เป็น ORGASM ของการชมภาพยนตรื ของผู้เขียน ประจำปีนี้!

รู้สึกโกรธแทนเจ้าของหนัง หนังจะเป็นไงก็ไม่รู้อะนะจ๊ะ
เหมือนแผ่นหนังที่กอง ๆ รวม ๆ ที่นั่นที่นี่...
เหมือนโรงหนังสองเรื่องควบ ที่เคยมีเสน่ห์และเสน่ห์ที่เคยมีถูกทำลายไปแล้ว
เหล่านี้ล้วนคล้ายคลึงนะคะพี่ว่า
หมายถึง สำหรับความรู้สึกของพี่ ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่ะค่ะ
#1 By Mrs. Holmes on 2007-08-07 00:54