มันเริ่มจากการที่พวกเขาไปปิกนิกกันที่ชายป่า ริมลำธารแม่น้ำใสสะอาด อากาศสดชื่น ดื่มกันนิดหน่อยและอารรสดี พวกเขาหัวเราะยิ้มหัวพูดคุยเรื่อยเปื่อยจนมองเห็นขบวนแห่นั้นจากไกลๆ มันดูคล้ายขบวนแห่เจ้าสาว ใครคนหนึ่งพูดขึ้น แล้วทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็อดใจไว้ไม่ได้ จึงออกติดตามขบวนนั้นลึกเข้าไปในป่า

แต่ระหว่างทางพวกเขากับพบชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งมาห้อมล้อม พวกเขาไม่ได้ใช้กำลังแต่ก็แสดงอำนาจเต็มที่ ท่ามกลางความหวาดระแวง กลุ่มเพื่อนทั้งเจ็ด ถูกนำมายังลานกว้าง สั่งให้จัดแถวแยกหญิงชาย หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ ขีดเส้น ล้อมพวกเขาเอาไว้ เอาหินสองก้อนมาวางกั้นเป็นประตู ใครบางคนก้าวล้ำเส้นจึงโดนรุมสกรัม จนกระทั่งเจ้าบ้านตัวจริงออกมา สั่งให้เด็กๆของเขายั้งมือ และบอกว่าทุกคนคือแขกในงานเลี้ยง คนทั้งเจ็ดได้รับเชิญไปยังงานเลี้ยงริมทะเลสาบ แม้จะมีใครบางคนอยากไป และบางคนไม่ นำมาซึ่งบทจบชวนสะพรึง

นี่คือหนังที่ได้รับการจารึกว่าเป็นหนึ่งในหนังการเมืองที่อันตรายที่สุด หนังถูก แบนตลอดกาล-ในประเทศบ้านเกิดของตัวเอง นักวิจาร์ณหลายคนยกย่องให้เป็นหนังการเมืองที่ดีที่สุดเท่าที่เคบมีการสรสร้างกันมาในยุคหกสิบ และถูกจัดเข้าทำเนียบหนังหาดูยากมาหลายสิบปี แต่ที่สำคัญ เหนืออื่นใด แม้เมื่อหยิบหนังมาดูในสังคมปัจจุบัน มันก็ยังเป็นหนังการเมืองที่ทรงพลัง และตรงประเด็น อยู่ดี หนังเรื่องนี้มันคลาสสิค หรือเพราะ การเมืองไม่เคยเปลี่ยนแปลง เราไม่อาจทราบได้ !

หนังเป็นฝีมือของ JAN NEMEC หนึ่งในผู้กำกับกลุ่ม CZECH NEW WAVE (กลุ่มคลื่นลูกใหม่ จากสาธารณรัฐ เชค ) ร่วมรุ่นกับ MILOS FORMAN( ซึ่งต่อมาออกจากเชคมาทำหนังอย่างONE FLEW OVER CUCKOOS NEST และ AMADEUS ) , VERA CHYTILOVA ( DAISIES ) , JIRI MENZEL (CLOSELY WATCHED TRAIN ) และ EVALD SCHROM ( ซึ่งมาเล่นในหนังเรื่องนี้ด้วย )

หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1966 ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ NEMEC ทำ DIAMONDS FOR THE NIGHT ว่าด้วยสองหนุ่มชาวยิวที่หลบหนีจากรถไฟที่จะพาเขาไปค่ายกักกัน ก่อนที่จะถูกไล่ฆ๋ษ หนังคว้ารางวัลมากมายและเขากลายเป็นผู้กำกับดัง แต่เมื่อเขาลงมือทำ THE PARTY AND THE GUEST โดยเขียนบทร่วมกับ ESTER KRUMBACHOVA (ซึ่งเป็นเจ้าของบท THE FIFTH HORSEMAN IS FEAR หนังเชคนิวเวฟสุดดังอีกเรื่อง) และต่อมาทั้งคู่แต่งงานกัน หนังถูกถ่ายทำด้วยงบประมาณจำกัด ไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ หากแต่เป็นบรรดาพี่น้องผองเพื่อของผู้กำกับเอง

แต่หลังจากประธานาธิบดี ของเชคในตอนนั้นได้ดูหนังเขาโกรธจัด และสั่งให้ออกหมายจับ JAN NEMEC ทันที และสั่งแบนหนังเรื่องนี้ (หนังได้กลับมาฉายใหม่ในปี 1968 แต่การฉายในครั้งนี้ทำให้หนังถูก แบนตลอดกาล-ไปเลย) ด้วยข้อหาที่หนังวิพากษ์วิจารณ์คอมมิวนิสต์ตรงเกินไป อย่างไรก็ดี แม้ NEMEC จะถูกสั่งห้ามทำหนังตลอดชีวิต เขาก็ยังได้ทำหนังออกมาอีกหลายเรื่อง และย้ายออกจากเชคในที่สุด (ไม่ต่างจากชะตากรรมตัวละครในหนังของเขา)

ในส่วนของตัวหนังนั้น หนังเลือกเล่าเรื่องโดยไม่ได้แจ้งที่มาที่ไปแต่อย่างใด ตัวละครทุกตัวในหนัง แม้มีชื่อก็แทบไม่ค่อยถูกเรียกขานบ่อยนัก พวกแขกทั้งเจ็ดคนเป็นเสมือนตัวแทนของชนชั้นกลาง พวกเขาแต่งตัวดี มีรสนิยม และมีอุปนิสัยแบบชนชั้นกลาง คนหนึ่งเป็นเหมือนผู้นำ เขาพยายามจะพูดคุยผูกมิตรกับกลุ่มชายฉกรรจ์ พยายามบอกเพื่อนฝูงให้ทำตามสั่ง ในขณะที่ชายอีกคนเป็นพวกปฏิเสธ เขา ไม่ยอมรับการจัดแถว และออกจากส้นจนโดนรุมสกรัม ในขณะที่สาวๆดูจะเป็นสุขกับการบริโภค พวกหล่อนฟูมฟายเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้ (กระทั่งรองเท้าแตะ ) ในขณะที่ชายอีกคนผู้เก็บงำ ไม่พูดจาตลอดเรื่องเฝ้ามองเพื่อของเขาอย่างสงสัยโดยไม่โต้แย้งแต่ไม่ยอมรับและเขาเองเป็นกุญแจของเรื่องทั้งหมด

ในขณะที่กลุ่มของเจ้าของงานนั้นชวนให้คิดถึง คอมมิวนิสต์ (ที่ยึดครองประเทศอยู่ในขณะนั้น) แม้NEMEC จะปฏิเสธโดยอ้างว่า เขาทำหนังโดยกล่าวรวมๆถึงสถาบันอำนาจ(หรือพวกมาเฟีย) มากกว่าเจาะจงที่กลึ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การกระทำของ รูดอล์ฟ (หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์) ที่ตั้งโต๊ะกลางลานแล้วมีสุมดลงทะเบียนกับคำถามร้อยแปดกวนประสาท โดยมีเหล่าสมุนห้อมล้อม ก็ชวนให้คิดถึงเหล่าตำรวจลับในยุคนั้นไม่น้อย ยิ่งเมื่อเจ้าบ้านโผล่มาก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่าใบหน้าของเจ้าบ้าน (ทั้งศรีษะและเครา)ชวนให้คิดถึงใครไปไม่ได้นอกจาก เลนิน! (ก่อนที่ปี 1968 รัสเซียจะบุกยึดเชค!)

เมื่อเปรียบเทียบตัวละครกันได้ดังนี้เราจึงค้นพบว่า NEMEC ใช้ตัวละครทั้งหมด มาเล่าเรื่องความเป็นไปในประเทศของตนได้อย่างหลักแหลม (หากพึงสังวรว่าNEMEC บอกว่านี่เป็นการกล่าวโดยรวม) หนังวิพากษ์ การปกครอง ในรูปแบบ คอมมิวนิสต์ ที่ สร้างกรอบอากาศให้กับประชาชน (ผ่านทางเส้นที่ลากบนทราย ) ฉากหนึ่งในลานโล่ง เมื่อหัวหน้ากลุ่มลงไปเจรจาต๊ะอ้วยกับรูดอล์ฟ ขณะสมาชิกทคนที่เหลือยื่นอยู่ในเส้น กล้องวกลงต่ำจับตาที่เท้าของทั้งคู่พวกเขาเดินไปรอบๆวง ตบเท้าพร้อมกันราวกับการสวนสนาม และในเวลาต่อมา เมื่อเพื่อนคนหนึ่งก้าวล้ำเส้น แล้วถูกรุมสกรัม มันได้สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนอื่นๆ บางคนถึงกับร้องว่าตัวเองไม่ได้คิดทำอะไรแบบนั้น และกลัวถึงขั้นที่เมื่อเจ้าบ้านมา ทุกคนต่างรอคิวที่จะออกจากรอบอากาศทางประตูที่ที่แท้เป็นเพียงระยะของหินสองก้อนอันว่างเปล่าเท่านั้น!

แต่ไม่เพียงระบบเท่านั้นที่ถูกวิพากษ์ เมื่อทุกคนได้รับเชิญไปงานเลี้ยง พวกเขาก็แสดงธาตุแท้แห่งการเป็นชนชั้นกลางเมื่อพวกเขาพยายามผูกมิตรกับชายฉกรรจ์ หัวหน้ากลุ่มไปไกลถึงขนาดผูกมิตรกับเจ้าบ้าน ในขณะที่สาวๆเดินตามกลุ่มชายฉกรรจ์อย่างสนิทสนม ข้างฝ่ายชายผู้ถูกสกรัมนั้นเล่า เราค้นพบว่าที่แท้เขาไม่ได้เป็น ขบถอย่างที่เราคาดหมาย เขาเป็นเพียงชายผู้ไม่พอใจที่สมบัติของตนโดนช่วงชิง เมื่อเขาได้ กระเป๋า ไฟแชค และมีด คืน(โดยความช่วยเหลือจากเจ้าบ้าน)เขาก็พร้อมที่จะไปงานเลี้ยงริมทะเลสาบแต่โดยดี และเมื่อพวกเขาอยู่ในงานเลี้ยง ภรรยาของชายที่หายไป บอกว่าเฮนั่งผิดตำแหน่ง ความปรารถนาความสมบูรณ์พร้อมของเธอ กระตุ้นเตือนคนในงานเลี้ยง(หรือันที่จริงคือสังคม) ให้ทุกคนลุกสับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่กันวุ่นวาย และเมื่อค้นพบว่าแขกคนหนี่งไม่อยู่ในงาน มันทำให้เจ้าของงานโกรธจัด (แน่นอนนั่นคือการหลบหนีของเหล่าปัญญาชนจากแระเทศคอมมิวนิสต์) และผู้ที่เสนอให้ออกไล่ล่าไม่ใช่ใครนอกจากเพื่อนของเขาเอง และทั้งที่เป็นแขก เมื่อพวกเขาได้รับคำสั่งให้ดับเทียน พวกเขาก็ยินดีทำ โดยไม่ได้สงสัยเลยว่าในที่สุด พวกเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของผู้ล่า ที่ไล่ล่าเพื่อนของตัวเอง

หากเราแทนที่งานเลี้ยงด้วยอำนาจรัฐ (โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องหมายถึง สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ อแต่เพียงอย่างเดียว เพราะกระทั่งในระบอบ ราชาธิปไตย หรือ ประชาธิปไตยมันก็แทบไม่ต่างกัน มันคือ เกมของสถาบันอำนาจ ดังที่ NEMEC ว่าไว้) หนังแสดงให้เห็นถึงการที่ปัจเจกบุคคล ซึ่งที่จริงควรมีชีวิตโดยมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ตกเป็นกลไก แขนขาของอำนาจรัฐ ยึดโยงจากในหนัง ไม่จำเป็นเลยที่พวกเขาจะต้องเข้าแถวตามสั่งต่อหน้าคนแปลกหน้า แต่เมื่อคนเลห่านั้นมาพร้อมกับอำนาจ ไม่ใช่กลุ่มชายฉกรรจ์ หากแต่เป็นผองเพื่อนด้วยกันเองที่สั่งให้ทุกคนเข้าแถว และเมื่อมีใครบางคนที่มีเจตจำนงเสรีมากกว่าตน พวกเขาก็ยื่นข้อเสนอให้ไล่ล่า หนำซ้ำ ยังยอมตามคำสั่งของคนแปลกหน้า บางคนทำไปเพราะต้องการเอาใจ (แลอีนัยหนึ่งคือต้องการปันส่วนอำนาจเหล่านั้มายังคนบ้าง เหมือนกับที่หัวหน้ากลุ่มได้นั่งติดกับเจ้าบ้าน ) บางคนทำไปเพราะกลัวความผิด และบางคนทำไปเพราะไม่ได้สนใจอะไรเลยนอกจากความสะดวกสบายเฉพาะตน

*****ในเรื่องของ ประชาชนกลายเป็นกลไกอำนาจรัฐนี้ ขอให้อ่านปาถกถาของ อ.ธงชัย วินิจจะกูล :อนาคตการศึกษาเรื่องรัฐ ได้ที่ บลอก INVISIBLE NEWS ครับ *******

หนังจบด้วยเสียงของสุนัขตัวหนึ่งเห่าขรมในจอมืด ไม่มีเหตุการณ์ไล่ล่าแบบในหนังฮอลลีวู้ดให้เห็นแต่นั่นเป็นฉากจบที่รุนแรง และชวนสะพรึงมากที่สุด

ไม่แต่เฉพาะการแทรกนัยยะซ่อนเร้นไว้ในบทเท่านั้น NEMEC ยังใช้วธีการมากมายเพื่อทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังการเมืองที่ไม่ไว้หน้าใคร ตอลดทั้งเรื่อง หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาไร้สาระ หากคัดเอาเฉพาะแต่บทสนทนามาให้อ่าน เราอาจจะไม่สามารถข้าใจเรื่องได้เลย (ว่ากันว่า NEMEC ได้รับอิทธิพลจากนักเขียนบทละครในกลุ่ม THEATRE OF ABSURD เช่น SAMUEL BECKETT เจ้าของบทละคร คอยโกโดต์ อันลือลั่น) หากแต่ทุกบทสนทนาล้วนสำคัญทั้งสิ้น เพราะทุกถ้อยคำที่ไร้ความหายในตัวของมัน กลับเต็มไปด้วยนัยยะซ่อนเร้น เมื่อใครพูดอะไรสัอย่างหนึ่ง เช่นกล่าวชมใครสักคน มันได้แฝงท่าทีแสดงอำนาจว่าอยู่เหนือกว่า หรือกดให้ต่ำกว่า หรือเมื่อใครสักคนกล่าวกับเพื่อนของเขา ให้ดูแลตัวเองให้ดี มันก็แฝงนัยยะร้องขอมีส่วนร่วมในเกมอำนาจนั้นด้วย ผ่านทางการแสดงให้ผู้มีอำนาจเห็นว่าเขาสมารถควบคุมเพื่อนของเขาได้) และเหนือไปจากนั้น งานด้านภาพของหนังนั้นก็จำลองมาจากรูปถ่ายของ HENRI CARTIER BRESSON งานจิตรกรรมของGOYA และ ภาพข่าว จากสงครามเวียดนาม ประสมกับ ภาพของประธานาธิบดี JOHN F KENEDYถ่ายฉากงานเลี้ยงโดยจำลองโต๊ะมาจาก งานเลี้ยงการแจกรางวัลโนเบล โยภาพทั้งหมดถูกทำให้ดูคล้ายแต่ไม่เกี่ยวเนื่องเชิ่มโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ดังกล่าวแต่อย่างใด

แม้เราจะได้ดูหนังเรื่องนี้หลังกาลเวลาผ่านไป หลายสิบปี แต่ประเด็นอันเข้มข้นรุนแรงของหนังก็ยังคงฉายชัดในเทื้องาน และหากกลับโชนแสงมากขึ้นเมื่อนำมาประยุกต์กับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันทั้งในโ,กและในประเทศของเรา ดังที่ NEMEC เคยกล่าวเอาไว้ครั้งหนึ่งว่า

เมื่อไรก็ตามที่เราอาศัยอยู่ในสังคมที่ที่แท้ไม่มีเสรีภาพ มันย่อมเป็นหน้าที่ของผู้มีความคิด ที่จะทำลายอุปสรรคอันขวางกั้นการมีเสรีภาพ ในทุกๆทางที่ทำได้

กราบขอบพระคุณ มาดาม MdS ที่แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เป็นที่รู้จักครับ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับJAN NEMEC ที่นี่ครับ

http://www.ce-review.org/01/17/kinoeye17_hames.html

JAN NEMEC

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กรี๊ด ขอบคุณมากๆค่ะที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ ดิฉันซื้อดีวีดีเรื่องนี้มาแล้วล่ะ เอาไว้ว่างๆจะดู คุณ FILMSICK เขียนได้กินใจมากๆเลยค่ะ

#1 By MdS (61.7.150.107 /192.168.0.52, 61.7.150.107, 61.7.150.107) on 2007-05-01 13:16

Hi. Test post :
!-!-!-!

#2 By NetoPingeRy (91.121.67.145) on 2007-09-10 17:46