DEVI ทัณฑ์เทวี
posted on 07 Jun 2007 10:58 by filmsick in see-it-and-die
แรกเริ่มเดิมที่เธอเป็นเพียงแค่ นาง DOYAMOYEE เด็กสาวอายุ 17 ที่แต่งงานอยู่กินกับ UMAPRASAD ผู้สามีมาได้สามปี ทั้งคู่อาศัยอยู่ในชายคาเดียวกันกับพ่อผัว และครอบครัวของพี่ชายของUMA การณ์ดูเป็นสุขดีจนเมื่อ UMA บอกลาศรีภรรยาเข้าเมืองไปสอบ เพื่อจบการศึกษา เขาถามDPYAMAYEEว่าจะเป็นเช่นใดถ้าเขาได้งานทำต่างบ้านต่างเมือง และเธอตอบว่ายินยอมต้อยตามเขาไปในทุกที ติดเสียก็แต่พ่อสามีที่จะไม่ยินยอมให้เขาไปไหนซ้ำเธอยังต้องคอยปรนนิบัติพัดวีพ่อสามีอีกด้วย
เมื่อ UMA เดินทางไป คืนหนึ่งพ่อผัวเธอก็เกิดนิมิตประหลาด ว่าเจ้าแม่กาลีมาเข้าฝันสำแดงเดชว่าที่แท้ ลูกสะใภ้คนเล็กนี้เอง เป็นเทวี เป็นเจ้าแม่กาลีกลับชาติมาเกิด ข้างพ่อผัวตื่นนอนตอนเช้า ก็ไปดำเนินการนำลูกสะใภ้ตัวมาบูชาเป็นเจ้าแม่เทวี ลูกชายคนโตไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็พาลเชื่อไปด้วย มีก็แต่สะใภ้หัวปี ที่มองอย่างเคลือบแคลง ชั่วข้ามคืน DOYAMAYEE กลายจากหญิงชาวบ้านวัยสาวสะพรั่งเป็นเจ้าแม่ที่ผู้คนกราบไหว้บูชา ซ้ำ เมื่อเด็กป่วยใกล้สิ้นชีพคนหนึ่ง ถูกนำตัวมาพบเธอ แล้วบังเกิดปาฏิหาริย์ หายจากโรค ชื่อของเธอก็ยิ่งขจรขจาย พอUMA รู้ ก็รับเดินทางกลับมาช่วยเมีย แต่ก็มาติดตรงพ่อ เขาจึงพาเมียรักหลบหนี ติดก็ตรงที่ว่า กระทั่งเธอเองก็เริ่มคลางแคลงว่าตัวเองเป็นเพียงหญิงชาวบ้านสามัญหรือคือเจ้าแม่กาลีผู้เลื่องลือกันแน่
นี่คือหนังปี 1960 ของ ปรมาจารย์ผู้กำกับชาวอินเดีย สัตยาจิต เรย์ (ในอินเดียออกเสียงว่า ราย ) นักทำหนังที่ได้รับการคารวะจากคนทั่งโลก DEVI เป็นผลงานเรื่องถัดจาก APU SANSAR ซึ่งเป็นปัจฉิมบทของไตรภาค อาปู ไตรภาคหนังที่สำคัญที่สุดของอินเดีย และของโลกนี้ หนังไตรภาคอาปู นั้นดัดแปลงจากบทประพันธ์ ของ BIBHUTIBHUSHAN BANDYOPADHYAY ว่าด้วยชะตากรรมระหกระเหของครอบครัวเล็กๆ จากเมืองสู่เมือง ที่ซึ่งความลำเค็ญและความตายพรากสมาชิกครอบครัวไปทีละคน ละคน สะท้อนภาพมหาประชาชนผู้ทนทุกข์ของอินเดียได้สมจริง สวยงามและโสกอาดูรจนตื่นตะลึง
ตัวเรย์นั้นที่แท้ถือกำเนิดในชนชั้นกลาง เขาได้รับการศึกษาอย่างดี เป็นลูกศิษย์ ของท่าน รพินทรนารถ ฐากูร และเป็นเพื่อนกับ ท่าน รวี ชังการ์ นักดนตรีคนสำคัญในประวัติศาสตร์อินเดีย แต่การเกิดในตระกูลสูงไม่ได้ทำให้ เรย์ ลืมทอดสายตามองมายังมหาประชาชนของอินเดีย ตลอดระยะเวลาการทำหนังเขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างการถ่ายทอดความยากแค้นลำเค็ญของประชาชนคนอินเดียชั้นล่างให้ออกสูสายตาชาวโลก ด้วยมุมมอง ที่สมจริง สร้างเลือดสร้างเนื้อให้กับตัวละครจนรู้สึกจับต้องได้ และโศกสลดในอกโดยไม่ต้องเรียกน้ำตาอย่างจงใจ

DEVI จัดเป็นงานที่อาจถือได้ว่ามีความเป็นหนังฟูมฟายบีบคั้นมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเรย์ ตัวหนังนั้น สร้างขึ้นจากบทประพันธ์ ของท่าน รพินทรนารถ ฐากูร อาจารย์ของเรย์ ผู้เป็นทั้ง กวี นักเขียน นักปรัชญา และคุรุ คนสำคัญของอินเดีย (เจ้าของบทประพันธ์ พระจันทร์เสี้ยวที่ใช่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในบ้านเรา และ เล่มอื่นๆเช่น เล่ห์เสน่หา รวมเรื่องสั้น เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง เป็นต้น) เล่าเรื่องที่อ่อนไหวมากอย่างการปะทะกันทางความเชื่อระหว่างอินเดียเก่า(ตัวพ่อผัว) ที่ยึดโดยงอยู่กับศาสนาฮินดู ความเชื่อในเทพเจ้า และอุทิศตนเป็นข้าช่วงใช้ของเทพผู้สูงส่ง กับอินเดียใหม่ (ลูกชาย) ที่เริ่มมีความเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์ วิธีคิดแบบตรรกะเหตุผล และมองเห็นความเชื่อเก่านั้นเป็นเพียงสิ่งงมงายไร้สาระ
แต่การปะทะกันของสองความเชื่อนั้น ไม่ได้สลักสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ตรงกลาง อย่างDOYAMAYEE คนที่สำหรับเธอ ไม่สามารถจะเลือกข้างได้อย่างจริงแท้ ความเชื่อใหม่งอกเงย จากความเชื่อเดิม (ทั้งในฐานะของกการดำเนินรอยตาย หรือการโต้แย้ง) เฉกเช่นพ่อลูก แต่เธอคือตัวแทนของมหาประชาชน ที่ถูกความเชื่อต่างๆทำให้พิศวงสงสัย เธอเริ่มต้นจากความว่างเปล่า และการเลื่อนไหลไปตามคำสั่งของสามีและพ่อสามี ก่อนที่เธอจะเริ่มเชื่อ ว่าตัวเองอาจเป็นเทวีขึ้นมาจริงๆ ความเชื่อนั้นเองเป็นไปอย่างไร้ราก เธอเชื่อเพราะเธอได้เห็นเหตุการณ์ที่เด็กหายจากการดื่มน้ำจากแท่นประทับของเธอ หากจะนับว่านั้นคือการพิสูจน์เป็นเหตุเป็นผล มันก็น่าสนใจว่าที่แท้ความเป็นเหตุเป็นผลก็ไม่ใช่ความจริงที่แท้เป็นเพียงการเล่นตลกของตรรกะเท่านั้น
แต่ความเป็นเหตุเป็นผล และพิสูจน์ได้ของวิทยาศาสตร์ ก็ทำให้เธอไม่ยอมัยด้วยเช่นกัน เธอตกอยู่ในภาวะสับสนอลหม่านเฉกเช่นเดียวกับที่มวลมหาประชาชนทั้งหลายที่ได้รับเอาวิธีคิดใหม่ๆจากตะวันตก (ซึ่งย้อนแย้งความเชื่องดั้งเดิมของตน) แล้วพยายามจะปรับสมดุลของทั้งสองข้างจนพากันลักลั่นไปหมด ระหว่าง ศาสตร์ กับไสย พุทธ กับผี ไปจนถึง วิทยาศาสตร์ กับไสยศาสตร์ (และยังมีลักลั่นอย่างน่าน่า-ขันขื่น- ในบ้านเราผ่านปรากฏการณ์ จตุคามรามเทพ)
นอกเหนือจากการปะทะกันของสองความเชื่อ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อเรามองหนังในฐานะของหนัง ที่พูดถึงชะตากรรมของสตรี ในสังคมอินเดีย ในช่วงแรก เรามองเห็นหญิงผู้นี้ในฐานะ - เมีย - ที่ยินดีจะทำทุกอย่างตามที่สามีสั่งพร้อมจะเป็นข้ารับใช้ ติดตามเขาไปในทุกที่ ดูแลคนในครอบครัวไม่ให้ขาดตกบกพร่อง หากแต่ในเวลาต่อมา เราเห็นเธอกลายเป็น เจ้าแม่กาลี เธอเป็นเทวีที่ทุกคนเคารพ แต่การเป็นเทวี เป็นการเปลี่ยนผ่าน สถานะจากสตรีผู้ถูฏกดขี่ไปสู่สตรีผู้มีอำนาจจริงกระนั้นหรือ

เปล่าเลย เพราะที่แท้ภายใต้รูปรอยของเจ้าแม่กาลี เธอเปลี่ยนสถานะจาก เมีย ไปเป็นรูปเคารพ ไม่ใช่ในฐานะสตรี แต่ในฐานะคุ๊กตาตัวหนึ่งที่เป็นวัตถุ เพราะในฐานะ - ร่างทรง - ของเจ้าแม่กาลี ตัวเธอไม่ได้มีอยู่อีก เป็นเพียง วัตถุที่สถิตของเจ้าแม่กาลี ซึ่งอาจมีเพศเป็นหญิง แต่ในฉากดังกล่าว เราเห็นว่า เธอนั่งนิ่งอยู่บนแท่น ถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าผู้ชาย ผู้ซึ่ง อาจศรัทธาเธอ หรืออาจ - หลอกใช้ - เธอ ในวาระเดียวกัน ในฐานะร่างทรงของเจ้าแม่ เธอเองยังคงนั่งนิ่งไม่มีปากเสียง เพียงได้แต่น้ำตาไหลเงียบเชียบเมื่อสามีปรากฏตัวขึ้นตรงปากประตู ปล่อยให้การจัดการเรื่องราวทั้งหมดตกเป็นหน้าที่ของพ่อผัวและทีมงาน พวกเขา สร้าง เจ้าแม่กาลี ใส่เข้ามาในตัวเธอ แต่เธอไม่ได้รับอำนาจนั้น อำนาจยังคงตกอยู่ในมือของพวกเขา เธอเป็นเพียง เครื่องมือ - - วัตถุ - - ทางผ่าน ของการใช้อำนาจเท่านั้น
นอกจาก DOYAMAYEE ยังมีผู้รับเคราะห์อีกสองรายซึ่งล้วนเป็นเด็กและสตรี นั้นคือ พี่สะใภ้กับลูกชายของเธอ ในฉากแรกของหนังเราเห็น UMA และ DOYAMAYEE พาหลานชายไปดูดอกไม้ไฟ ในงานบูชาเจ้าแม่กาลี ก่อนหน้านั้นพวกเขาเป็นผู้ดู แต่เมื่อทั้งสามโดนดึงเข้ามาเกี่ยวข้องพวกเขาถึงกับแตกสลาย หลานชายหวาดกลัวและไม่ยอมพูดกับเธออีก ในขณะพี่สะใภ้ ก็ยังคงคลางแคลงสงสัยแต่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก จนเมื่อหลานชายล้มป่วยลง พวกเขาจึงกลายเป็นผู้สังเวย แก่เจ้าแม่กาลี ที่ไม่รู้ว่ามีตัวตอนยู่จริงหรือไม่
และการณ์กลับยิ่งน่าขันเมื่อ พ่อผัวยังคงปักใจว่า เจ้าแม่กาลีต่างหากที่เลือกพสกหลานชายของตนไป ไม่ใช่เพราะเจ้าแม่กาลีไม่มีอยู่ ภาพจากมุมสูงเห็นลูกชายจ้องมองพ่อผู้กลิ้งเกลือกไปบนพื้น ทั้งกดทับและทอดสายตาอย่างอาลัย
บทจบของหนังในฉากสุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงทางดวงตาของDOYAMAYEE ที่เสียสติวิ่งไปในทุ่งหญ้า เป็นฉากจบที่ทั้งแสนเศร้าและสุดสะพรึง
เมื่อแรกออกฉาย DEVI ถูกแบนเป็นต้องห้ามอยู่หลายปี ด้วยเนื้อหาที่จับต้องกับประเด็นความเชื่อ โบร่ำโบราณและวิพากษ์ อย่างไม่ไว้หน้า จนกระทั่งได้ออกฉายอีกครั้ง เมื่อท่านยะวะหะราล เนรูห์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
นับจากปี 1960 สิริรวมเวลา 47 ปี น่าทึ่งที่ประเด็นหลักของDEVIยังคงแข็งแรง และเป็นจริง ไม่เฉพาะในอินเดีย แต่ในบ้านเรา หนำซ้ำจะยิ่งดูเป็นจริงเป็นจังจนน่าขนลุก!
ย้อนกลับไปที่ฉากเปิดและปิดของหนัง หนังขึ้นเครดิตด้วยภาพของรูปเคารพเจ้าแม่กาลีสีหน้าถมึงทึงจ้องมองมายังผู้ชมขณะเครดิตคนทำงานขึ้น แต่ในฉากจบรูปปั้นปรากฏขึ้นอีกครั้งหากคราวนี้ไม่มีการแต่เติมแต้มสีลงไป เป็นเพียงใบหน้าปูนปั้นสีขาว จงอมองชืดชามายังผู้ชม ใช่หรือไม่ ที่แท้ เจ้าแม่กาลี หรือสตรีสามัญก็แตกต่างกันเพียงสีสันซึ่งปาดแต้ม สำคัญที่ว่า เราลืมไปหรือเปล่า ว่าความแตกต่างนั้นไม่กำเนิดมาจากตัวรูปปั้น แต่เกิดจากช่างผู้ปาดเส้นสีลงไปต่างหาก ช่างที่เราไม่เห็นตัวตนจริงแต่ไม่เห็นใช่ว่าจะไม่มีอยู่!

การบขอบพระคุณ คุณ กัลปพฤกษ์ และ FILMVIRUS ที่นำหนังเรื่องนี้มาฉายในโปรแกรม อินดี้ อินตะระเดีย ซึ่งจัดฉายที่ธรรมศาสตร์ ตลอดสองเดือนนี้ หากคุณไม่ได้ไปไหนในวันอาทิตย์ยามบ่าย เรียนเชิญไปชม (เยดายที่ผู้เขียนบ้านไกลจนไม่อาจไปร่วมชมได้ทุกครั้ง แต่ ดูจากรายชื่อหนังแล้วได้แต่ร้องกรี๊ดในใจ ดูโปรแกรมเต็มๆได้ใน ENTRY ด้านล่างครับ )