I WISH I KNEW HOW IT WOULD FEEL TO BE FREE

posted on 25 Jun 2007 16:32 by filmsick  in my-S-P-A-C-E

I wish I knew how
It would feel to be free
I wish I could break
All the chains holding me
I wish I could say
All the things that I should say
Say 'em loud say 'em clear
For the whole round world to hear
I wish I could share
All the love that's in my heart
Remove all the bars
That keep us apart
I wish you could know
What it means to be me
Then you'd see and agree
That every man should be free

I wish I could give
All I'm longin' to give
I wish I could live
Like I'm longin' to live
I wish I could do
All the things that I can do
And though I'mæÃ¦ way over due
I'dæÃÂý be starting a new

Well I wish I could be
Like a bird in the sky
How sweet it would be
If I found I could fly
Oh I'dæÃÂý soar to the sun
And look down at the sea
Than I'd sing cos I know - yea
Then I'd sing cos I know - yea
Then I'd sing cos I know
I'dæÃÂý know how it feels
Oh IæÃÂý know how it feels to be free
Yea Yea! Oh, IæÃÂý know how it feels
Yes IæÃÂý know
Oh, IæÃÂý know
How it feels
How it feels

********************

ฉันปรารถนาที่จะรู้ว่ามันเป็นเช่นไร

ที่ได้มี เสรีภาพ

ฉันปรารถนาจะทำลาย

ทุกโช่ตรวนที่พันธนาฉันไว้

ฉันปรารถนาที่จะพูดในสิ่งซึ่งฉันต้องการพูด

พูดดังๆ พูดชังๆ กระทั่งโลกทั้งใบ ได้ยิน

ฉันปรารถนาที่จะได้แบ่งปัน

ความรักทั้งหมดใหนดวงใจ

ลบเลือนเส้นคั่น ที่กั้นเราไว้

ฉันปรารถนาจะเข้าใจ

ความหมายใดๆในตัวฉัน

แล้วเธอจะรู้ เธอจะเข้าใจ

ว่าทุกผู้นามไซร้ ย่อมต้องมีเสรี
ฉีนปรารถนาที่จะให้

ในทุกสิ่งที่ฉันมี ตราบเท่าที่ฉันมีชีวิต

ฉันปรารถนาที่จะทำ ในทุกสิ่งซึ่งฉันทำได้

แม้จะมืดมนหนทาง ฉันก็จะเริ่มทำ ณ.บัดนี้


ฉันปรารถนา จะเป็นเช่นนกน้อยบนฟากฟ้า

มันอ่อนหวานเพียงไรถ้าหากได้โบยบินไปไกลกว่า

มุ่งสู่แสงตะวันเพื่อเหมือมองท้องทะเล

ฉันจักร้องเพลงอ่อนหวาน เพราะฉันรู้ว่านั่น

คือความรู้สึกของเสรีภาพ

ผมรู้จัก NINA SIMONE ครั้งแรกจากหนังเรื่องPOINT OF NO RETURN ของ JOH BADHAM ที่นำแสดงโดย BRIDGET FONDA ตังหนังเป็นเวอร์ชั่น อเมริกัน รีเมค ของหนังฝรั่งเศสสุดดังLA FEMME NIKITA ที่กำกับโดย LUC BESSON ตัวหนังเล่าเรื่องของอีสาวขี้ยาที่ถูกตำรวจจับได้ ถูกประหารชีวิต แล้วถูกนำมาฝึกเป็นมือสังหารของทางการ หนังพูดถึงผู้หญิงสิ้นหวังในชีวิตที่กลฃับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ตัวหนังฉบับ รีเมคนั้นไม่ได้เป็นหนังดีสักเท่าไหร่ แต่ตัวละครในหนังใช้ชื่อตัวเองในหการเป็นสายลับ ว่า NINA SIMONE เพราะสิ่งเดียวที่เธอจำได้คือเธอชอบฟังเพลงของNINA SIMONE

เป็นเวลาหลายปีที่ผมได้ยินเฉพาะชื่อ โดยไม่เคยฟังเพลงของเธอ เพราะในยุค pre CD (ปลายยุค PEACOCK) เพลงแบบนี้ตามต่างจังหวัดหาฟังยากมาก จนในหลายปีต่อมา ผมจุงได้พบปะอย่างเป็นทางการกับเสียงแหบห้าว ทรงพลัง เศร้าสร้อยแต่เข้มแข็ง ของ NINA SIMONE

ทชื่อจริงของ NINA SIMONE คือ EUNICE KATHERYN WAYMON เธอเกิดใน north Carolina ในครอบครัวเคร่งศาสนาที่เป็นชนชั้นแรงงาน เธอเริ่มเล่นเปียโนในโบสถ์ และฉายแสงการเป็นนักดนตรี กระทั่งครอบครัวเธอ ต้องหาทางเจียดเงินเพื่อส่งเธอไปเรียนเปียโน ตอน สิบขวบ เธอได้แสดงคอนเสริ์ตของตัวเธอเอง ในเมืองเกิด แต่พ่อและแม่ของเธอถูกบังคับให้ไปนั่งแถวหลัง เพื่อเว้นที่ด้านหน้าให้กับคนขาว เธอจึงปฏิเสธที่จะแสดงจนกว่าพ่อแม่ของเธอจะได้กลับมานั่งที่เดิม นั่นคือจุดเริ่มต้นของเธอในฐานะนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผ่านทางดนตรีของเธอ

ตอนอายุ 17 เธอตั้งความหวังที่จะเป็นนักเปียโนคลาสสิค และสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนดนตรีมีชื่อ แต่เธอถูกปฏิเสธซึ่งเธอเชื่อว่ามันเกิดขึ้นเพราะเธอเป็นคนดำ เธอจึงออกมาเล่นดนตรีตามผับ โดยใช้ชื่อ NINA SIMONE ชื่อ NINA แปลว่า เด็กหญิงตัวเล็กๆในภาษาเสปน ส่วน SIMONE นั้นเธอได้มาจาก ชื่อของดาราสาวชาวฝรั่งแศสจากหนังเรื่องQUEST d OR ที่เธอได้ดู เธอรับจ้างเล่นดนตรีหาเงิน และใช้ชื่อปลอมเพื่อไม่ให้แอม่เธอรู้ว่า เธอเล่น ดนตรีของปีศาจ-

เธอเริ่มโด่งดังจากกรบันทึกเสียง I LOVE YOU PORGY ที่แต่งโดย GEARGE GERSHWIN แล้วได้ออกอัลบั้มมากมาย เธอไม่เคยยอมถูกจำกัดให้เป็นนักดนตรีแนวใดแนวหนึ่ง ตลอดระยะเวลาของเธอ เธอทำดนตรีทุกแนว ทั้ง JAZZ , SOUL , FOLK dกลายเป็นนักร้องนักดนตรี ที่โลกต้องจดจำ

ว่ากันว่า NINA SIMONE เป็น PERFECTIONIST (ในปี 1995 เธอยิงลูกชายของเพื่อนบ้าน เพราะเขาทำลายสมาธิในการร้องเพลงของเธอ ) นั่นทำให้เธอค่อยๆกลายเป็นโรคประสาท เธอใช้ยากล่อมประสาท เพื่อควบคุมสมาธิ และในระยะหลังเธอย้ายไปอยู่ BARBADOS แยกทางกับสามี และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในปี 2003

เธอเขียนไว้และร้องเพลง เพื่อต่อต้านการเหยียดผิว MISSISIPI GODAMN เขียนขึ้นจากเหตุการณ์ณ์ระเบิดโบสถ์ที่คร่าชีวิตคนดำไปถึง 4 คน เ STRANGE FRIUT เพลงเก่าของBILLIE HOLIDAY เพื่อนสนิทของเธอ ถูกนำมาร้องใหม่ โดยคำว่า STRANGE FRIUT หมายถึงชายผิวสีคนหนึ่งที่ถูกคนขาวแขวนคอกับต้นไม้ เพลง FOUR WOMAN ที่เธอเขียนไว้ เล่าถึงผู้หญิงสี่แบบ ที่ผู้หญิงผิวสี ถูกทำให้เป็น

เพลง I WISH IKNEW HOW IT WOULD FEEL TO BE FREE เป็นฝีมือการแต่งของ BILLY TAYLOR ตัวเพลงแต่งขึ้นเพื่อเป็นเพลงแห่งการต่อสู้สิทธิมนุษยชน นอกจากเพลงนี้ เธอนำเพลงนี้มาร้องในปี 1968 หลังการตายของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และไม่จำเป็นต้องเป็นคนดำ ในโลกที่ไร้เสรีภาพ เพลงนี้ยังคงมีความหมายพิเศษที่พึงจดจำ

NINA SIMONE คือตำนาน เธอยังคงถูกกล่าวถึง เพลงของเธอยังมีคนฟังและชื่นชม และพลังของเธอยังคงเปล่งประกายอยู่ในเสียงของเธอ และนี่คือเพลงที่ผมดีใจมากที่ได้ฟัง แม้คนจะรู้จักเพลงนี้เมื่อLIGHTHOUSE FAMILY นำมาร้องใหม่ (โดย เอาไปรวมกับเพลงONE ของ U2 ) แต่นี่คือต้นฉบับที่วิเศษสุดครับ

เรียบเรียงจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Nina_Simone

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เคยชอบเวอร์ชั่นของ Lighthouse Family ครับ

เวอร์ชั่นนี้ก็โอเคนะ ผมว่า

ปล.มีอยู่ช่วงนึงผมเปิดเพลงนี้วนๆวนมาทั้งวันแหละ บ้าปะล่ะ 555

#1 By จิปาถะ on 2007-06-25 17:45

อย่างที่คุยกันไว้ว่า ต้นฉบับทำให้
light house Family กลายเป็น
ไมเคิล แจ็คสันไปเลย

#2 By ON AIR on 2007-06-25 23:03

#3 By sofa on 2007-06-26 11:43

เพิ่งรู้ว่าเพลง Free/One ของ Lighthouse ตัวเพลง Free เอามาจาก Nina Simone ส่วนเพลง One รู้อยู่แล้วว่าเป็นของ U2

เพิ่งฟังเพลงของเธอไปในรวมชุด Diva ของพ่อ

Love Me Or Leave Me

ไม่รู้ว่าเป็นเพลงของเธอ หรือเธอเอามาร้อง

#4 By < Cotton Mania > on 2007-06-28 10:05