ME , MYSELF ขอให้รักจงเจริญ : ระหว่าง ฉัน- กับ ตัวฉัน-
posted on 08 May 2007 23:09 by filmsick in made-in-thailandME , MYSELF ขอให้รักจงเจริญ :ระหว่าง - ฉัน - กับ - ตัวฉัน
อุ้มเป็นสาวนักโฆษณา เธอใช้ชีวิตอยู่กับโอมหลานชายที่พ่อแม่เสียชีวิตหมด และเปลี่ยนที่อยู่มาหลายบ้าน จนมาลงเอยกับน้าสาวที่ยังโสด คนรักของเธอบอกลาไปหลังจากอุ้มรับหลานมาอยู่ด้วย คืนหนึ่งหลังกลับจากงานเลี้ยงของบริษัท และพบกับแฟนเก่าเฮงซวย เธอขับรถชนชายคนหนึ่ง เขาฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลหากสูญเสียความทรงจำจนหมดสิ้น จึงเป็นหน้าที่ของอุ้มที่จะดูแลชายแปลกหน้า ที่เธอเหมาเอาว่าเขาชื่อ แทน- จากสร้อยที่ห้อยคอเขาอยู่
แน่นอนจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มผูกสัมพันธ์กัน แทนเป็นผู้ชายใจดีที่ทำอาหารอร่อย คอยดูแล อุ้มและโอม จนในที่สุดทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ก่อนที่อุ้มจะพบความจริงว่า ที่แท้แทนเป็นกะเทยแต่งหญิง!


ฟังจากพลอต หนังน่าจะเป็นได้ทั้งหนังตลกที่เล่นกับความผิดเพศอันถูกลืมไป หรือไม่ก็เป็นหนังชีวิตหนักๆเคล้าน้ำตา แต่ภายใต้การเขียนบทของ คงเดช จาตุรนต์รัศมี (ซึ่งเคยเป็นคนเขียนบทหนังรักน้ำตาท่วมโรงอย่างTHE LETTER และ เป็นผู้กำกับหนังไทยในดวงใจผมเรื่องหนึ่งอย่าง เฉิ่ม ) และฝีมือการกำกับหนังใหญ่เป็นครั้งแรก ของ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ดาราที่มีภาพลักษณ์ ร๊อคเกอร์ มาดแมน อยู่ตลอดเวลา หลังจากทำละครบู๊แอคชั่น(ซึ่งโดยมากได้รับคำชม) ไปหลายเรื่องเขาก็ก้าวขึ้นจอใหญ่ และไม่น่าเชื่อ ว่า หนังเรื่องแรกที่เขาทำจะเป็นหนังรัก หนำซ้ำ ยังเป็นหนังรักที่ทำออกมาได้ละเมียดละไม ไม่ฟูมฟาย ไม่เละเทะ พอดิบพอดีทั้งในเรื่องของอารมณ์ ความสนุก และประเด็นหลักของหนัง
เพราะแทนที่หนังจะเล่นประเด็นเพศสภาพ ประเภท เกย์ ไม่เกย์ ซึ่งง่ายดาย ขายได้ และ ถูกนำมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน (ยกตัวอย่างเด่นๆเช่น แกงค์ชะนีกับอีแอบ ที่นำเรื่องนี้มาเล่นได้อย่างน่าสนใจ) ไปสู่ประเด็นเรื่องของตัวตนภายใน สิ่งที่เราเป็น และตัวเราจริงๆ เพราะหนังมองแทนกับอุ้มในฐานะของมนุษย์สองคนที่รักกัน พวกเขาก้าวข้ามความสัมพันธ์ในฐานะหญิงชายไปสู่ความรักในฐานะของมนุษย์ที่รักกัน เมื่อความจริงเปิดเผย อุ้มจึงถามแทนว่า ยังรักเธออยู่หรือเปล่า- ซึ่งต่างจากคำถามว่า ที่ผ่านมานั้นคือความรักหรือเปล่า- แม้หนังจะให้ความสัมพันธ์ของอุ้มกับแทน คลุมเครือจนยากจะแน่ใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คืออารมณ์ชั่ววูบ หรือความรักที่เกิดขึ้นจริงๆ และเมื่อทั้งคู่รู้จักตัวเอง พบเจอกับอดีต เวลาจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ หากเป็นคำถามหลัง มันอาจเป็นเพียงภาพแทนว่า ที่ผ่านมาทั้งคู่ตกหลุมรักกันจริงๆ (ไม่ได้เป็นอารมณ์ชั่ววูบ) แต่เมื่อหนังเลือกใช้คำถามแรก ความรักนั้นจึงยังคงดำเนินไปอยู่แม้แทนจะพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้ชาย และอุ้มเองก็ทราบความจริงในข้อนี้ เมื่อความรักไม่ได้ถูกจัดประเภทในแบบที่จัดประเภทได้ (หรือเป็นที่ยอมรับในสังคม) พวกเขาก็ยังรักกันอยู่ดี รักกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งรักมนุษย์คนหนึ่ง และไม่มีเพศชาย หญิง เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป


หนังแสดงภาพว่า แทนถูกเลี้ยงมาโดยป้าที่เป็นนางโชว์สาวประเภทสอง และการที่เขาเติบโตอยู่ในแวดวงนางโชว์ ทำให้เขากลายเป็นเช่นที่เขาเป็นอยู่ และเอาเข้าจริง การเป็นเกย์ของเขา เป็นเพราะการเลี้ยงดูไม่ใช่เพราะตัวตนภายใน ดังนั้นคำถามหลักของหนังจึงคือการถามไถ่ว่า เราเองที่แท้มีเสรีภาพในการเลือกที่จะเป็นได้หรือไม่
ในฉากหนึ่งหนังให้แทน(ตอนที่สูญเสียความทรงจำไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการสะกดจิต) จิตแพทย์ผู้นั้นถามกับหมอเจ้าของไข้ว่า เราจะรู้ได้ยังไง ว่าเราเป็นในสิ่งที่เราเป็นจริงๆ คำถามนั่นอาจไม่ได้เพียงถามแทน หากถามมายังเราทุกคนถึงเสรีภาพในการเลือกของตน เนื่องเพราะท่ามกลางสังคม(ไม่ว่าจะในปัจจุบันและในอดีต)เสรีภาพในการเลือกนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ในมือเราแต่เพียงผู้เดียว หากถูกผูกพ่วงด้วยความคิดเห็นของคนอื่น ความรักของแทนกับอุ้มอาจเป็นไปไม่ได้ และไม่ถูกต้องในสายตาของบางผู้คน (ลองนึกแทนค่าตัวเราเองเป็นญาติพี่น้อง หรือเพื่อนของอุ้ม ความรักของแทนกับอุ้มจะดูเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องที่ควรขัดขวาง เราอาจทำเพราะรักอุ้ม แต่นั่นมันก็สะท้อนอคติที่เรามีต่อแทน ในฐานะแทนที่เป็นสาวประเภทสองอยู่ดี ) ความเป็นแทน ก็ไม่ถูกต้อง (น่าเสียดายที่กระทั่งตัวหนังเองก็ยังมองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เบี่ยงเบนอยู่บ้าง เพราะแทนที่หนังจะทำให้แทนเป็นมนุษย์ แต่เขากลับต้องตกเป็นตัวละครที่ไม่ได้เลือก บางทีการโยนบาป ไปให้การเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หนังอ่อนด้อยในประเด็นลง)
ตัวละครหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากแทนและอุ้ม คือตัวของโอม ผู้ซึ่งไม่ได้เลือกมาตลอด เขาถูกส่งไปบ้านคนนู้นคนนี้ จนมาจบลงที่บ้านอุ้ม และการมาถึงของแทนคล้ายเป็นแสงสว่างเดียวของเด็กน้อย ดังนั้นเมื่อจำเป็นต้องเลือก เขาจึงยินยอม แต่งหน้าทาปาก ยอมเลือกที่จะเป็น เพื่อแลกกับความรัก นั่นเท่ากับการตอกย้ำ ชีวิตบังคับเลือกไปในตัว เพราะถ้าเธออยากอยู่กับคนที่เธอรัก เธออาจต้องเลือกที่จะเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้เป็น (เช่นเป็นกะเทย ในหนัง)
ความเป็นชาย ความเป็นหญิง ความรัก ไม่รัก ล้วนที่แท้ไม่ได้ได้รับการเลือกอย่างมีเสรีภาพ หากตกอยู่ภายใต้ความต้องการของสังคมเสียทั้งสิ้น ดังนั้นเอาเข้าจริง ตัวตนที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่จริงแท้ที่เราต้องการจะเป็น ทางเลือกของเรานั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่เสรีสมบูรณ์หากเป็นทางกึ่งบังคับเลือก จากปัจจัยหลากหลาย
ยิ่งไปยิ่งไกล แต่หากมองย้อนกลับมาใช่ว่าหนังเรื่องนี้จะไร้ข้อบกพร่อง เพราะดูเหมือนปัญหาใหญ่ของหนัง นอกจากการโยนบาปให้การเลี้ยงดูโดยลืมไปว่าในฐานะมนุษย์มันยังมีปัจจัยร่วมในการเลือกอีก ยังมีฉากจบของหนัง สามสิบวินาทีสุดท้ายที่หนังพาเราย้อนกลับไปดูรูปเก่าของแทน พร้อมกับเสียง ประกอบของจิตแพทย์ ทำให้ห้วงสุดท้ายของหนังกลายเป็น - นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า - และทำให้ประเด็นหลักของหนังแทบจะเป็นการยัดเยียดไป
หากเราเลือกด้วยการไม่เลือก เราเองก็ต้องใช้จ่ายความรับผิดชอบต่อการเลือกที่จะไม่เลือกนั้นด้วย หนังอาจไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ แต่เมื่อหนังจบลง และตัวละครดำเนินสืบต่อ ทั้งแทนและอุ้มย่อมต้องรับผิดชอบต่อการเลือกของตนต่อไป (ซึ่งหากเราแทนตัวเองเป็นเพื่อนอุ้มอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายที่แทนกับอุ้มต้องจ่ายเพื่อแลกกับการที่จะรักกันอย่างเสรี อาจสูงมากจนทั้งคู่อาจต้องเลิกกันไปก็ได้ ทั้งนี้สุดแท้แต่ผู้ชมจะต่อเรื่องเพิ่มด้วยตนเอง )


แต่ที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ความหวาดกลัวความรับผิดชอบ หากอยู่ที่การได้เลือก ต่างหาก มนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือก และต้องรับผิดชอบต่อเสรีภาพนั้น ดังที่ ฌอง ปอล ซาร์ตร เจ้าลัทธิ EXISTENTIALISM กล่าวไว้ เหมือนที่แทนเคยบอกอุ้ม ถ้าเราไม่ชอบหัวหออม เราก็เขี่ยมันออก เพราะเปล่าประโยชน์ที่จะยอมกินสิ่งที่เราไม่ชอบ เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ต่อคนรอบข้าง แน่นอนการไม่กินหัวหอมมีค่าใช้จ่ายของมีนเหมือนกับที่เราต้องจ่ายอาการผะอืดผะอม หากเราฝืนกิน หากแต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราไม่ลงมือเลือก อย่างแท้จริง


หลายคนวิจารหนังเรื่องนี้
ในแง่ของความลงตัว
อยากดูจัง
หนังไทยหาหนังที่ลงตัวยาก
............................
#1 By ButleR~;"วาดวิมาน" on 2007-05-08 23:15