ดอกฟ้าในมือมาร : วัตถุลึกลับในยามบ่าย
posted on 25 May 2007 02:28 by filmsick
เราอาจเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าหนึ่ง เรื่องเล่าที่อัดอวลในอากาศ จากคณะละครวิทยุเก่าแก่ เล่าเรื่องรักหวานซึ้ง จากวิทยุในรถสักคันที่ซอกซอนไปในซอกซอยซุกซ่อนของเมืองใหญ่มหานคร และที่ท้ายรถมีเรื่องเล็กๆของหญิงวัยกลางคนร่างท้วมที่โดยสารรถกระบะเร่ขายของตามไซต์งานก่อสร้างเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของเธอเองที่ถูกพ่อแม่พาไปขายให้กับคนรู้จัก ระหกระเหเปื้อนน้ำตามาจนถึงที่นี่ เธอป้ายน้ตาแล้วเริ่มอีกเรื่องเล่าหนึ่ง
เรื่องเล่าของครูคนหนึ่งที่ดูแลเด็กชายพิการคนหนึ่ง ครูนั้นชื่อครูดอกฟ้า คุณครูใจดี ที่คอยเล่าเรื่องให้เด็กชายฟัง เรื่องของโลกภายนอกที่น่าตื่นเต้นน่าสนใจไปจนถึง เรื่องของคุณครูดอกฟ้าเอง
จากนั้นเรื่องเล่าของคุณครูดอกฟ้าก็ถูกส่งต่อ ไปยังที่ต่างๆ เหนือ กลาง อีสาน ใต้ จากคุณครูดอกฟ้าและเด็กน้อยถูกส่งต่อ ไปสู่มือผู้เล่าต่างอายุ วิถีชีวิต ความคิด และสิ่งแวดล้อม แปรกลายเป็นการผจญ ภัยที่ไม่อาจคาดเดาทิศทางได้ จากเรื่อ
เล่าพื้นๆ ไปจนถึงละครเพลง มนุษย์ต่างดาว หรือกระทั่งเรื่องหนักหน่วงเกี่ยวกับปัญหาการใช้แรงงานเด็ก!
นี่คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับที่ต่อมากลายเป็นผู้กำกับที่น่าจับตามองที่สุดทั้งในไทยและในโลก หนังของเขาได้ฉายในทั่วโลก ได้รางวัลมากมาย ก่ายกอง แต่มีเพียงสามจากห้าเท่านั้นที่ได้ฉายโรงในบ้านเกิด แบบจำกัดโรง หนำซ้ำผลตอบรับของคนดูยังออกมาไม่ดี แต่ไม่มีอะไรร้ายเท่าภาพยนตร์ เรื่องล่าสุด อย่าง แสงศตวรรษ ที่ทั่วโลกยกย่อง แต่ในบ้านเกิดของตัวเองกลับไม่ผ่านเซนเซอร์ และบังคับให้ตัดสี่ฉากของหนังออก อีกต่างหาก
แต่ย้อนกลับไปก่อนหน้าหนังเหล่านั้น นี่คือหนังเรื่องแรกและดูเหมือนจะเป็นหนังเรื่องเดียว ที่อภิชาตพงศ์ เล่นสนุกกับวิธีการเล่าเรื่อง และลีลาลวดลาย เพราะในเวลาต่อมา หนังอย่าง สุดเสน่หา , สัตว์ประหลาด และ แสงศตรวรรษ เขาลดทอนลีลาขี้เล่นเหล่านี้ลงเพื่อหันมาดิ่งลึกลงในเรื่องเล่า คว้าจับความเป็นมนุษย์ และสร้างบรรยากาศอ้อยสร้อยที่สมจริงจนทรงพลัง โดยไม่ลืมที่จะเล่นสนุกกับเรื่องเล่า ผู้เล่าและวิธีการเล่า โดยซ่อนสิ่งเหล่านี้เอาไว้อย่างแนบเนียนมากขึ้น
หากแต่ความจงใจ ใน ดอกฟ้าในมือมารกลับไม่ใช่ข้อบกพร่อง หนำซ้ำกลับกลายเป็นส่วนที่โดดเด่นของหนังอีกต่างหาก เพราะโดยสามัญแล้ว เราคนดูมักรับรู้หนังในมิติของเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียว ในหนังเรื่องหนึ่งๆ เราถูกจำกัดให้ทำความรู้จักตัวละคร และรับรู้เรื่องเล่าของพวกเขา ซึ่งโดยมากพุ่งไปข้างหน้า มีบ้างที่เฉไฉไหลเลื่อนไปในทิศอื่น บางทีย้อนกลับ บางครั้งก็วนซ้ำ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นในฐานะของเรื่องเล่าหนึ่งๆที่ไม่มีบริบทใดๆ
แต่กับ ดอกฟ้าในมือมาร เรากลับได้เห็นหนังมิติ อื่นๆ เมื่อเราสามารถแบ่งตัวหนังออกได้อีกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นผู้เล่า จากหญิงขายของในกรุงเทพ ไปสู่หญิงชราอารมณ์ดีที่เชียงราย ชาวหมู่บ้านในขอนแก่น และเด็กๆในโรงเรียนเกาะปันหยี และอีกส่วนหนึ่ง หนังได้สร้าง เรื่องจากเรื่องเล่าของผู้คนเหล่านี้ขึ้นมา ในฐานะ หนัง- เรื่องของคุณครูดอกฟ้า และเด็กชายพิการ หากไม่เพียงเท่านี้ หนังยังเปิดเผยอีกตัวตนหนึ่งในฐานะ ผู้เล่าเรื่องของผู้เล่า นั่นคือหนังซ้อนฉากของทีมงานหนังเรื่องนี้เข้าไปในเรื่องเล่าอีกชั้น เราจึงรับรู้หนังทั้งเรื่องไม่ใช่ในมิติของตัวละคร หรือมิติของผู้เล่า หากเป็นมิติของคนทำหนัง ซึ่งในเมื่อเราจ้องมองอยู่ มันจึงมิติที่สี่ของคนดู เสริมเข้าไปอีก
ด้วยวิธีการนี้ เรื่องเล่าที่เคยโดดเด่นเป็นเอกในหนังเรื่องอื่นๆถูกลดทอนความสำคัญลงไปอยู่ในขั้นต่ำสุดของตัวเรื่อง จากจุดนี้ คนดูไม่จำเป็นต้องเชื่อในการกระทำของตัวละคร ไม่ปรารถนาเรียกหาความสมจริง เพราะคนดูถูกกันออกมาอยู่วงนอก คนดูรับรู้เรียบร้อยแล้วว่าเขากำลังชม สิ่งซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวของเรื่องเล่า
ย้อนกลับมาที่ผู้เล่า หนังแสดงท่าที สมจริงอย่างยิ่ง กับผู้เล่าเรื่องด้วยลีลากึ่งสารคดี ภาพขาวดำ ที่ไม่เน้นความงดงาม แต่เน้นความสดและสมจริง ภาพสตรีชราหัวเราะแลก้มเหล้าพูดรู้เรื่องบ้างวไม่รู้เรื่องบ้าง เด็กเลี้ยงช้างชาวพม่า เล่าเรื่องกระท่อนกระแท่น ด้วยข้อจำกัดทางภาษา เด็กหญิงที่เป็นใบ้สองคนเล่าเรื่องด้วยภาษามือ
แต่นี่กลับเป็นการตั้งคำถามมากกว่าคลี่คลายคำตอบ เราไม่ลืมว่า คำถามถึงความสมจริงในเรื่องเล่าของครูดอกฟ้านั้นถูกคลี่คลายด้วยการแสดงให้เห็นว่ามันเป็นเพียงเรื่องที่เล่าต่อๆกันไป เป็น-เรื่องแต่ง ( โดยทั่วไปเรารับรู้หนังในฐานะ เรื่องจริง-จากการที่หนังพยายามทำให้สมจริง หรือเหมือนจริง การรับรู้ความจริงในหนังจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับความจริงบนโลก ทำให้เกิดข้อการวิจารร์ว่าด้วยความสมจริงของหนัง มากกว่าจะดูหนังในฐานะของเรื่องแต่งแต่แรก (แม้เราจะรู้ว่าเป็นเรื่องแต่งตั้งแต่ก่อนเข้าโรง) แต่ในฐานะของการเป็นรูปแบบสารคดี ภาพในหนังส่วนที่ไม่ใช่ครูดอกฟ้า ก็ดูเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ในขั้นตอนนี้มันเท่ากับว่า เราไม่ได้นั่งดูหนังเกี่ยวกับครูดอกฟ้า เรานั่งดูหนังชีวิตของผู้คนจากเหนือจรดใต้ที่เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งต่อๆกันไป เป็นเรื่องจริงซ้อนเรื่องแต่ง
แต่ในทันทีที่ทีมงานถ่ายทำของหนังเรื่องนี้ปรากฏตัวขึ้น ทุกสิ่งก็แตกสลาย เพราะมันเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า กระทั่งภาพที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ที่แท้อาจเป็นเรื่องแต่ง มันเป็นไปได้ที่ทีมงานจะคิดเรื่องไว้แล้วส่งต่อให้คนเหล่านั้นเล่าตาม
การปะทะสังสรรค์ของ เรื่องจริง-กับ เรื่องแต่ง- จึงกลายเป็นแก่นแกนหลักของเรื่องนี้ ซึ่งแก่แกนเหล่านี้มีให้เห็นในหนังเรื่องต่อๆมาอย่าง สัตว์ประหลาดที่สลับความสมจริง กับความเป็นเรื่องแต่ง ลงในภาพที่เหนือจริง (แต่สมจริง) กับภาพสมจริงที่เป็นเรื่องแต่ง รวมถึงการให้ตัวละครจู่ๆก็หันมองกล้องเป็นเวลานานราวกับรู้ว่ากล้องและทีมงานอยู่ในแผ่นฟิล์มด้วย ในขณะที่แสงศตวรรษเราจะได้ยินเสียงของทีมงานหลุดเข้ามาในฉากแช่กล้องตอนเปิดเรื่องราวกับว่าถ่ายเสร็จแล้วแต่กล้องยังคงจับภาพอยู่
นอกจากนี้หนังยังซ้อนภาพจริงลวงของครูดอกฟ้าด้วยการให้ครูดอกฟ้ามีสองคน เพราะในฉากหนึ่งที่เล่าเรื่องครูดอกฟ้าออกไปทำผม จู่ๆ หนังไปจับภาพสตรีอีกนางหนึ่งที่ไม่ได้เป็นครูดอกฟ้าในหนัง(ที่สร้างจากเรื่องเล่า) ภาพที่ดูคล้ายการแอบติดตามชีวิตมากกว่าจะจัดสร้างขึ้นเหมือนเรื่องของครูดอกฟ้า ยิ่งในฉากต่อมาหนังเฉลยว่าเธออาจเป็นทีมงานคนหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้ภาพของครูดอกฟ้าเลือนจางไปในเส้นแบ่งของเรื่องจริงกับเรื่องแต่งที่ในที่สุดก็กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
เลยพ้นไปจากฐานะของการปะทะสังสรรค์ ในหนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังไม่กี่เรื่อง ที่พาคนดู ทอดน่องท่องชีวิตผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ของประเทศ ในหนังเรื่องนี้ อภิชาติพงศ์คว้าจับเอาความเป็นไทย แบบที่เป็นจริงไม่ปรุงแต่งมารับใช้เรื่องเล่าของเขาได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ความสดฉ่ำ ซ้ำซากจำเจ ไม่มีความเป็นไทยในรูปแบบของกระทรวงวัฒนธรรม กลับฉายภาพสังคมไทยร่วมสมัยออกมาได้ดีจนรู้สึกว่า นี่แหละประเทศไทย กระทั่งในเวลาต่อมาหนังทุกเรื่องของอภิชาตพงศ์ ก็ยังคงแม่นยำในเรื่องการใช้โลเคชั่นเป็น ชนบทประเทศไทย ในแบบที่มันเป็นในห้วงเวลานี้จริงๆโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ประกอบฉากเสื้อผ้าหน้าผมแต่อย่างไร
อีกส่วนหนึ่งที่น่าแปลกแต่ไม่แปลกใจ คือส่วนของเรื่องเล่า เมื่อหนังเปิดเสรีให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้เล่าเรื่องนี้เราค้นพบว่า เรื่องเล่าที่ไม่สมจริงอะไรเลยนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ผู้หญิงคนเริ่มอาจไม่นึกฝันว่า เด็กหนุ่มพม่าจะใส่มนุษย์ต่างดาวลงไปในเรื่องเล่า ก่อนที่ชาวบ้านในหมู่บ้านจะสร้างเป็นละครเพลงชิงรักหักสวาทของครูดอกฟ้าสองคน(ที่ว่ากันว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว) ไปจนถึงเด็กหญิงใบ้สองคนที่เปลี่ยนให้มันเป็นชีวิตรันทดของการใช้แรงงานเด็ก และ เหล่าเด็กๆกลุ่มใหญ่ (ที่ผู้ใหญ่เชื่อว่าบริสุทธิ์จนไม่สามารถแตะต้องได้) ทำให้มันจบลงแบบหนังฆาตกรรมซ้ำซ้อนเลือดสาด หากเรื่องเล่าสะท้อนตัวตนของผู้เล่า ภายในเรื่องเล่าประหลาดผิดรูปเรื่องนี้ หากวิเคราะห์กันดีๆ เราจะเห็นตำแหน่งแห่งที่และความสนใจในรูปแบบของเรื่องเล่าของแต่ละคน ซึ่งที่แท้ผูกพันกับสภาพชีวิตของเขานั้นเอง
และเรื่องเล่าอภิชาตพงศ์ยังคงเลื่อนไหลเช่นเคย เสือสมิงที่ปรากฏครั้งแรกในท้ายเรื่องนี้ ถูกนำไปขยายเป็น สัตว์ประหลาดในเวลาต่อมา เช่นเดียวกับหนุ่มพม่าที่กลายมาเป็นสุดเสน่หา เรื่องราวไหลเวียนทบซ้อน ตัวละครหนึ่งมาโผล่ในอีกเรื่องหนึ่ง บางครั้งก็ย้อนแย้ง บางครั้งก็เสริมเติมซึ่งกันและกัน หากจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พอจะเทียบเคียงการไหลเวียนของเรื่องเหล่าเล่านี้ก็คงมีเพียงสิงเดียวซึ่งไหลเวียนทับซ้อนอยู่ในหัวของใครของมัน สิ่งนั้นคือ ความทรงจำ
หนังมีชื่อภาษาอังกฤษว่า MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ซึ่งแปลได้ง่ายๆว่า วัตถุลึกลับในยามบ่าย หนังไม่มีวัตถุลึกลับจนในฉากสุดท้ายของเรื่อง เราเห็นเด็กๆแห่งเกาะปันหยีเล่นฟุตบอลในตอนบ่าย ลูกบอลถูกโยนไปโยนมาจาคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง จนบางคนเตะตกทะเล กล้องวาดไปตามแรงเหวี่ยงของลูกบอลย้อนไปดูเด็กๆเก็บลูกบอลจากทะเลมาเตะกันต่อ หากวัตถุลึกลับในยามบ่ายดูคล้ายนิยามจะหมายถึงลูกบอลนี้ มันก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน สิ่งนั้นคือเรื่องเล่าของครูดอกฟ้ากับเด็กชายพิการ ที่ตลอดทั้งเรื่องถูกส่งต่อจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง มาจนถึงเด็กๆกลุ่มนี้ไหลเรื่อยจนกระทั่งมาปรากฏบนแผ่นฟิล์มแล้วออกมาเป็นบทความชิ้นนี้ โดยวัตถุลึกลับนั้นก็ยังคง ลึกลับอยู่ ชั่วนิรันดร์

#1 By Mrs. Holmes on 2007-05-25 16:40