FOOTNOTE : ยา ใน หนัง
posted on 17 May 2007 19:18 by filmsickหลังจากประเทศไทย ประกาศใช้ COMPULSORY LICENSING ( CL ) หรือมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาต่อ EFAVIRENZE , KALETRA® ( LOPINAVIR+RITONAVIR ) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสHIV และ CLOPIDOGREL ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด เราถูกตอบโต้ด้วยการที่บรรษัทยาข้ามชาติขู่ถอนการลงทุนในไทย เพื่อประท้วงกระทรวงสาธารณสุข ตามด้วย อเมริกาประกาศปรับอันดับประเทศไทยไปอยู่ในรายชื่อ Priority Watch List หรือ ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ในด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ จนกลายเป็นที่ตกอกตกใจของบรรดานักลงทุนมากมาย รวมถึงกลายเป็นข่าวใหญ่โต และมีการแบ่ง ความคิดเห็นออกมาชัดเจน ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน
COMPULSORY LICENSING คืออะไร มันคือ มาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory licensing หรือ CL) หรือ สิทธิเหนือสิทธิบัตร คือการที่รัฐบาลออกมาตรการบังคับต่อเจ้าของสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิผูกขาดอื่นใด โดยให้รัฐหรือใครก็ตามได้รับสิทธิในการใช้สอยงานนั้นๆ โดยชอบธรรม. โดยปกติแล้วเจ้าของสิทธิมักจะได้รับค่าตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้สิทธิจากกรณีนี้ ซึ่งอาจจะมีระบุไว้ในตัวบทกฎหมายหรือตัดสินโดยผู้ชี้ขาดแล้วแต่กรณีไป (1 )
การใช้ CL ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะการใช้เป็นไปตามข้อตกลงของWTO ว่า ประเทศสมาชิกองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) ได้มีข้อตกลงร่วมกันด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights หรือ TRIPs) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศสมาชิกสามารถบังคับใช้สิทธิ เหนือสิทธิบัตรได้โดยมีเงื่อนไขว่า ประเทศต้องอยู่ในภาวะอันตราย (national emergency) หรือความจำเป็นเร่งด่วน (extreme urgency) (1)
เป็นการยากที่จะบอกว่าประเทศเรา จัดอยุ่ในภาวะเร่งด่วนหรือไม่ แต่จำนวนคนไข้โรคเอดส์ ของประเทศก็ทบกวี สูตรยาที่ใช้รักษาก็นำพาไปสู่การดื้อยา (โปรดอ่านความเห็นแนบท้าย ซึ่งเป็นความเห็นของผมเองในฐานะเภสัชกร ที่มีต่อกรณีนี้) แต่หากคุณรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสีย ขอแนะนำให้คุณชม
HEAVENS MEADOW ( DETLEV F. NEUFERT / 2004 )

สารคดีจากเยอรมัน ว่าด้วยเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อHIV ในบ้านแกร์ด้า คาดการณ์กันว่า ในปี 2010 จะมีเด็กกำพร้าติดเชื้อเอดส์ทั่วโลกสูงถึง 24 ล้านคน พวกเขาไร้พ่อแม่ และมีอายุไม่ยืยนยาว หนังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่สิ่งชำรุดทางสัลคมที่ไร้คุณค่า แต่คือสรรพชีวิตที่มีเลือดเนื้อเท่าเทียมกันกับเรา
และการที่ บริษัทยา และ ประเทศอเมริกาออกมาตอบโต้พร้อมกันทำให้เราเห็นความไม่ชอบมาพากลของรัฐ ที่อาจถูกสนับสนุนด้วยเงินทุนจากบริษัทยา จนต้องเป็นมือเป็นเท้าบีบคั้นเอากับประเทศโลกที่สาม หาอ่านบทความความเกี่ยวข้องอันน่าสะพรึงนี้ได้จากนิตยสาร way เล่ม 8 เดือน พค. ปี 2550
และหากคุณอยากรู้ว่าไอ้ที่ไม่ชอบมาพากลนั้นเป็นอย่างไร ขอแนะนำ
THE CONSTANT GARDENER ( FERNANDO MEIRELLES /2005 )
หนังว่าด้วยเรื่องของนักการทูตชาวอังกฤษคนหนึ่งที่แต่งงานกับNGO สาว เธอติดตามเขามาทำงานลับในแอฟริกา ก่อนจถูกสังหารโหด และเมื่อเขาออกสืบหาสาเหตุที่ทำให้ภรรยาของเขาตาย เขาก็พบว่ามันเกี่ยวพันกับการทดลอง ยารักษาวัณโรคตัวใหม่ในแอฟริกา ซึ่งฉาบหน้าด้วยความใจบุญของโครงการแจกยาต้านไวรัส ที่สำคัญ แม้จะมีหลักฐานทั้งหมดในมือ เขาก็ไม่อาจเปิดเผยได้เพราะบริษัทยาที่แท้มีเอี่ยวกับรัฐบาลของประเทศเขาด้วย
จะดูว่าเป็นหนังแอคชั่น ตื่นระทึก หรือหนังรักแนหวานเศร้า กระทั่งหนังสะท้อนสังคมเฉียบแหลม หนังก็ประสบความสำเร็จไปเสียทุกทาง และจัดเป็นหนังที่ไม่ดูไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง ของปีที่ผ่านมา
ในนิตยสาร WAY พูดถึง ปัญหายาแพง ภายใต้สิทธิการผูกขาด ทำให้ ยาชื่อสามัญไม่สามารถทำเลียนแบบขายได้เพราะติดปัญหาสิทธิบัตร ผลก็คือ เมื่อมีการผูขาดขายอยู่เจ้าเดียว ราคายาในอเมิรกาจึงแพงมาก ซ้ำยังมีกฎหมาย ให้เภสัชกรสามารถสั่งยาจากประเทศอื่น(ซึ่งมีราคาถูกกว่า) มาขายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีการอนุญาตเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยังผลให้ คนไข้ที่ไม่มีเงินค่ายาต้องหาทางลักลอบนำเข้ายาจากแคนาดา และ เมกซิโก ซึ่งถูกกว่าเยอะ (เดาว่าหากไทยเจรจา FTA กับอเมริกาสำเร็จ และสิทธิบัตรยาขยายผล เราอาจเจอปัญหานี้)
ใครอยากดูเรื่องเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้ายา แนะนำฉากหนึ่งใน
THE TERMINAL (STEVEN SPEILBERG /2004 )
หนังสร้างจากเรื่องจริงของ วิคเตอร์ นาวาสกี้ ชายซึ่งบังเอิญเข้ามาอเมริกาในวันที่มีรัฐประหารในประเทศ ยังผลให้กลับประเทศไม่ได้ เข้าอเมริกาไม่ได้ เพราะพาสปอร์ตถูกยกเลิก และต้องใช้ชีวิตอยู่เฉพาะแต่ในสนามบินเท่านั้น ฉากหนึ่งเราเห็นตัวละครชาวต่างชาติคนหนึ่งถูกจับเพราะลักลอบซื้อยาโรคหัวใจมาจากประเทศอื่น เขาต้องนำมันไปรักษาพ่อ แต่เจ้าหน้าที่กักตัวไว้ แล้วได้วิคเตอร์ที่พูดกันรู้เรื่องมาช่วยแก้ปัญหา แม้ไม่เกี่ยวข้องกับหนังโดยตรง แต่ฉากนี้ พูดถึงปัญหายาแพงในอเมริกาที่ส่งผลต่อผู้ในระดับล่างอย่างรุนแรง
และนอกจากนี้ ในWAY ยังกล่าวถึงปัยหาระบบบริการสุขภาพของอเมริกา ภายใต้การผลักดันของบริษัทยา ให้มีผล ให้ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินสูงขึ้น (รวมไปถึงสิทธิประกันสังคม สิทธิคนชรา ) ยาบางอย่างถูกผลักออกจากการเป็นยาจำเป็นที่รัฐต้องจ่ายเงินให้ ทำให้ภาระแบกรับตกอยู่ที่ผู้ป่วย (เดาว่าประเทศไทยอาจจะมีอะไรคล้ายๆกันในเร็ววัน แต่ไม่ได้เกิดจากบริษัทยาแต่เกิดเพราะรัฐกระเป๋าฉีก)
อยากดูหนังที่ว่าด้วยเรื่องนี้ขอแนะนำ
JOHN Q (NICK CASSAVETES / 2002 )
![]()
หนังว่าด้วยเรื่องของพ่อคนหนึ่งที่ไม่สามารถใช้สิทธิประกันสังคมของตนเพื่อรักษาลูกที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ เขาจึงบุกยึดโรงพยาบาลมันเสียเลย - ลูผกผมรอดแต่ผมตายยังดีกว่า- วาทะเด็ด ที่ตอกหน้าคนในแวดวงกันจนสะอึก หนังได้การแสดงระดับเทพของDANZEL
นอกจากหนังเล่านี้ ยังมีหนังสะท้อนปัญหาในแวดวงสาธรณสุขอีกมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องที่อยากจะแนะนำจริงๆคือ
แสงศตวรรษ (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล /2549 )

ภายใต้การเป็นหนังจากความทรงจำของตัวผู้กำกับเอง หนังสอดแทรกการสะท้อนความแตกต่างของโรงพยาบาลในเมืองกับชนบทไว้ได้อย่างน่าทึ่ง และเป็นหนังที่พูดถึงหมอในฐานะที่เป็นมนุษยื อย่างละมุนละไม น่ารัก และน่าขบคิด น่าเสียดายที่หนังคงไม่ได้ฉายอีกต่อไป
และการเซนเซอร์หนังเรื่องนี้โดยองค์กรวิชาชีพ สะท้อนปัญหาทางแนวคิดของวงการสาธารณสุขไทยจริงๆ!
********************
ความเห็นต่อกรณี CL ยาต้าน ตอบ คุณ คนชายขอบ ในกระทู้ว่าด้วยCL
ยา EFAVIRENZE และ KALETRA ที่รัฐบาลไทยทำCL นั้นไม่ใช่ first line drug สำหรับ คนไข้ HIV ตามguideline ของWHO ในไทยเราใช้ GPO VIR เป็นสูตรหลัก ซึ่งประกอบด้วยยา สามชนิด คือNEVIRAPINE LAMIVUDINE และ STAVUDINEยา NEVIRAPINE มีอัตราการแพ้ย่าสูงทำให้เกิดผื่นรุนแรง และตับอักเสบ กรณีที่แพ้ยา หรือดื้อยาจึงใช้ EFAVIRENZE แทนในสูตร
ส่วนSTAVUDINE นั้นมีผลในระยะยาวต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันในร่างกาย ทั้งทำให้ แก้มตอบ พุงป่อง และระดับcholesterolผิดปกติ ที่สำคัญคือในที่สุด ยาทั้งสามกลุ่มมนี้จะนำมาสู่การดื้อยา ทำให้ต้องเปลี่ยนสูตรโดยอาจเปลี่ยนใช้ EFV แทน หรือ KALETRA แทนในตัวที่แทนกันได้
ผมเองรับผิดชอบงานเอดส์ในโรงพยาบาล ในสมัยยุค คุณสุดารัตน์ ที่พยายามจะให้ access to all ตั้งแต่ตอนนั้นทุกคนก็รู้ว่าจะนำมาสู่การดื้อยา ในที่สุด ไม่ว่าจะยังไง ผู้ป่วยก็ต้องเดินเข้าไปหายาสูตรอื่นอยู่ดี
เพราะเมื่อเริ่มใช้ยาแล้วหารหยุดยาจะทำให้อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว(จริงๆยังมีประเด็นเล็กๆว่า ตัวชี้วัดการแย่ลงของผู้ป่วยคือ VIRAL LOAD นั้นมีค่าตรวจแพงมาก จนไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ เลยดุเอาจาก จำนวน CD 4 ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงช้า กว่าจะรู้ว่าดื้อยา คนไข้จะแย่ลงไปมาก)และการตรวจหาความไวและการดื้อนั้นก็มีราคค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมากครับ
ที่สำคัญ สูตร GPO VIR ไม่ใช่สูตรหลักในการรักษาHIVในปัจจุบันแล้วเพราะมันพิสูจน์แล้วว่าจะลงเอยด้วยการดื้อยาดูจากGUIDELINE ในปี 2006
http://aidsinfo.nih.gov/contentfiles/AdultandAdolescentGL.pdf
ดูในตาราง reccomendation จะเห็นว่า ไม่มียา STAVUDINE อยุ่ในguidelineแล้วหนำซ้ำ NEVIRAPINE กลายเป็น -alternative- ไปการทำ CL ของประเทศ จะช่วยทำให้ผู้ป่วยดื้อยา ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เข้าถึงยาได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรทำแล้วครับ นี่คือจากมุมมองของเภสัชกร ที่ตัดประเด็นการค้า ออกไป
แต่หากจะดูประเด็นการค้า ดูเหมือน WAY เล่มใหม่ มีทความน่าสนใจมากๆครับ
***********************
บทความอ่านเพิ่มเติม
ความจำเป็นของ การบังคับใช้สิทธิ และประสบการณ์ในต่างประเทศ โดย อ. จักกฤษณ์ ควรพจน์
ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริง กรณีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) บนยารักษาโรคเอดส์
โดย คุณ คนชายขอบ
อย่างไรก็ดีนี่เป็นการนำเสนอในด้านเดียว (ด้านที่ผู้เขียนเข้าข้าง! ) สำหรับด้านที่คัดค้านCLสามารถหาอ่านได้ในกระทู้ของคุร คนชายขอบ และตามหนังสือพิมพ์หัวสีทั่วไป


#1 By sofa on 2007-05-17 21:22