THE FIFTH HORSEMAN IS FEAR ความกลัวคือเครื่องมือ
posted on 15 Jul 2007 20:01 by filmsick in see-it-and-die
แรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาคือ หมอBRAUN แต่เมื่อนาซีรุกคืบเข้ายึดครองเชค หมอBRAUN ถูกระงับสิทธิ์ในการให้การรักษาพยาบาล เขากลายเป็นเพียงเสมียนระดับล่างที่ทำงานทำทะเบียน จดรายชื่อข้าวของที่ยึดมาจากคนยิว แต่ละวันเดินถือสมุดบันทึกไปในห้องโถงที่ทะลักล้นด้วยเปียโน ผนังที่พรืดไปด้วยนาฬิกา ผนังทางขึ้นเรียงแถวด้วยไวโอลิน ในตอนเย็นเวลากลับบ้านเขารู้สึกหวาดกลัวว่ามีใครตามมา เกิดนิมิตหลอนว่านาซีบุกมายึดข้าวของของเขา
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายคนหนึ่งถูกยิงบาดเจ็บหลบเข้ามาในแฟลตของเขา ชายคนนั้นเป็นญาติของเพื่อนร่วมแฟลตที่อาศัยอยู่กับเมียและลูกเล็ก ชายคนนั้นขึ้นมาหาหมอBRAUN ที่ชั้นห้า ขอให้เขาทำการผ่าตัดอย่างลับๆ หลังจากผ่าเสร็จ หมอบอกว่า คนเจ็บต้องการมอร์ฟีน แต่ไม่มีใครมี หมอBRAUNจึงต้องออกไปตระเวนตามหามอร์ฟีน ทั้งที่มีกฎห้ามคนยิวออกนอกสถานที่ยามวิกาล ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความกลัวที่เข้าครอบงำยุคสมัย เพื่อนบ้านร่วมแฟลตของเขามีท่ามีประหลาดจนไม่รู้ว่าจะพึ่งใครได้และใครที่จะเป็นคนช่างฟ้อง จนเมื่องตำรวจลับนาซีบุค้นแฟลตในยามวิกาล ผลักทุกคนไปสู่ความกลัวถึงขีดสุด
หนึ่งในหนังMASTERPIECE ของภาพยนตร์CHZECHNEW WAVE และ MASTERPIECE ของภาพยนตร์โลก ที่ถูกมองข้ามไป หลังจากออกฉายและโดนแบนในประเทศ (ในยุคคอมมิวนิสต์) หนังด้ไม่ได้รับการจัดทำออกมาป็นวีดีโอหรือ DVD จนหลายสิบปีผ่านพ้น ผู้คนจึงมีโอกาสได้ยล หนังเรื่องนี้อีกครั้ง
หนังปี 1964 ของ ZYBNECK BRYNYCH หนึ่งในผู้กำกับ เชคนิวเวฟ พาเราย้อนกลับไปในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่นาซีแผ่ขยายอำนาจทั่วภูมิภาค ยุโรป แม้สงครามจะจบและ นาซีจะพ่ายแพ้ แต่ในอีก สี่ปีหลังจากหนังออกฉายรัสเชียกรีทาทัพบุกเชค ตามด้วยการกลายเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ อีกหลายสิบปี ดังนั้นภาพย้อนสมัยในหนังเรื่องนี้ในที่สุดกลับกลายเป็นภาพทำนายอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับประเทศตน นอกจากนี้ยังเป็น แบบจำลองของ โลกที่ประชาชนตกอยู่ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จของรัฐผเด็จการ ไม่ว่าที่ไหนในโลก กระทั่งบ้านเราก็ไม่เว้น
ในครึ่งแรกของหนัง เต็มไปด้วยภาพฝันหลอนสสุดพิลาศพิไล ในฉากเปิดเรื่อง ตารางไม่รู้จบ และเมื่อกล้องตัดภาพขยับเข้าไปเรื่อยๆเราจึงมองเห็นว่ามันคือแผ่นป้ายโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ ตัวหนังสือบนป้ายเขียนว่า เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนหากเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากลให้โทรแจ้งเบอร์ 44811เพื่อรัฐ ภาพนี้ในหนแรกมันอาจดูเป็นเพียงป้ายประกาศ แต่ใครจะคิดว่าในเวลาต่อมาป้ายนี้จะกลายเป็นเรื่องขนหัวลุก
ช่วงแรกของหนังฉายภาพงานของหมอ BRAUN ภาพคนตัวเล็กจ้อยท่ามกลางทรัพย์สิ้นกองมหึมา (ซึ่งที่จริงยึดเอามาจากมวลมหาประชาชน ภาพของ ห้องเปียโน ผนังนาฬิกาแขวนป้ายติดที่มา กลายเป็นภาพที่ทั้งสวยงาม และกดดันจนขนหัวลุก ชายชราเดินถือสมุดบันทึกไล่จดไปเรื่อยๆ ในเสียงดนตรีประกอบหลอกหลอน ยามเมื่อลเกงานเขาเดินกลับบ้านป่านผ่านตรอกคดเคี้ยวอับชื้น นิมิตหลอนว่า มีพวกนาซียืนอยู่ปากทางขนของของเขาขึ้นรถไปหมด
หมอ BRAUN อาศัยเงียบๆอยู่ชั้นบนสุดของแฟลตเก่าๆ มีเพื่อนบ้านเป็นหญิงชราหูตึงชั้นล่าง หญิงชราอดีตครูเปียโนที่อยู่กับหมาหลังสูญเสียลูกชายในสงคราม ครอบครัวชนชั้นกลางไฮโซคอรบครัวหนึ่ง ครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพที่มีลูกเล็ก และ ชายโสดเจ้าระเบียบที่เป็นผู้ดูแลแฟลต จนคืนหนึ่งเขาถูกตามไปผ่าตัดให้ญาติของเพื่อนร่วมแฟลต
มนุษยธรรมนำมาซึ่งเรื่องยุ่งยากI THINK , THEREFORE I AM เพราะฉันคิด , ฉันจึงมีอยู่ ถ้อยคำของเดสคาร์ต กระตุ้นเตือนให้หมอลงมือทำเรื่องทั้งหมด นับจากฉากนี้ หมอกลายเป็นเสรีชน ที่คิดเป็น ทำทุกสิ่งเพื่อความถูกต้อง เพื่อมนุษยธรรม หากแต่ หมออาศัยอยู่ในโลกยุคที่ คนยิวถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คน ภายใต้ระบอบคิดแบบผเด็จการ มนุษย์ทำหน้าที่เพียงสิโรราบต่ออำนาจรัฐ การ คิด ไม่ได้นำมาซึ่งการมีชีวิตอีกต่อไป หากนำมาซึ่งความตาย ในฐานะผู้ต่อต้านอำนาจรัฐ ในห้วงยามนั้น การไม่คิด (ไม่พยายามคิด การพยายามไม่คิดหรือการไม่คิดอะไรเลย) ต่างหากที่ทำให้มนุษย์ใต้ระบอบ มีอยู่!
ในช่วงที่สองหนังพาเราไปท่องบนถนนของกรุงปารก หมอแวะไปหาน้องสาวที่ซ่องโสภณีของนาซี ไปเยี่ยมเยียนเพือ่นที่เมียกลายเป็นบ้า และไปจบลงที่โรงพยาบาลบ้า หนังแสดงภาพชวนตกตะลึง ด้วยองค์ประกอบศิลป์สุดวิเศษ ในฉากในผับที่ทุกคนรื่นเริงราวกับนี่จะเป็นวันสิ้นโลก หรือภาพมุมเงยของแฟลตสูงหลายชั้นเงยขึ้นไปเห็นคนแอบมองจากราวบันได คนแอบมองจากซอกประตู และโรงพยาบาลบ้าที่สว่าง อย่างน่าสะพรึง หมอที่โรงพยาบาลคิดว่าหมอ BARUN เป็นบ้า (ที่จริงเขาเมา) ก่อนที่จะสาธยายถึงการฆ่าตัวตายของคนยิวในยุคนาซี เมื่อเราคิด เราจึงไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมอได้มอร์ฟีนมาด้วยความคิดที่ว่าเขาอาจใช้มันในการฆ่าตัวตาย
มอร์ฟีนในหนังไม่ได้มีความหมายเพียงยาระงับปวด มอร์ฟีนใฟ้ฤทธิ์เคลิ้มฝัน หลบหนีไปจากโลกจริง การตามหามอร์ฟีนของหมอ พาเขาท่องไปในโลกที่ผู้คนพากันฉีดมอร์ฟีนให้ชิวตตนเองเพราะหากเขาตื่นรู้ในความจริง มันมีแต่ความเจ็บปวดไม่สิ้นสุด มอร์ฟีน เป็นสัญญะของการหลบหนีออกจากโลกของนาซี ทางหนึ่งคือการบรรเทาความเจ็บปวด อีกทางคือใช้เพื่อตายเสียให้พ้นไป ยิ่งเมื่อหมอค้นพบความจริงว่า หมอไฮโซชั้นล่างมีมอร์ฟีน อยู่เอง (หมอชั้นล่างเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ใช้ชีวิอยู่อย่างหรูหรา ฟุ้งเฟ้อซึ่งนั่นคือหนทางระงับปวดประการหนึ่ง) มอร์ฟีนก็เป็นสัญญะที่ชัดเจนขึ้น
และในช่วงสุดท้ายของหนัง มันกลับเดินหน้าอยู่แต่เพียงในแฟลต เล่นสนุกกับไฟทางขึ้นบันได ที่จะดับเอง และต้องกดซ้ำ ในฉากนี้ หนังบางครั้งทิ้งตัวละครไว้ในความมืดและคนดูใจหายใจคว่ำทุกครั้งที่ไฟสว่างวาบ การบุกตรวจค้นยามค่ำคืนของนาซีไม่ให้เจ้าบ้านตั้งตัว ขณะที่หมอพยายามซ่อนคนไข้ของตนอย่างทุลักทุเล ฉากการบุตรวจครั้งแรกดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ แทบไม่มีเสียงดนตรีประกอบมีเพียงเสียงส้นรองเท้าย่ำไปบนพื้นไม้ เสียงเคาะประตู และทุกอย่างเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่การบุกในช่วงสุดท้ายจะไล่ต้อนคนดู(และตัวละคร)ไปสู่ห้องมืด เปิดเผยความจริงถึงการ ที่ประชาชนทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ ภายใต้รูปรอยของการเป็นเด็กดีของพ่อแม่
หนังอาศัยภาพมุมก้มและมุมเงยในการกดดันคนดู โดยเฉพาะโถงบันไดกลางแฟลตถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด(หนังจะใช้กล้องแทนสายตาของคนยืนบนบันไดมองลงมา หรือมองขึ้นไปตลอดเวลา) ภาพมุมเงย สะท้อนการถูกจ้องมองจากผู้คนที่กระทำตัวเป็นแขนขาของอำนาจรัฐ ขณะที่ภาพมุมก้มมองสวนลงมาเหมือนอำนาจรัฐที่กดทับคนดู (ภาพที่เราเห็นในฉากนี้คือการมองดูเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาบุกจับหญิงชราผู้หนึ่ง ซึ่งโถบันไดวนทำหน้าที่คล้ายกรงขัง และมุมมอง จับจ้องอำนาจรัฐจากเบื้องบนไม่ใช่ตาคน แต่เป็นตาของรัฐ
นอกจากภาพ หนังยังเต็มไปด้วยเสียงรบกวน ตลอดเวลา ทั้งนาฬิกาปลุกโทรศัพท์ กริ่งประตูบ้าน เสียงเด็กทารกในหนังเรื่องนี้แทบไม่มีใครได้ทำกิจกรรมที่กำลังทำอยู่สำเร็จเสร็จสิ้น เพราะพวกเขาล้วนถูกรบกวนจากเสียงเหล่านี้ เสียงเตือน เสียงร้องหา เสียงที่เป็นเสมือนอำนาจรัฐจับตาทุกการกระทำของทุกตัวละคร
ชื่อหนังขยายความมาจากตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ ที่พูดถึง มนุษย์บนหลังม้าสี่คน ที่หมายถึงสี่ประการที่จะทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ชายลง สิ่งนั้นประกอบด้วย ม้าสีขาว คือโรคระบาด ม้าสีแดงคือสงคราม ม้าสีดำคือสตรี และม้าสีเทาคือ ความตาย และหนังเรื่องนี้ยั่วล้อถึงม้าตัวที่ห้า นั่นคือ ความกลัว- ความกลัวนี้เองที่ทำให้คนตกเป็นเครื่องมือของอำนาจรับ เพื่อนกลายเป็นศัตรู คนที่เคยช่วยเหลือกัน กระทั่งศพก็ยังไม่เหลียวมอง และเป็นความกลัวนี้เองที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำลายมนุษย์
และแม้ว่าในเวลาปัจจุบัน นาซีได้ล่มสลายไปยาวนานแล้ว แต่ผเด็จการยังคงเกิดใหม่ทุกวัน หนังคือภาพร่างคร่าวของประชาชนที่ตกอยู่ภายใต้ความกลัวอันเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้ เสมอมา ความกลัวถึงสถานะที่ไม่มั่นคง ความกลัวที่จะไม่ได้เลือกตั้ง ความกลัวที่จะไม่มีรัฐธรรมนูญ ความกลัวคือเครื่องมือเสมอ
ฉากสุดท้ายของหนังพาเราย้อนกลับมาที่ป้ายประกาศนั้นอีกครั้ง ตัวหนังสือบนป้ายเขียนว่า เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนหากเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากลให้โทรแจ้งเบอร์ 44811เพื่อรัฐ ตัวหนังสือบนป้าย ทำให้ผมใคร่ครวญไปถึงบางป้ายที่ออกมารณรงค์ให้คนไปรับร่างรัฐธรรมนูญในบ้านเรา เป็นเด็กดีของพ่อแม่ เป็น เครื่องมือของเครื่องมือ ที่อำนาจรัฐ ใช้กับเรา เครื่องมือที่อาศัยเชื้อเพลิงชื่อ ความกลัว
อ่านเพิ่มเติมเรื่องTHE FOURTH HORSEMAN ที่นี่ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Four_Horsemen_of_the_Apo calypse

#1 By bact' (58.136.73.202) on 2007-07-15 20:28