พลอย : อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ นะคนดี
posted on 10 Jun 2007 16:15 by filmsick in made-in-thailand
บทความชิ้นนี้ เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
วิทย์กับแดง นั่งเครื่องบินมายี่สิบชั่วโมง จากอเมริกากลับมากรุงเทพ เพื่อร่วมงานศพญาติหลังจากไม่ได้กลับมาสิบปี ทั้งคู่เชคอินในโรงแรมห้อง 603 ตอนรุ่งสาง วิทย์ลงมาหาบุหรี่สูบด้านล่าง แดงอยู่บนห้องค้นเจอเบอร์โทรศัพท์ของใครสักคนชื่อ น้อย ในกระเป๋าเสื้อนอกของสามี ขณะที่ด้านล่าง วิทย์ พบกับ พลอย เด็กสาวที่กำลังจะอายุเต็ม สิบเก้าในเช้าวันพรุ่งนี้ พลอย มาคอยพบแม่ของเธอที่จะมาจากสตอล์คโฮล์ม ตอนสิบโมงครึ่ง หลังจากแชร์หูฟังเพลงของน้าจ๊อบ บรรจบ ด้วยกัน และสนทนากันอย่างออกรส วิทย์เอ่ยปากชวนพลอยขึ้นไปพักบนห้อง ล้างหน้าล้างตา หลับสักงีบ แดงไม่พอใจมากที่วิทย์พาเด็กสาวไม่รู้หัวนอนปลายตีนขึ้นมาบนห้อง แต่เธอเป็นห่วงภาพของตัวจนเกินกว่าที่จะออกปากไล่พลอยออกไปจากห้อง แล้วหันไปไล่เบี้ยเอากับวิทย์แทน ถึงความจืดจางของความรักหลังใช้ชิวิตร่วมกันมาเจ็ดปี ทั้งคู่ทะเลาะกันแล้วแดงตัดสินใจออกไปจากห้อง ลงไปข้างล่างพบกับชายแปลกหน้าที่จำได้ว่าเธอเคยเป็นนางเอกหนังมาก่อน ทิ้งให้วิทย์อยู่ในห้องกับพลอย โดยตัดสลับเหตุการณ์ของวิทย์กับแดง เข้ากับเรื่องของแม่บ้านโรงแรมที่นัดพบบาร์เทนเดอร์คนรักในห้อง 609 และร่วมรักกันอย่างเร่าร้อน
เหตุการณ์เกิดขึ้นและจบลงในเพียงหนึ่งวัน ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของสามีภรรยามาสู่จุดที่เปราะบางที่สุดหลังจากอยู่กินกันมาเจ็ดปี ช่วงเวลาที่อ้างว้างที่สุดของคนสองคนที่อยู่ใกล้ชิดกันที่สุด เด็กหญิงตัวเล็กๆผู้หนึ่งพลันพลัดหลงเข้ามาในความสัมพันธ์ที่กำลังเปื่อยยุ่ยนี้ และทำให้ทั้งคู่สำรวจตรวจสอบความเป็นไปในใจตน
นี่คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่หก ของ เป็นเอก รัตนเรือง หลังจากไปทำหนังกับทีมงานนานาชาติเสียสองเรื่อง ใน เรื่องรักน้อยนิด มหาศาล และ คำพิพากษาของมหาสมุทร ที่ในที่สุดเขาก็หวนกลับมาทำหนังที่ทำด้วยตนเองทั้งในขั้นตอนการเขียนบท และการกำกับ หนังของเป็นเอก มักเต็มไปด้วยมุกตลกร้ายกาจ ชวน- ขันขื่น- เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องพัวพันกับการก่ออาชญากรรม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ในทุกเรื่องของเขามีฉากอาชญากรรมเกิดขึ้นเสมอ) และเรื่องราวซ้อนจริงซ้อนฝัน อันแพรวพราวด้วยลูกเล่นทางภาพ และการตัดต่อ
หนังฉายภาพความสัมพันธ์อันจืดจางของคนทั้งคู่ด้วยงานด้านภาพ ในช่วงแรกของหนังเรามองเห็นภาพของคู่รักที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์คู่นี้ผ่านทางการจัดวางท่าทางราวกับนายแบบนางแบบ บนเครื่องบินแดงจับมือวิทย์ หลับซบกับไหล่ บนแท็กซี่ทั้งคู่นั่งกุมมือกัน และบนลิฟต์ วิทย์นั่งคร่อมบนกระเป๋าเดินทาง โดยมีแดงอิงซบอยู่จ้องมองไปในทิศทางนอกกล้อง ราวกับงานถ่ายแบบ ภาพสมบูรณ์แบบที่ดูแห้งแล้งน้ำเนื้อของชีวิต กล่าวอย่างง่าย ดูเป็นภาพในหนังสือของคนหน้าตาดีสองคนที่มา - แสดงท่าทางเป็นคู่รัก - มากกว่าจะเป็น คู่รักจริงๆ (สมกับภาวะ รักษาภาพลักษณ์ของแดง ) ยิ่งไปกว่านั้น หนังถึงขั้นไม่ทำให้ทั้งสองคนปรากฏตัวร่วมซีนกันอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อใดที่ทั้งคู่อยู่ในฉากเดียวกัน กล้องมักจะ ตัดชิ้นส่วนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออก เช่นในฉากหนึ่งเรามองเห็นแดงกับเท้าของวิทย์ หรือเห็นใบหน้าของวิทย์กับหลังของแดง คนหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกคนเป็น BACKGROUND มืดอยู่ด้านหลัง หรือเมื่อทั้งคู่คุยกันทั้งคู่ไม่เคยประจันหน้ากันแต่กลับมองไปในทางเดียวกัน หรือนั่งทำมุมเก้าสิบองศาต่อกัน หรืออยู่กันคนละส่วนของฉาก เมื่อวิทย์ออกไปยืนบนระเบียงแล้วแดงนั่งอยู่ในห้อง ก่อนที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์อันปริแตก แน่นอนมันอาจเริ่มต้นจากการมาถึงของพลอย แต่บทสนทนาของวิทย์กับแดง กลายเป็นการขุดค้นและตั้งคำถาม สามัญอย่างเช่นว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความรักของคนสองคนจะยังดำรงคงอยู่หรือไม่ พวกเขาที่แท้เป็นเพียงผู้ผ่านทางมาใช้ชีวิตชั่วคราวอยู่ด้วยกันหรือเปล่า ในที่สุดที่แท้พวกเขาอยู่ด้วยกันเพียงเพราะต้องอยู่ด้วยกันกระนั้นหรือ
ภายใต้โครงเรื่องเบาบาง และบรรยากาศ มืด และเย็นเยียบ ในห้องของโรงแรมที่ปึ่งชา หนังค่อยนำเราไปสู่เหตุการณ์ประหลาด ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นแต่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นก็ได้ ความจริงซ้อนทับกับความฝันแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อหนังเริ่มต้นแสดงภาพฝันว่าแดงออกมาฆ่าพลอยจากนั้น พบน้อยยืนอุ้มลูกที่หน้าประตู หรือบทพิศวาสเร่าร้อนของบาร์เทนเดอร์กับสาวแม่บ้านที่ดำเนินควบคู่ไปกับเรื่องนั้น อาจเป็นเพียงความฝันของพลอย กระทั่ง ภยันตรายที่เกิดขึ้นกับแดง ก็อาจเป็นเพียงความฝันของวิทย์ หรืออาจเกิดขึ้นจริง แต่ทั้งหมด ถูกซ้อนทับอย่างคลุมเครือ จนไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งใดบ้างที่ - เกิดขึ้นจริง - และสิ่งใดเป็นเพียง จินตนาการของคู่รักคู่ร้างคู่นี้
เราสามารถพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังที่เล่าเรื่องไปข้างหน้า ว่าด้วยคู่รักที่มีเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตนำไปสู่เหตุการณ์บานปลายที่ทำให้ทั้งคู่หวนนกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ หากแต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดปลีกย่อย เรากลับค้นพบ ความไม่สัมพันธ์กับความจริงของข้อเท็จจริงที่เราได้รับกับ ภาพที่เกิดขึ้นบนจอ (เช่นในฉากหนึ่ง แดงโทรถามโรงแรม แล้วพบว่าวิทย์ออกไปกับพลอย แต่ที่จริงทั้งคู่ยังอยู่ในห้อง หรือ การมีอยู่ของแม่บ้านกับบาร์เทนเดอร์ ที่พลอยบอกว่าเป็นเพียงความฝันลามก ) ทำให้เราอาจสามารถลำดับเรื่องใหม่โดยให้เกิดการซ้อนทับของความจริงกับจินตนาการของแต่ละตัวละคร
การปรากฏตัวขึ้นของพลอย ดูราวภาพฝัน เธอจู่ๆพลันเดินเข้ามาหาวิทย์ ใบหน้าด้านหนึ่งเขียวช้ำ แล้วนั่งลงพูดคุย จากนั้นวิทย์พาเธอมาที่ห้อง พลอยเข้าไปอาบน้ำ ลืมสร้อยคอที่มีจี้ชื่อตนเองไว้ในห้องน้ำ หลังจากทะเลาะกับวิทย์ แดงเข้าไปใช้ห้องน้ำต่อจากพลอย พบสร้อยเส้นนั้น แล้วหยิบขึ้นมาสวม วินาทีนั้น แดงก็เข้าสวมบทบาทของพลอย เธอลงมาดื่มกาแฟ แล้วตามชายแปลกหน้าออกไปจากโรงแรม (แบบเดียวกับพลอย) นำไปสู่เหตุการณ์ที่มาที่ตอบคำถามเรื่องใบหน้าของพลอยในตอนแรก(และแดงตอบด้วยตัวของเธอเอง)
เอาเข้าจริงบางทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเรื่องอาจสิ้นสุดลงในนาทีที่วิทย์ลงไปซื้อบุหรี่ และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่อวิทย์และแดงไปงานศพ
ดังนั้นในทางหนึ่งพลอยอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง เธอ - อาจจะ - เป็นเพียงจินตนาการของแดง ภรรยาผู้เริ่มคลางแคลงในความรักของสามี หญิงวัยกลางคนที่เชื่อว่าความรักของคู่รักกำลังจืดจาง สามีเธอกำลังปันใจให้กับผู้หญิงที่อ่อนเยาว์กว่า และมีความเย้ายวนทางเพศมากกว่า พลอย คือรูปแบบของจินตนาการในการแสดงความเป็นเจ้าของของเพศหญิง ที่กลัวจะสูญเสียสิทธิในการครอบครองผู้ชายของตัวเองไป ในขณะเดียวกันชายแปลกหน้าที่พาแดงไปยังโกดังเก็บโคมไฟที่มืดสนิท ซึ่ง - อาจจะ- เป็นจินตนาการของวิทย์ คือตัวแทนของความคิดฝ่ายชายที่เชื่อมั่น ในการปกป้อง หญิงอันเป็นที่รักของตน เมื่อไม่มีเขา เธอมีแต่ต้องพบกับความโหดร้ายของโลกนี้ จินตนาการด้านร้ายของวิทย์ที่มีต่อแดง อาจไม่ใช่อื่นใดนอกจากการแสดงอำนาจของเพศชายซึ่งมองว่าตนเองที่อยู่เหนือเพศหญิง
และบางที พลอยอาจเป็นสัดส่วนที่ขาดหายไปจากความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง เด็กสาวประหลาดนำพาเอา ความเยาว์วัย อ่อนหวาน ความไร้เดียงสาและดิบเถื่อน ความรู้สึกทางเพศที่เย้ายวน ความฝันถึงเซกซ์ของพลอย ตอบสนอง การขาดหายไปของเรื่องเซกซ์ของคนทั้งคู่ สิ่งที่พลอยตั้งคำถามกับวิทย์ ปรากฏอยู่ในตัวของพลอย เด็กสาวผู้พลัดหลงไปในป่าความสัมพันธ์ของคนคู่หนึ่งในห้อง 603 จากในฉากสุดท้ายของพลอย เธอเดินออกจากห้อง603 แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้อง609 (ห้องที่เธอฝันถึงเซ็กซ์ของบาร์เทนเดอร์กับแม่บ้าน ) ห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของผู้คน พลอยเดินเข้าไปในห้องแห่งจินตนาการนั้น และไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
หนังน่าสนใจตรงที่หนังสกัดเอาเรื่องทางเพศออกจาคู่รักอย่างวิทย์และแดง แล้วนำไปใส่ไว้ในห้อง 609 ที่ตุ้ม (แม่บ้าน) และนัท (บาร์เทนเดอร์) ก้าวเข้ามา - ใช้ห้อง เป็นเรือนพิศวาส ห้อง 603 และ 609 ในที่นี่จึงยั่วล้อกันในฐานะห้องที่มี คู่รัก- อาศัยอยู่ทั้งคู่ ห้องหนึ่งมืด และเย็นชืด อีกห้องกลับ ร้อน ชื้น และเต็มไปด้วยความ เสน่หา (เช่นเดียวกับชื่อเพลงที ตุ้ม ร้องให้คนดูฟังหลังเสร็จกิจ) เป็นภาพเปรียบเทียบ แรกรัก กับ รักร้าง โดยมีตัวละครกึ่งจริงกึ่งฝันอย่างพลอย ทอดน่องท่องไปมาระหว่างสองฟาก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เราไม่อาจเชื่อได้อย่างสนิทใจว่ามันเป็นเพียงจินตนาการ เพราะหลักฐานอย่างรอยช้ำบนใบหน้าแดง โน้ตของพลอยในห้อง กระทั่งคำพูดสุดท้ายของแดงบนรถแทกซี่ ล้วนยืนยันการมีอยู่ของพลอยทั้งสิ้น บางทีนี่อาจไม่ใช่อื่นใดนอกจากความคลุมครือกระโดดไปมาระหว่างเหตุการณ์จริงกับจินตนาการ ที่ไม่มีข้อสรุปและไม่ปรารถนาข้อสรุป
หนังถ่ายภาพทั้งเรื่องด้วยการกดให้อยู่อยู่ในแสงมืดๆ ประกอบกับการใส่เสียงอึงอลของเครื่องบินราวกับทั้งคู่อยู่บนห้องโดยสารในเครื่องบินตลอดเวลา (ในช่วงต้นของหนัง หนังฉายภาพการร่อนลงของเครื่องบินเป็นเวลานานมากราวกับว่าหนังจะพูดถึงการร่อนลงจอดหลังจากบินร่วมกันมายาวนานเจ็ดปีของคู่รักคู่หนึ่ง) และตลอดเวลาที่หนังดำเนินไปกล้องจะถูกจัดวางในตำแหน่งที่มีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวละครกับคนดูอยู่ สิ่งของเช่น เครื่องเรือน ขวดพริกไทย ราวบันได และที่สำคัญ คือกระจก หนังกั้นคนดูด้วยกระจกที่กั้นคนดูออกจากตัวหนัง ราวกับเรากำลังลอบมองความสัมพันธ์ของคู่รักคู่นี้อยู่
เป็นเอกยังคงเล่นสนุกกับการใช้เสียงอย่างเต็มที่ต่อเนื่องมาจาก คำพิพากษาของมหาสมุทรที่ใช้เสียงประกอบอย่างสนุกสนาน (จนทำให้มีความสำคัญมากที่จะต้องดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์) ในคราวนี้ ตลอดเรื่อง เราจะได้ยินเสียงประหลาดไม่ทราบที่มา เช่นจู่ๆในฉากหนึ่งเราได้ยินเสียงตุ๊กแก อีกฉากหนึ่งเราได้ยินเสียงนกพิราบกระพือปีก และในอีกฉากหนึ่ง เราได้ยินเสียงนกร้อง ทั้งๆที่เหตุการณ์ทั้งหมดในหนังเกิดในห้องที่ปิดทึบ ตัดขาดจากสภาพแวดล้อม ราวกับว่าทั้งวิทย์และแดงกำลังหลงป่าแห่งความสัมพันธ์อยู่ ยิ่งโดยเฉพาะในฉากไคลแมกซ์ของเรื่องที่มีลมพัดกรรโชกแรงเกินจริง ใบไม้แห้งปลิวว่อนราวกับฉากในป่าจริงๆ
และใน พลอย เป็นเอก ยังคงใส่อารมณ์ขันส่วนตัว (ซึ่งเป็นได้ทั้งเอกลักษณ์ในงานของเขาและเป็นำได้ทั้งการเล่นของที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวหนังก้ได้) บางจุดทำให้รู้สึกกวนๆดี แต่บางจุดก็ดูรกรุงรังอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือการที่หนังเรื่องนี้มีสองฉบับ โดยฉบับที่ฉายในเมืองไทยนั้นตัดเอาฉากเลิฟซีนร้อนๆออก โดยผู้กำกับเอง ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เพราะว่าหากมันสำคัญจนต้องมีอยู่ในเรื่องจริงๆ มันก็จำเป็นต้องมีอยุ่ ไม่สามารถตัดออกไปได้ แต่ในเมื่อมันตัดออกไปได้ บางที มันอาจไม่จำเป็นต้องมีอยู่มาตั้งแต่ต้น!
ในเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้เพลงหนึ่ง มีเนื้อร้องว่า อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอนะคนดี เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี ในฐานะคู่รัก เราต่างพยายามจะเป็น เจ้าชีวิต ของกันและกัน ผ่านทางพันธนการในนาม ความรักบ้าง การแต่งงานบ้าง แต่ไม่เคยมีพันธะใด ที่คงรูปไปได้ชั่วนิรันดร์ แน่นอน เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี วิธีเดียวที่เราจะอยู่ด้วยกันได้คืออย่าเป็นเจ้าชีวิตใคร เพียงค่อยๆไปด้วยกัน เหมือนในเนื้อเพลงอีกท่อนหนึ่งที่ร้องว่า
- มองดาวบนฟ้าเราก็เป็นได้แค่ฝัน ทุกวันไม่มีที่สิ้นสุด แต่ใจเอ๋ยใจของมนุษย์ สุดจะลึกที่จะพรรณา -

แม็ค
รายละเอียดเล็กน้อยก้อมีความหมายหมด
ถ้าปกติดูๆแล้วก้อผ่านไป..
แต่ความรักมันก้อเป็นแบบนี้..ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครได้
#1 By mookzung on 2007-06-10 16:50