สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ร่วมกับ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) เสนอ . . .

โปรแกรมภาพยนตร์ ชุด อินดี้อิน(ตะระ)เดีย ภาค เบงคลีซีเนม่า

INDIAN INDIE: THE BENGALI CINEMA

รวมผลงานภาพยนตร์หาชมยากจากกลุ่มผู้กำกับเบงกอล

ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 22 กรกฏาคม พ.ศ. 2550

ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ชมฟรีตลอดรายการ (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

Satyajit Ray

Mrinal Sen

Goutam Ghose

Ritwik Ghatak

....................

อาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2550

12.30 น. The Philosophers Stone (1958) กำกับโดย Satyajit Ray

14.30 น. Devi (1960) กำกับโดย Satyajit Ray


อาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2550

12.30 น. Charulata (1964) กำกับโดย Satyajit Ray

14.30 น. Days and Nights in the Forest (1970) กำกับโดย Satyajit Ray


อาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2550

12.30 น. In Search of Famine (1980) กำกับโดย Mrinal Sen

14.30 น. Genesis (1986) กำกับโดย Mrinal Sen


อาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2550

12.30 น. The Voyage Beyond (1987) กำกับโดย Goutam Ghose

14.30 น. Broken Journey (1994) กำกับโดย Sandip Ray

....................

โปรแกรมพิเศษเดือนกรกฎาคม ตำนานภาพยนตร์ของ ฤทธิ์วิค กาฏัค

JULY SPECIAL PROGRAMME RITWIK GHATAK: A Retrospective of the Forgotten Master

อาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2550

12.30 น. The Citizen (1952)

15.00 น. The Cloud-Capped Star (1960)


อาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2550

12.30 น. Pathetic Fallacy (1957)

14.30 น. E-flat (1961)


อาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2550

12.30 น. Runaway (1959)

15.00 น. Subarnarekha (1965)


อาทิตย์ 22 กรกฎาคม 2550

12.30 น. A River Called Titash (1973)

15.00 น. Reason, Argument and a Tale (1974)


หมายเหตุ

1) โปรแกรมอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

2) ติดตามชมโปรแกรมภาพยนตร์อินเดียชุด Hindi Cinema ได้ในโอกาสต่อไป

...................

เรื่องย่อภาพยนตร์

The Philosophers Stone (1958) / Satyajit Ray

ผลงานภาพยนตร์แนวตลกเสียดสียุคแรก ๆ ของสัตยาจิต เรย์ ก่อนที่เขาจะเป็นที่รู้จักอย่างจริงจังในระดับนานาชาติ Paresh เสมียนวัยกลางคนชนชั้นกลางพบลาภก้อนใหญ่เป็นก้อนหินวิเศษที่สามารถเสกโลหะใด ๆ ให้กลายเป็นทองคำแท้ได้เพียงแค่นำไปสัมผัส ชีวิตของ Paresh เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันทีนับจากนั้น จนวันหนึ่งเขาก็พลั้งเผลอหลุดปากเคล็ดลับสร้างฐานะของเขาให้เพื่อนนายทุนได้เห็นและได้ยินขณะกำลังเมาสุรา Paresh จึงต้องหาวิธีจัดการกับหินวิเศษที่มีแต่จะทำให้ชีวิตของเขายุ่งยากขึ้นทุกวัน ๆ


Devi (1960) / Satyajit Ray

เมื่อพ่อตาผู้เคร่งการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฝันเห็นลูกสะใภ้ของตนเองเป็นร่างจุติของเจ้าแม่กาลี เธอจึงต้องยอมตามน้ำด้วยการรับบทเป็นนางเทวี จนเกิดมีปาฏิหาริย์เมื่อเธอสามารถรักษาเด็กซึ่งกำลังป่วยหนักให้หายเป็นปกติได้ ทันทีที่ทราบข่าวสามีของเธอก็รีบเดินทางกลับจากมหาวิทยาลัยในกัลกัตตาเพื่อยับยั้งความเชื่องมงายที่ชาวบ้านมีต่อภรรยาของเขา แต่เหมือนทุกอย่างจะสายไป เมื่อภรรยาของเขาก็เริ่มคิดว่าเธออาจจะเป็นเจ้าแม่จริง ๆ ภาพยนตร์ที่แสดงถึงปะทะกันระหว่างเหตุผลและความงมงายได้น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง


Charulata (1964) / Satyajit Ray

Charulata สตรีผู้มีชีวิตสะดวกสบายจากการเป็นภรรยาของ Bhupati นักหนังสือพิมพ์แนวการเมืองซึ่งดูจะมีภารกิจที่วุ่นวายเสียเหลือเกิน Bhupati รู้ดีว่าภรรยาของเขาคงรู้สึกเหงาเมื่อเขาไม่สามารถดูแลชิดใกล้ เขาจึงให้ Amal ลูกพี่ลูกน้องวันหนุ่มของเขามาอยู่เป็นเพื่อน Charulata แทน หนังสร้างจากบทประพันธ์เรื่อง The Broken Nest ของ รพินทรนาถ ฐากูร หนังได้เข้าร่วมประกวดพร้อมคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองแบร์ลิน ปี 1965


Days and Nights in the Forest (1970) / Satyajit Ray

สี่สหายกระทาชายจากกรุงกัลกัตตา ชวนกันขับรถท่องเที่ยวไปในป่า ตามประสาคนหนุ่มผู้มีใจเสรี แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกันแต่แต่ละคนก็มีบุคลิกและอุปนิสัยใจคอที่แทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เมื่อพวกเขาต้องการที่พักอาศัยโดยมิได้จับจองล่วงหน้า ชายหนุ่มทั้งสี่จึงต้องใช้ทั้งจริตและเงินตราแห่งจากความเป็นคนกรุงมาซื้อหาอำนาจและความสะดวกสบาย หนังพล็อตเรื่องเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยรายละเอียดคมคาย หนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรดของกลุ่มฟิล์มไวรัส


In Search of Famine (1980) / Mrinal Sen

ภาพยนตร์ระดับรางวัลหมีเงินจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองแบร์ลินฝีมือของ Mrinal Sen ผู้กำกับระดับแถวหน้าแห่งเบงกอล หนังเล่าเรื่องราวของกองถ่ายภาพยนตร์ที่เดินทางไปถึงเมืองชนบทของเบงกอลเพื่อปักหลักตั้งกองเดินกล้องถ่ายทำหนังเกี่ยวกับภัยแล้งครั้งยิ่งใหญ่ในปี 1943 แม้ว่าทีมงานจะมาด้วยความตั้งอกตั้งใจ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้เข้าใจถึงความบอบช้ำของชาวบ้านตาดำ ๆ ที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าเลย หนังแนวปอกเปลือกมายาแห่งงานภาพยนตร์ที่หาโอกาสชมได้ไม่ง่าย


Genesis (1986) / Mrinal Sen

ภาพยนตร์แนว minimalist symbolism ที่ใช้ตัวละครหลักเพียงสี่ราย และซากปรักหักพังของเมืองร้างเป็นฉากหลัง ช่างทอผ้า กับ ชาวนา อาศัยอยู่อย่างสมถะ ณ เมืองร้าง โดยติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกผ่านพ่อค้าคนกลาง จนกระทั่ง วันหนึ่งเมื่อมีหญิงสาวร่อนเร่เข้ามาขออาศัย มิตรภาพอันสมดุลช่างทอผ้าและชาวนาจึงต้องมีอันสั่นคลอน หนังแนวสัญลักษณ์แสนท้าทายชวนให้ได้ค้นหาความหมาย (ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดภาษาฮินดู)


The Voyage Beyond (1989) / Goutam Ghose

ผลงานเรื่องเด่นที่สุดของ Goutam Ghose พราห์มชราถูกหามมารอคอยความตาย ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา แต่โหราพยากรณ์ได้ทำนายทายทักว่า พราห์มชรานั้นจะไม่สามารถละไปจากภพนี้ได้เพียงลำพัง เขาจึงแนะให้พราห์มชราหาภรรยาคนใหม่เพื่อมาทำพิธีสตีหรือพิธีกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามีซึ่งเป็นความเชื่อโบราณที่ผิดกฎหมาย เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งถูกจับคลุมถุงชนกับพราห์มชรารายนี้ เธอจะยินยอมปลิดชีพตนเองให้กับคนที่เธอไม่เคยรู้จักหรือไม่ หนังแนวพื้นบ้านที่งดงามอลังการไปด้วยสีสันและวัฒนธรรมพื้นถิ่น


Broken Journey (1994) / Sandip Ray

Dr. Nihar Sengupta เป็นคุณหมอชื่อดังที่เป็นที่นิยมเรียกใช้บริการกันในหมู่สังคมไฮโซ วันหนึ่งเขาได้รับเชิญให้ไปบรรยาย ณ สโมสรโรตารี ที่ต่างเมือง ระหว่างทางล้อรถยนต์เขาเกิดระเบิด ขณะที่เขากำลังรอช่าง คุณหมอรายนี้ก็พบผู้ป่วยกำลังนอนเจ็บอยู่ใต้ต้นไม้ เขาจึงต้องเป็นธุระจัดการให้คนไข้รายนั้นกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ และ ณ ที่นี้เองที่ Dr Nihar Sengupta ได้เรียนรู้ว่ายังมีผู้คนที่รอคอยความเมตตากรุณาจากเขาอีกเป็นจำนวนมาก สร้างจากบทภาพยนตร์โดย สัตยาจิต เรย์ และกำกับโดย ศรทิพ เรย์ ลูกชายของเขานั่นเอง

....................

ตำนานภาพยนตร์ของ RITWIK GHATAK

Ritwik Ghatak คนทำหนังชาวเบงกอลผู้อาภัพ ที่ไม่เคยได้รับทั้งชื่อเสียงและความสำเร็จในอาชีพการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เลยตลอดช่วงชีวิต แม้ว่าผลงานของเขาจะมีความแปลกใหม่และน่าท้าทายมากมายขนาดไหนก็ตามที ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ขอเชิญทุกท่านสัมผัสกับอัจฉริยภาพที่ได้รับการหมางเมินอยู่กว่า 20 ปีก่อนที่จะมีใครมาเหลียวแล

The Citizen (1952) / Ritwik Ghatak

ผลงานภาพยนตร์ชิ้นแรกของ Ritwik Ghatak ซึ่งไม่เคยได้ออกฉายเลยขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ เล่าถึงความยากลำบากของครอบครัวเบงกอลที่อพยพจากบ้านเกิดมาอาศัยอยู่ในกัลกัตตาหลังการแบ่งแยกดินแดน แม้ทายาทวัยหนุ่มอย่าง รามู จะสำเร็จการศึกษาแล้ว แต่การหาตำแหน่งงานในเมืองใหญ่แห่งนี้ก็ช่างยากเย็นไม่ผิดกับการหาทองคำ ส่วนสิฏา ลูกสาวคนโตเองก็แก่ตัวลงทุกวันจนแทบจะหมดหวังว่าจะมีใครมาสู่ขอ หนังแนวชีวิตรันทดที่อุดมไปด้วยเทคนิคเชิงทดลองทั้งทางด้านภาพและเสียง รวมทั้งดนตรีประกอบอันน่าตื่นตาตื่นใจ


Pathetic Fallacy (1957) / Ritwik Ghatak

หนังตลกแปลกขื่นที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์สุดพิสดารของ พิมาล สารถีรับจ้าง กับรถ Chevrolet คู่ใจที่เขาตั้งชื่อให้ว่า จักรดาล พิมาลรักและทะนุถนอมรถยนต์คู่ชีพคันนี้มาเป็นเวลากว่า 15 ปี โดยไม่เคยยอมให้สตรีนางไหนมาแบ่งปันหัวจิตหัวใจที่เขามีให้ต่อจักรดาลเลย พฤติกรรมความคลั่งไคล้ในวัตถุที่ไม่มีจิตใจจนไม่สนใจความรู้สึกของใคร ๆ รอบข้าง ทำให้ พิมาล ดูจะเป็นคนแปลกประหลาดในสายตาของชาวบ้าน จนวันหนึ่งเมื่อ จักรดาลเริ่มดื้อดึงไม่ยอมทำงาน พิมาลจึงเกิดอาการบ้าคลั่งเสียสติ งานตลกแปร่งสุดแสบที่น่าชมมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของ Ritwik Ghatak


Runaway (1959) / Ritwik Ghatak

กรรณชน เด็กชายวัยแปดขวบ หนีออกจากบ้านด้วยความเบื่อหน่ายเพื่อเดินทางเข้าไปผจญภัยในเมืองใหญ่อย่างกัลกัตตา ณ ที่นั้นเขาได้พบกับผู้คนมากมายหลากหลาย ทั้งนักมายากลและหญิงชราผู้เมตตา วัยรุ่นอันธพาล เพื่อนหญิงต่างฐานะ รวมถึงตึกรามอาคารและสะพานเหล็กที่ช่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่ยิ่งเขาใช้เวลาอยู่ในเมืองใหญ่มากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความโศกาอาดูรของเหล่าคนเมือง ซึ่งช่างแตกต่างจากความอบอุ่นในบ้านที่เขาเคยสัมผัสเสียเหลือเกิน


The Cloud-Capped Star (1960) / Ritwik Ghatak

ผลงานเด่นที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของ Ritwik Ghatak เล่าเรื่องราวชีวิตของสมาชิกในครอบครัวหนึ่งซึ่งเพิ่งจะย้ายจากเบงกอลตะวันออกมาอาศัยอยู่บริเวณชานเมืองกัลกัตตา นิฏา นักศึกษาปริญญาโทหารายได้เลี้ยงครอบครัวด้วยการออกสอนหนังสือ ฌังการ์ พี่ชายของเธอก็มีความฝันที่จะเป็นนักร้อง ส่วนกิฏาน้องสาวก็คิดแต่จะแต่งเนื้อแต่งตัวสวยงามไปวัน ๆ รอให้มีชายในฝันมาสู่ขอ โดยมีมัณธู น้องชายวัยเรียนคนสุดท้องที่เอาแต่เล่นกีฬาจนไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน ภาพยนตร์แนว melodrama ที่ทำออกมาได้อย่างวิจิตรงดงามมากที่สุดเรื่องหนึ่ง


E-flat (1961) / Ritwik Ghatak

เมื่อสองคณะละครเพื่อมวลชนตัดสินใจร่วมมือกันนำเอาบทประพันธ์ ศกุนตลา ของกาลิทาส มาเร่แสดงให้ชาวเบงกอลอพยพได้ชม ความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้น เนื่องจากสมาชิกอาวุโสรายหนึ่งไม่เห็นพ้องกับแนวคิดของหัวหน้าคณะและออกอุบายสร้างความเสียหายให้การแสดงครั้งนี้ต้องประสบความล้มเหลว ภาพยนตร์กึ่งอัตชีวประวัติที่เล่าถึงประสบการณ์การทำงานในคณะละคร IPTA ของ Ritwik Ghatak เอง


Subarnarekha (1965) / Ritwik Ghatak

ผลงานประหลาดที่ผสานเรื่องราวน้ำเน่าเคล้าน้ำตาเข้ากับลีลาแปลกใหม่ในการกำกับภาพได้อย่างน่าสนใจ อิชวาร์และสิฎา เป็นพี่ชายและน้องสาวที่มีอายุต่างกันเกือบครบหนึ่งรอบ พวกเขาได้อุปการะอภิราม เด็กชายกำพร้าที่ต้องพรากจากแม่ตัวเองไปในค่ายอพยพ วันหนึ่งเมื่ออิชวาร์หาเจ้าบ่าวให้สิฏาได้เป็นฝั่งเป็นฝา เธอและอภิรามกลับหนีออกจากบ้านริมแม่น้ำ Subarnarekha ไปอาศัยด้วยกันอย่างแร้นแค้นในตัวเมือง หนังสรุปท้ายด้วยโศกนาฏกรรมสุดสลดชวนให้หดหู่ใจ


A River Called Titash (1973) / Ritwik Ghatak

งานมหากาพย์ที่แสดงสภาพชีวิตของชาวประมงน้ำจืดมาลอสไปพร้อม ๆ กับการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของตัวละครนำ รกาจี หญิงสาวพื้นบ้านที่ถูกจับคลุมถุงชนกับ กิชอร์ เจ้าบ่าวที่ไม่เคยได้พบหน้าค่าตากัน เธอถูกโจรร้ายลักพาตัวหลังเข้าเรือนหอเพียงคืนแรก และได้ให้กำเนิดบุตรชายในเวลาต่อมา เมื่อรกาจีสิ้นลม บาสันติ เพื่อนหญิงของเธอจึงต้องทำหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูทายาทกำพร้าของรกาจี ท่ามกลางความล่มสลายของวิถีชีวิตของชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำจากฝีมือของกลุ่มผู้มีอิทธิพล


Reason, Argument and a Tale (1974) / Ritwik Ghatak

งานแนวอัตชีวประวัติที่แปลกใหม่และคมคายมากที่สุดเรื่องหนึ่ง Ritwik Ghatak รับบทนำเป็น นีลกัณธา บักชิ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยขี้เมาที่เอาแต่ดื่มเหล้าจนไม่เป็นอันทำงานทำการ ฝ่ายภรรยาจึงยื่นคำขาดพาลูกชายตัวน้อยไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ยังต่างเมือง ขณะที่เขากำลังเมามายอยู่ภายในห้องพัก บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์หนุ่ม และหญิงเร่ร่อนชาวเบงกอลก็ถือวิสาสะเข้ามาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย นีลกัณธาทักทายปราศรัยทักทายอาคันตุกะเหล่านี้ราวมิใช่คนอื่นไกล ก่อนที่พวกเขาจะพร้อมใจกันออกตามหา บ้าน หลังใหม่ ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตการทำงานอันสุดอาภัพของ Ritwik Ghatak

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมกำลังทำต้นฉบับงานเขียนเกี่ยวกับการเดินทางไปกัมพูชาอยู่ครับ
คาดว่าอีกประมาณ 2 เดือนทุกอย่างคงจะเรียบร้อย
ต้นฉบับคงเสร็จ

ที่เขียน E-Mail มาหา
ด้วยเหตุผลเพราะว่า
ในงานเขียนตอนหนึ่งของผม
ช่วงที่เดินทางโดยรถโดยสารบุโรถั่งจาก Takeo สู่ Batdambang
มันเป็นวันที่ฝนตกตลอดการเดินทาง
ระยะเวลาอันยาวนานในรถโดยสารคันนั้น
ผมกับนึกถึงงานเขียนของคุณชิ้นหนึ่งที่ผมอ่านและชอบมันมาก

งานเขียนที่ว่าด้วยเรื่องราวของ เด็กชายของสายฝน

ที่คุณเขียนไว้ประมาณนี้

ถึงเธอเด็กสาวผู้มีดวงตาสวยเหมือนดวงดาว
ฉันเคยถามว่าเธอชอบฤดูฝนไหม ฉันชอบฤดูฝน เพราะฉันเป็นส่วนหนึ่งของมัน ฉันไม่อาจ...และมีเพียงการเดินทางไม่...
ฉันชอบเวลาที่เธอออกมาเล่นน้ำฝนกับฉัน ฉันยากให้ฝนพรมใส่ตัวเธอบางเบาในเวลานั้น
ฉันเชื่อว่าเธอ

#1 By Reeves* (222.123.45.210) on 2007-06-06 15:20

ตอบคุณ reeves ทั้งในฐานะของแฟนคลับ เพเตอร์ บิคเซล และในฐานะคนที่คุยกันทางตัวหนังสือ ผมยินดีมาก หากเรื่องเล่าของผมจะเป็นประโยชน์ต่อคุณได้บ้าง
ผมแอด MSN ของคุณไว้แล้วนะครับ
ตอนนี้ผมใช้อีเมลล์ใหม่ (เพราะของเก่าท่าทางไม่ดี ที่ film-sick@hotmail.com

อยากอ่านงานเขียนของคุณครับ ในฐานะนักอ่านคนหนึ่ง เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีปัญญาไปแนะนำใครได้หรือเปล่า

หรือถ้ายังไง แวะมาคุยกันที่ร้านหนัง(สือ) 2521 ก็ได้ครับ ไหนๆก็อยู่ภูเก็ตกันแล้ว จะได้แลกเปลี่ยนกัน
พร้อมกันนี้ผมแนบลิงค์ เด็กชายของสายฝนมาด้วยครับ
http://filmsick.exteen.com/20051204/entry

หวังว่าจะได้คุยกันถึงเพเตอร์ บิคเซล สักวันครับ

ปล. ผมอยากอีเมลล์ไปขอความเห็นจาก เพเตอร์ บิคเซลเหมือนกันครับ

#2 By filmsick on 2007-06-06 15:35

ขอบคุณครับ

#3 By Reeves* (222.123.45.210) on 2007-06-06 18:22

อิอิ
สองคนข้างบนนั่น
จีบกันอยู่หรอ

#4 By sofa on 2007-06-06 20:56