CLEAN , SHAVEN : FILM OF FILMSICK

posted on 24 Jun 2007 12:07 by filmsick


เสียงเอียดออดของลมที่เสียดสีทุ่งหญ้า เสียงฝนหล่นทะเลมืดหมอง เสียงนกนางนวลโหยหวนไกลๆ เสียงคลื่นวิทยุที่โนรบกวน ราวกับใครสักคนหมุนเปลี่ยนสถานีตลอดเวลา เสียงเครื่องบินแหวกอากาศเสียดระคายหู เสียงเครื่องจักรทำงานเป็นจังหวะชวนคลื่นเหียน กระทั่งเสียงของกระแสไฟฟ้าเสียดสีกับสายลวดทองแดงของสายไฟฟ้า ทั้งหมดนั้นหูของ PETER WINTER ดักจับและได้ยิน มันทั้งหมด และมันรบกวนเขาตลอดเวลาแม้จะอยู่ในห้องขังซึ่งเงียบและมืด


เช้าวันหนึ่ง PETER ออกมาจากห้องขัง เขาขโมยรถคันหนึ่ง โดยมีเด็กหญิงคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์ เขาเอารถมา ขับไปเรื่อยๆ นิ่งฟังสรรพสำเนียงไม่ทราบที่มา ก้องกระทบโสตประสาทจนเขาแทบคลั่ง เขาตั้งใจจะไปหาลูกสาว ที่เขามีเพียงรูปของเธอตอนเป็นทารก เขาหวาดกลัวการมองใบหน้าตัวเอง เขาจึงทุบกระจกรถที่ขโมยมา ไม่ก็ห่อมันด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เวลาเข้าพักโรงแรม เขาก็ห่อกระจกทุกบาน อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณจนแดงไปหมด ลงมือ โกนหนวด โกนขน ตัดผมติดหนังหัว จนแผลเต็มตัว ราวกับว่าไม่ว่าจะทำสักเท่าไหร่ก็ไม่พอ เขาแวะไปหาแม่ผู้หมางเมิน และพบว่ามีคนอุปการะลูกสาวของเขาไป ระหว่างเดินทางไป เด็กสาวคนหนึ่งถูกพบเป็นศพฆ่าหมกป่าอย่างโหดเหี้ยม ตำรวจหนุ่มนายหนึ่งสงสัยอย่างลึกซึ้งว่านั่นอาจเป็นฝีมือของ PETER เขาจึงออกตามล่าตัวPETER ไปติดๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงอย่างอ้างว้าง ถึงขีดสุด


พลอตเรื่องเบาบางและแทบไม่เป็นชิ้นเป็นอัน คือสิ่งที่เราอาจิดตอนได้ยินเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ของLODGE KERRIGAN แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เราได้ยิน ไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อย เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้กระทำในสิ่งซึ่งอยู่นอกเหนือพลังของวรรณกรรม นั่นรวมถึงพลังที่ผู้เขียนบทความนี้จะเล่ามันออกมาในรูปแบบตัวอักษร พลังซึ่งอาจมีสิ่งเดียวสำหรับการเขียนที่ใกล้เคียงนั่นคือบท แต่ใครเคยได้ยินบทกวีที่ชวนผวา หากอ้างว้าง เศร้าสร้อย ทุกข์ทนเช่นนี้บ้าง


หนังเรื่องนี้โดเนื้อแท้คือการปะทะสังสรรค์กันของ ภาพ และ เสียงโดยผลักดัน เรื่องเล่า ซึ่งถูกทำให้เป็นแก่นแกนของหนัง (ทั้งที่มันไม่ใช่) ให้ลงไปอยู่ในลำดับสุดท้าย ท่ามกลางการเดินทางที่ไร้จุดหมาย อ้างว้าง และเต็มไปด้วยภาพชวนสะพรึง หนังพาเราดิ่งลึกลงไปในใจของ ชายผู้ป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ หนังไม่ได้บอกถึงอาการทางจิตของเขา ไม่ระบุชื่อโรคที่เขาเป็น แต่เรารับรู้ถึงความประหลาด ป่วยไข้ของเขาได้จากวิธีที่เขาแสดงออกต่อสิ่งต่างๆ เสียงที่เราได้ยินไม่ระบุที่มา และหากกล้องตวัดสายตาไปยังที่มา มันก็ทั้งไม่สามารถสร้างเสียงได้ และไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในขณะนั้น กล่าวอย่างง่ายเสียงที่เราได้ยินทั้งหมดไม่ใช่อะไรนอกจากเสียงอึงอลในหัวของ PETER ผู้ซึ่งไม่อาจเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเห็นหรือได้ยินได้เลย นั่นเอง


แตกต่างจาก MEMENTO หนังของ CRISTOPHER NOLAN ว่าด้วยชายผู้สูญเสียความทรงจำระยะสั้น จนต้องบันทึกทุกสิ่งที่เขาเห็นหรือรับรู้เอาไว้ แล้วถูกข้อเท็จจริงเหล่านั้นหลอกหลอน การรับรู้ของPETER ไม่มีระบบแบบนั้น มันไม่ได้เป็นไปเพื่อการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน หากมันดิ่งลึกลงไปในใจกลางของผู้ชายที่ไม่สามารถจะรับรู้ความปกติสามัญของชีวิตได้ คนไข้โรคจิต ไอ้เลว ตัวอันตราย คือสิ่งที่ผู้คนอาจกล่าวถึง แต่ในฐานะมนุษย์เขาคือผู้ดิ้นรนอย่าเงียบเชียบ โยไม่มีใครสักคนช่วยเหลือ ค่อยๆจมดิ่งในความมืดเพียงลำพัง


หนังไม่ได้ให้แรงจูงใจในการกลายเป็นบ้าของPETER ไม่มีการ FLASHBACK ภาพวัยเด็กที่กระทบจิตใจ หนังเปิดตัวหลังจากเขาบ้าไปนานแสนนาน แต่หนังให้ข้อมูลคร่าวๆอย่างเฉียบคมผ่านทางบทสนทนาของแม่ของเขากับลูกสาวของเขาที่มาเยี่ยมหล่อน (หญิงสาวที่อุปการะเด็กไปพามาเยี่ยมหลังจากแม่ของเขาแจ้งข่าวว่า PETER กำลังเดินทางมา ) เมื่อหล่อนบอกว่า ในสมัยที่หล่อนเป็นเด็ก เด็กไม่มีสิทธิ์พูดจนกว่าผู้ใหญ่จะถาม และในอีกหลายฉาก เมื่อPETER ร่วมโต๊ะกับแม่ เธอเหยียดหยามว่าเขาเหม็น และบอกให้ฟังเธอในทุกครั้งที่เธอพูด ยิ่งในฉากที่PETER ไปจากบ้าน เขาบอกลาแม่ พยายามจะพูดบางสิ่งหรืออาจจะอยากกอดแม่ แต่หล่อนกลับเบนสายตาไปง่วนกับงาน โดยสิ่งที่กั้นขวางทั้งคู่จากกัน คือไส้พุงของปลาสดในถังที่แม่กำลังชำแหละ ความสัมพันธ์หมางเมิน ความเฉียบขาดของแม่ ขัดกับเรื่องที่หล่อนเล่าให้ตำรวจฟังเกี่ยวกับครอบครัวแสนสุข และความเปลี่ยนแปลงไม่รู้ทิศของPETER โดยสิ้นเชิง เป้นอีกครั้งที่ภาพ ขัดแย้งกับเรื่องเล่า และให้อารมณ์กระอักกระอ่วนชวนรันทด


นอกจากแม่ หนังให้อะไรบางอย่างคร่าวๆว่าสิ่งที่อาจทำให้PETER (และอาจรวมถึงคนดูทุกคน) เป็นบ้าไปจริงๆ คือ โลกใบนี้ หนังไม่ได้แสดงภาพโหดเหี้ยม (ความโหดเหี้ยมทั้งหมดในหนังมาจากสิ่งที่PETER ทำกับตัวเอง เพื่อให้ตัวเอง สะอาด ทั้งสิ้น) แต่ในฉากหนึ่ง ในโฟกัสให้เราเห็นภาพบนกระดาษหนังสือพิมพ์ ที่หุ้ทรอบรถของ PETER เรามองเห็นภาพดวงตาที่จ้องมอง ภาพของคนที่ไฟลุกท่วมตัว ภาพปลาปิรันย่าเขี้ยวยาว ภาพข่าวสงคราม สะท้อนโลกทั้งโลกที่จ้องมองPETER อยุ่ ที่สำคัญ เขาได้ยิน ทุกเสียงจากภาพนั้น เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ เสียงผู้คนตะโกนด่าทอ บางครั้ง ในวิทยุในรถ เขาได้ยินเสียงคนด่าทอ ตะโกนสาปแช่ง มันอาจมีที่มาหรือไม่มีที่มาก็ได้ แต่อึงอลในหัวเขา


และภาพที่เราจะได้เห็นในหนัง คือภาพของสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง อาคารร้าง กองขยะ ถนนสกปรก ที่ที่ผู้คนเอาขยะมากองสุม เศษเครื่องเรือน กระดาษหนังสือพิมพ์ ตลอดเส้นทาง PETER ขับรถเข้าไปในสถานที่แบบนั้น จ้องมอง และรู้สึกรุนแรงกับมัน ฉากหนึ่งที่หลอนประสาทรุนแรงเมื่อเขาขับรถผ่านชายคนหนึ่ง ที่ดำลังคลั่ง เขาอาจกำลังตะโกนท้าทายสุนัขตัวหนึ่งที่เราไม่เห็นแต่ได้ยินเสียง ท้าให้ออกมา หันมา มาสู้กับเขา กล้องเลื่อนมาจับที่ PETER และเรารู้สึกเช่นเดียวกับPETER เสียงนั้นตะโกนท้าทายเขา


ทั้งหมดทั้งมวลผลักดันให้PETER รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนบาป คนสกปรก ดังนั้นตลอดเวลาที่หนังดำเนินไปเราจึงเห็นเขาพยายามทำความสะอาดตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเช็ดหน้า เช็ดหลังคอซ้ำๆจนผิวหนังแดงเถือก เมื่อเข้าพักในโรงแรม เขาโกนหนวด โกนขนหน้าอก ยิ่งกดน้ำหนักยิ่งเกิดแผล เลือดไหลเปื้อนแก้ม หน้าอก ท้องแขน ทำให้เขายิ่งรู้สึกสกปรกมากขึ้นไปอีก ในฉากหนึ่งเขารู้สึกว่าเล็บสกปรก เขาพยายามเอามีดแคะตาซอกเล้บ แล้วตัดสินใจงัดเล็บขึ้นมาทั้งเล็บ เป็นฉากชวนผวาที่น่าเศร้าถึงขีดสุด


แต่สิ่งที่ทำให้PETER สกปรกที่สุดคือสายตาของคนอื่นในเรื่อง รวมทั้งคนดูด้วย หนังเลือกเล่าบางภาพ และละเว้นบางภาพไว้ เราจึงมองดูเขาด้วยสายตาสงสัย (ขณะที่หูกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา) ว่าเขาคือฆาตกร เช่นเดียวกับนายตำรวจขี้ขลาดที่ตามคดีเขา ฉากหนึ่ง นายตำรวจนั่งในบาร์ มีคนบุกเข้ามาปล้อน เขากุมปืนแน่น แต่ไม่ลุกไปช่วยเจ้าของร้าน แน่นอน มันสมเหตุสมผล เพราะโจรมีปืนยา วแต่มันสะท้อนความบิดเบี้ยวของคนสามัญออกมาได้อย่างน่าขนลุก เขาตาม PETER ไป และปักใจเชื่อว่าPETER คือฆาตกรใจโหด (คนดูก็ด้วย) เขาทำให้PETER สกปรก และรู้สึกผิด (จนดได้ยินเสียงไวเรนไล่ตามเขาตลอดเวลา) และนั่นยิ่งทำให้PETER จมดิ่งลงในความสิ้นหวังมากขึ้น


หนังฉายแสงความสุข เพียงครั้งเดียวอย่างสลัวรางเมื่อPETER ไดพบกับลูกสาว และพาเธอไปที่ชายหาด ขณะที่คนดูรู้สึกสวยงามอย่าชวนอกสั่นขวัญแขวน ว่าPETER จะฆ่าลุกสาวตัวเองหรือไม่ ทั้งคู่ เล่นหัวกันที่ชายทะเลสกปรก และนำมาซึ่งฉากจบ ที่อ้างว้าง รันทด PETER พร่ำซ้ำๆว่าไม่เป็นไรนะลูก ไม่เป็นไร เขาสะอาดแล้ว เขาล้างบาปไปแล้ว (ด้วยการถอนเล็บ โกนขน และทรมานตัวเอง ) พูดอย่างสิ้นหวัง กล้องจับจากระยะไกล เห็นใบหน้าของเด็กจากผ่านรอยร้าวของกระจก เฉยชาและหมองหม่น


หนังไม่ได้เฉลยว่า ที่แท้ใครฆ่าเด็ก มันอาจใช่หรือไม่ใช่PETERก็ได้ จะว่าไปแล้วฉากแรก ก็มีการฆ่าเด็ก เราไม่ได้เห็น แต่ได้ยินเสียง และเราไม่อาจแน่ใจได้ว่า มันคือเสียงจริง หรือเสียงในหัวของPETER อย่างไรเสียเขาก็ตายไปและ ถูกทำให้สะอาดโดยการแลกชีวิตกับโลก



CLEAN , SHAVEN ไม่ใช่หนังแบบที่จะเร้าอารมณ์ผู้คนซ้ำยังมีจุดมุ่งหมายรบกวนคนดูด้วยการสร้างภาวะหลอกหลอนขึ้นมา ความทุกข์ทนหม่นหมอง คือหัวใจของหนัง และมันจบลงอย่างอ้าว้างเย็นชา ยิ่งหนังได้การแสดงระดับเทพ ของPETER GREEN ที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้คนเดียว และทำได้น่าทึ่งจนเราเชื่อว่าเขาป่วยไข้จริงๆ


โดยส่วนตัว นี่คือหนังที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปีนี้ และพูดได้เต็มปากว่านี่เป็นหนังที่ชอบที่สุดเรื่อหนึ่งในชีวิตการดูหนัง อารมณ์เซื่องซึม สะพรึง และทุกข์ทรมานของหนังทำให้นึกถึงหนังที่ผมชอบมากๆ อย่าง หนังฆาตกรโรคจิตที่หลอกหลอนดวยพลังของภาพยนตร์ อย่าง SOMBREของPHILIPPE GRANDRIEUX หรือหนังว่าด้วยแสงสว่างวาบสุดท้าของชายผู้ตัดสินใจจะไปจากโลกอย่าง LAST DAYS ของ GUS VAN SANT รวมไปถึงหนังเจาะลึกจิตวิญญาณฆาตกรโรคจิต ที่รุนแรงและสกปรกอย่าง SCHRAMN ของ JORG BUTTGAREIT ใครบอกว่าภาพยนตร์จะมีหน้าที่ในการยกระดับจิตวิญญาณ หนังเหล่านี้อาจพาคุณจมดิ่งไปในความทุกข์ทรมานของคนบาป หากแต่การได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดอ้างว้างของผู้คนเหฟล่านี้ต่างหาก ที่ทำให้เรามองเขาในฐานะของเพื่อนมนุษย์ผู้ป่วยไข้ ไม่ใช้ตัวหยาบช้าจิตป่วน

อ่านเพิ่มเติม ที่นี่ ครับ

LODGE KERRIGAN

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By sofa on 2007-06-24 14:37

อืม แค่อ่านที่เขียนมาก็มึนแล้ว
จินตนาการภาพตามคำบรรยายและมองภาพที่เอามาประกอบ
ไม่ใช่แนวที่ชอบแน่นอน

สะดุดตรงที่บอกว่า ถึงแม้ Peter จะพยายามทำความสะอาดตัวเองแค่ไหน
ก็ไม่เกิดความสะอาดได้อย่างแท้จริง
เพราะสายตาคนอื่นก็มองว่าเขาสกปรกนั่นเอง

อ่านแล้วก็เกิดแสงสว่างวาบในหัวคิดแป๊ปหนึ่ง
จริงนะ จริงด้วย
ถ้าอย่างนั้น ถึงแม้ว่า Peter จะพยายามทำความสะอาดแค่ไหน
พร่ำบอกตัวเองว่า หมดจดแล้ว
ตัวเขาเองก็คงรู้ว่า ตัวเองไม่ได้สะอาดหรอก
เพราะสายตาคนอื่นมันบอกแบบนั้น

อ่า เหอ เหอ พิมพ์ไปเพราะได้จากการอ่านน่ะนะ

#2 By < Cotton Mania > on 2007-06-24 21:03

อยากดูมากมาย

#3 By ennisdelmar on 2007-06-25 00:16

อ่านได้ไม่กี่บันทัด...ต้องหยุด

อยากดู

#4 By rafilm on 2007-06-25 16:36