ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ในการฉายหนังสั้นมาราธอน สำหรับฉายหนังที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด ก่อนจะคัดเข้ารอบต่อไปสำหรับฉายในงานเทศกาลหนังสั้น ประจำปีนี้ ช่วงวันที่ 17 25 สิงหา เดือนนี้ โดยโปรแกรมฉายหนังสั้นมาราธอนนี้ (ฉายเฉพาะสุดสัปดาห์ เสาร์ อาทิตย์ ) จัดฉายที่ภัทราวดี เธียเตอร์ โดยแต่ละวันเริ่มฉายตั้งแต่ 11โมง ไปจบที่สามทุ่ม!

และนี่หนังไทยที่น่าตื่นเต้นที่สุดของงาน (นอกจากเรื่องนี้ยังมี ครูครับ ครู อีกเรื่อง ซึ่งเขียนถึงในคราวต่อไป)ทำให้ผมตัดสินใจลัดคิวเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อน เพราะ หลังจากปีก่อนหน้านี้เรามี เคียด (พัลลภ ฮอหรินทร์) และปีที่แล้วมี ไม่มีอะไรให้ดู (สุชาติ สวัสดิ์ศรี ) ปีนี้เรามี ความลักลั่นของงานรื่นเริง!

ว่ากันว่าคุณ ปราบต์ บุญปาน ทำหนังการเมืองมาหลายเรื่องแต่ผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก และชอบมากๆๆ

เนื้อเรื่องนั้นเริ่มจาก ชายหนุ่มคนหนึ่งชักชวนเพื่อนสาวให้ซื้อของมากินเล่นกันที่บ้าน ระหว่างที่ทั้งหมดกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ก็มีโทรศัพท์เข้ามา เป็นว่ามีเพื่อนหอพักข้างๆต้องการมายืมกระดาษเอสี่และปากกา หลังจากได้รับการเชื้อเชิญเข้ามาในวงสนทนา ความรื่นเริงก็นำไปสู่ความลักลั่นด้วยความขัดแย้งทางความคิดของคนสองจำพวก

หนังถ่ายโดยตั้งกล้องนิ่งๆไว้แค่สองสามมุม และสลับมุมไปมา นอกจากนั้นก็เป็นบทสนทนายาวเหยียด ของตัวละคร โดยแทบไม่มีการเคลื่อนไหวย้ายที่

หนังพูดถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการจะพูดไว้อย่างฉะฉาน และเกรี้ยวกราด ผ่านทางบทสนทนาของผู้มาใหม่ โดยหนังกำหนดให้ ผู้คนในงานรื่นเริงเป็นชนชั้นกลางวัยทำงานที่พากันพร่ำบ่นถึงปัญหาของบ้านของเมือง ตั้งแต่เรื่องทักษิณ คมช. จตุคามรามเทพ ไปจนถึงเรื่องปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องโลกร้อน โดยทั้งหมด เป็นคล้ายการระบายความอัดอั้นตันใจที่แต่ละคนมี เรื่องราวคุ้นหู ที่เล่าเรื่องเล่าคุ้นหู ด้วยความเห็นทึคุ้นหู และแน่นอนหลายครั้งเราก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเห็นแบบนั้น ก่อนที่ชายผู้มาใหม่จะตอกกลับด้วยความเห็นอันกราดเกรี้ยวกราด ที่จี้ให้เห้นถึงความเบาหวิวของชนชั้นกลาง ที่มองปัญหาเรื่องการเมืองว่าเป็นเพราะความชั่วช้าของอำนาจเก่า โดยไม่เคยแยแส การรับประหาร หรือการ ทำเพียง บริโภคปัญหาโลกร้อน- เพื่อให้เข้าสมัยโดยไม่สนใจมันอย่างจริงจัง

เปล่าประโยชน์ที่ผมจะอธิบายถึงใจความของนั้น เพราะมันถูกใส่เข้าไปอย่างอัดแน่นและกราดเกรี้ยว ในหนังเรื่องนี้แล้ว ซึ่งควรจะได้ดูมัน และหลายต่อหลายเรื่องควรจะได้รับรู้ด้วยตนเอง ขณะนั่งดูหนัง หลายคน อาจรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า แน่นอน เพราะกลุ่มเป้าหมายของหนังเรื่องนี้คือเหล่าชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งเบาหวิวเหลือทนดังที่ชายคนนั้นกล่าวหา หลายคนอาจโกรธจนตัวสั่น และหลายคนอาจรู้สึกอยากตบเข่าฉาดที่หนังเรื่องนี้กล้าพูดในสิ่งที่พวกเขาหรือเธอได้แต่เก็บไว้ในใจ

นี่คือหนังที่กล้าหาญและน่าสนใจ มาก เพราะช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่ท่ามกลางสภาพความง่อนแง่นของบ้านเมือง เช่นนี้ เราพบหนังที่ว่าด้วยความเป็นไปในบ้านในเมืองได้น้อยมาก และแทบจะคาดหวังไม่ได้เลยแม้แต่น้อยกับหนังที่ฉายโรง (แม้บางเรื่องพยายามจะแตะสิ่งเหล่านี้แต่ก็ยังต้องหลบเลี่ยง และอ้อมค้อมมากๆ )

อย่างไรก็ดี ความกล้าหาญและกราดเกรี้ยวของหนัง ก็อาจส่งผลร้ายต่อหนัง (ที่ไม่ใช่ในแง่การคุกคามทางการเมือง เพราะหนังแทบไม่ได้ฉายในวงกว้าง ) ได้เช่นกัน

หากเรามองเปรียบเทียบหนังการเมืองไทยสามเรื่อง เราจะมองเห็นความแตกต่างที่น่าสนใจมากขึ้น(ขออภัยแทนท่านที่ทำหนังสั้นการเมืองใต้ดินหลายต่อหลายท่าน เนื่องจากผมหาดูหนังเหล่านั้นไม่ได้จึงไม่ได้นำมาใส่ไว้ในที่นี้ ) ในกรณีของ ไม่มีอะไรให้ดู ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี มันคือการมองกลับจาก ผู้ที่เคย ผ่าน วิกฤตทางการเมืองมาแล้ว เคยอยู่ร่วมในยุคสมัยมืดทมิฬ การมองย้อนหลับหลังของ คุณสุชาติ ให้ภาพกว้างของการเมืองไทยด้วยลีลาของการทอดอาลัย ในขณะที่ คุณพัลลภ เลือกมองผ่านมุมมองของศิลปิน ภาพในหนังของคุณพัลลภต้องการการตีความเพื่อเข้าถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ภาพที้เห็นจึงไม่ปะติดปะต่อ แต่ต้องการการร้อยเรียงร่วมกันซ้ำ

ในขณะที่ ความลักลั่นของงานรื่นเริง ของ คุณปราบต์ กลับเลือกที่จะพูดมันออกมาตรงๆโดยไม่สนใจจะเปลี่ยนแปลง ซ่อนมันไว้ หรือทิ้งนัยยะให้ตีความ ในทางหนึ่งมันเต็มไปด้วยดิบสด และส่งผลโดยตรงต่อผู้รับสาร แต่ในอีกทางหนึ่งมันอาจสร้างการต่อต้านขึ้นได้โดยง่ายเช่นกัน บทสนทนาในหนังจัดอยู่ในขั้น ยัดเยียดสารให้กับผู้ดูโดยจับมันยัดใส่ปากตัวละคร หลายครั้งตัวละครพูดราวกับหลุดออกมาจากหนังสือการเมือง เอียงซ้ายมากกว่าจะเป็นบทสนทนาจริงๆ (อย่างไรก็ตาม มีคนหลายคนที่พูดเช่นนั้นในชีวิตจริงซึ่งเป็นผลจากการอ่านหนังสือมากเกินไป จนวิธีคิดไหลออกมาในคำพูด)

ที่น่าสนใจอีอย่างหนึ่งคือการสร้างตัวละคร ของเรื่อง แบบขาวจัดดำจัด โดยหนังให้ ผู้คนในงานรื่นเริง รับเหมาภาพของชนชั้นกลางผู้เพิกเฉยไปเสียทั้งหมด พวกเขาใส่ใจปัญหาเพียงพื้นผิวเฉพาะที่กระทบตัว กินดีอยู่ดี และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางในขณะที่ตัวละครชายผู้มาใหม่ ได้รับการแนะนำตัวในฐานะ ทีมงาน รัฐศาสตร์สาร ในทางหนึ่งมันทำให้หนังราบรื่นขึ้นเพราะไม่แปลกที่บทสนทนาเจ็บๆนั้นจะมาจาก คนทำ รัฐศาสตร์สารแต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็เท่ากับเป็นการขีดเส้นกลายๆว่าฉันพูดเช่นนี้ได้เพราะฉันเรียนคณะรัฐศาสตร์ บางทีมันอาจน่าสนใจมากขึ้นหากเราไม่รู้ปูมหลังของตัวละครเลย

ที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือ ท่าทีของตัวละคร นั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ ยังสะท้อนความลักลั่นของผู้ต่อต้านได้อีกด้วย เมื่อตัวละครฝ่ายต่อต้านเองก็มีทีท่า ยกตนข่มท่านอยู่ในที การพูดโดยน้ำเสียงและท่าทางแสดงความอิดหนาระอาใจ แก่คนร่วมงานเลี้ยง ในทางหนึ่งคือการแสดงออกว่า ฉันอยู่เหนือเธอ (เพราะฉันคิด) ซึ่งท่าทีเหล่านี้เอื้อให้เกิดการต่อต้านได้ง่าย (แน่นอนมันจะมาจากความหมั่นไส้ รำคาญในท่าทีมากกว่าการให้ความสนใจในเนื้อหาอย่างแท้จริง ) ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้พบเสมอไม่ใช่เฉพาะในหนังแต่ในทุกวงสนทนา รวมทั้งภาวะ MORAL DILEMMAที่ตัวละครพูดถึง ซึ่งดูเหมือน คุณปราบต์จะใช้มันเสียดเย้ย ผู้ต่อต้าน ที่ยัง ลักลั่นอย่างรื่นเริงกับความคิดของตน (ทั้งๆที่เรื่องที่เป็น MORAL DILEMMA นั้นต้องเพียงเปลี่ยนวิธีคิดให้พ้นไปจากเรื่องชนชั้นไปยังเรื่องของมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้นเอง )

อย่างไรก็ดี หนังไม่ได้ละทิ้งศักยภาพของภาพยนตร์เพื่อโยนมันให้กับบทสนทนาเสียทั้งหมด ความเงียบและมืด เป็นเวลายาวนาน ในช่วงท้ายของเรื่อง(ต่อจากฉากสำคัญที่แสดงความเบาหวิว และไร้สติ เต็มไปด้วยโทสะ โมหะ ของคนชั้นกลางได้อย่างเจ็บปวดมาก) ความเงียบท่ามกลางจอมืดนานเกือบสามนาทีนี้อาจถือได้ว่าเป็น ไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนี้ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า คนดูทำอะไรในสามนาทีอันยาวนานนั้น ระหว่าง คิดทบทวนอย่างมึนงง เพราะโดนตบกะโหลกซ้ำๆจากบทสนทนาก่อนหน้านี้ หรือเพียงรอคอยอย่างอึดอัดว่าเมื่อไรจะเปิดไฟสว่าง และหนังจะจบเสียที ความคิดของคนดูนำไปสู่บทสรุปของสถานะของคนดูแต่ละคนซึ่งควรผุดบังเกิดในใจของผู้ดูเอง

หนังจบลงอย่างเจ็บปวด เพราะมันสะท้อนสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยเรื่องที่ ทำเป็นลืมๆไปเสียเถิด แม้ผีของผู้คนที่สูญหาย คนที่ตาย คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจะยังหลอกหลอนพวกเราอยู่เราก็ยินดีจะ ทำเป็นลืมๆเสีย ซึ่งบางที อาจเพื่อความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ซึ่งไม่มีอยู่จริง!

ฉากสุดท้ายของหนัง คือความสะใจยิ่ง เพราะเรามักถนัดกับการ ลบความทรงจำเลวร้ายออกจากหัวเพื่อตราประทับเฉพาะความทรงจำที่ดี ในรูปที่ทุกๆคนพลันใส่เสื้อเหลืองโดยพร้อมเพรียง!

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หวังว่าจะได้ดูตอนจัดที่ grand egv อ่ะ

#1 By merveillesxx (58.8.128.37) on 2007-07-31 00:13

อืมมมม ตอนจบมันเจ็บอั่ก!!

นี่ขนาดไม่ได้ดูนะคะเนี่ย

#2 By zhzq~ on 2007-08-01 01:04

อ่านแล้วเหมือนจะอยากดู
แต่กลัวโดนตบหน้า
เพราะลึกๆแล้วรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงชนชั้นกลางที่เบาหวิว

ว่าแต่ตอนจบนี่สุดยอดจริงๆ อ่านแล้ว ถนัดจริงๆ

#3 By cotton (58.9.163.47) on 2007-08-05 00:01

เรียน คุณ filmsick

ขอบคุณมากครับสำหรับบทวิจารณ์ที่ดีมากชิ้นนี้ ซึ่งดีมากจนกระทั่งผมรู้สึกกระดากอายว่า ผมทำงานกับ "หนังสั้น" เรื่องนี้น้อยมาก หากเทียบกับการทำงานหนักผ่านบทวิจารณ์ชิ้นนี้ของคุณ filmsick
เมื่อ "หนังสั้น" เรื่องนี้จบการเดินทางของตัวมันเองลงเรียบร้อยแล้ว หลังจากฉายในเทศกาลหนังสั้นรอบสุดท้ายไปเมื่อคืนนี้ ผมก็จะพยายามสนทนากับความคิดเห็นต่าง ๆ ที่คนดูมีต่อ "หนังสั้น" เรื่องนี้ ภายในเร็ววันนี้ครับ และแน่นอนว่าคงจะต้องสนทนากับคุณ filmsick ด้วย



ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ

#4 By ปราปต์ (58.10.27.244) on 2007-08-20 14:58

ตอบคุณ ปราบต์

น่าเสียดายที่ผมไม่เคยดูหนังเรื่องก่อนหน้าของคุณครับ เลยไม่สามารถจะพุดถึงรวมๆได้ เลาะตะเข็บเอาจากงานชิ้นนี้ที่ได้ดู และเท่าที่ได้รู้ข้อมูลเพิ่มจากพี่ MdS

หวังว่าจะได้สนทนากันในเร็ววันครับ

ขอบคุณมากครับ ที่แวะมาอ่าน

#5 By filmsick on 2007-08-20 16:15