THE SCIENCE OF SLEEP : เรื่องรักของนักฝัน (ฉบับ เมื่อผมถูกคุกคามโดยความฝัน)
posted on 27 Apr 2007 16:01 by filmsick in love-is-all-around
ยินดีต้อนรับสู่ สเตฟานทีวี รายการประหลาดที่มีพิธีกรเป็นนายสเตฟาน และวันนี้เขาจะมาสอนกลไกการเกิดความฝันโดยอาศัยโมเดล สปาเกตตี้! กล้องที่ทำจากกระดาษลัง ห้องที่บุด้วยรางบรรจุไข่ไก่ และนายสเตฟานสุดเพี้ยน กับฉากบลูสกรีน ที่จะถูกตัดต่อเข้ากับการสาดซัด ของหยดสี นายสเตฟานชวนเราโบยบินไป ยังคอนเสริ์ต ของ DUKE ELLINGTON (ซึ่งที่จริงแล้วคือ DUCK ELLIGTON ต่างหาก) ฟังเขาถกเถียงกับพ่อที่ตายไปแล้ว และ ตุ๊บ ! เราตื่นขึ้น
นั่นคือความฝัน ใช่แล้วโลฟฝันของนายสเตฟาน หนุ่มลูกครึ่งเมกซิโก ฝรั่งเศส ที่ถูกแม่ชาวฝรั่งเศส ล่อลวงมายังปารีส หลังจากพ่อ(ที่เลิกกันไปนานแล้ว) เสียชีวิตลงจากโรคมะเร็ง แม่ของเขาแต่งงานใหม่ไปกับนักมายากลปัญญาชน และบอกสเตฟานว่า เขาจะได้งานครีเอทีฟ (แต่ที่จริงคือการแปะยี่ห้อลงบนปฏิทินนู้ดตะหาก !) สเตฟานจึงมาปารีส พร้อมกับภาษาฝรั่งเศสง่อยๆ กับรูปปฏิทินชุด - หายนะรายเดือน - ที่เขาวาดเอง มาอาศัยอยู่ในห้องที่เขาเคยอยู่ตอนเป็นเด็ก (แน่นอน นอนเตียงเด็กหลังเดิมที่สั้นจนต้องคุดคู้ ) งานห่วย (แถม ยอดชายนายกี เพื่อนร่วมงานของเขาก็เป็นพังค์ วัยกลางคนที่ใส่สูทวีผมเรียบและคลั่งเซกซ์! ) ชีวิตห่วย และไร้รัก ในเมืองแปลกหน้า แต่ถ้านั่นยังไม่แย่พอ สเตฟานเป็นโรคประหลาด (ถ้ามันจะเรียกว่าโรค ) นั่นคือเขาไม่สามารถแยกแยะโลกจริงๆกับโลกฝันในหัวเขาได้ มันตีกันยุ่งและทำลายชีวิตของเขาลง
โชคดี (หรือโชคร้ายก็ไม่รู้) ที่เพื่อนข้างห้องรายใหม่ของเขา คือ สเตฟานี สาวร้านขายอุปกรณ์ศิลปะ ที่มีงานอดิเรกในการทำงานศิลปะ(หรือตุ๊กตา) จากเศษผ้า สเตฟานตกหลุมรักสเตฟานี แต่ดันฝันว่าจะขอเบอร์ โซอี้เพื่อนของเธอ ความฝัน ความจริงตีกันวุ่น ทั้งในหัวของสเตฟานและบนจอ จนเราแยกแยะไม่ได้ เข้าใจไม่ถูก และมันเกือบจะทำให้ชีวิตของเขาย่อยยับไปเลย นี่ล่ะ พิษร้ายของความฝันล่ะ!

หนังที่ทุกคนรอคอย งานใหม่ของMICHEL GONDRY ผู้กำกับที่ก้าวจากการมิวสิควีดีโอ มาสู่วงการหนัง แม้หนังเรื่องแรกอย่างHUMAN NATURE จะได้รับก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ แต่ ETERNAL SUNSHINE AT A SPOTTLESS MIND หนังยาวเรื่องที่สองกลับได้รับเสียงชื่นชม มากมาย และกลายเป็นหนังของยุคสมัยเรื่องหนึ่ง
ที่จริงแล้ว เราน่าจะสามารถเรียกหนังในกลุ่มนี้ได้ว่า หนังสับสน ( ขออนุญาติบัญญัติ๖ศัพท์ใหม่ด้วยตนเองว่า OBSESSIVE CONFUSING CINEMA (ฮา!)) ซึ่งเป็นหนังที่มักนิยมสร้างโดยคนหนุ่มสาวชาวอเมริกันในยุคปัจจุบัน หนังที่เน้นความขัดแย้งภายในของตัวละคร ซึ่งมักเป็นหนุ่มสาวผู้หมกมุ่นกับเรื่องส่วนตัว อาจจะเป็นความฝัน (THE SCIENCE OF SLEEP ) ความทรงจำ (ETERNAL SUNSHINE) ความไม่พอใจตัวเอง ( BEING JOHN MULKOVICH) การสร้างงานศิลปะ ( ME AND YOU AND EVERYONE WEKNOW) กระทั่งเรื่องของโลกและสิ่งแวดล้อม ( I HEART HUCKABEES ) ดนตรี ( HIGH FIDELITY ) การคั่วสาวลูกติด(ABOUT A BOY ) กระทั่งการช่วยผู้อื่นให้มีความสุข หรือ สะสมภาพถ่าย ( AMELIE) หนังกลุ่มนี้มักมีตัวเอกเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่ในโลกได้อย่างปกติ พวกเขามักเป็นคนหนุ่มสาว ช่างฝัน ช่างคิด ชอบอ่านหนังสือ หมกมุ่นอยู่กับความคิดข้างใน กลัวความสัมพันธ์ และมีความสัมพันธ์กระพร่องกระแพร่งต่อกันและกัน หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาคมคาย อภิปรัชญายากๆ การสำรวจตรวจสอบการมีตัวตน และการวางแนวทางที่เอื้อให้ตัวละคร สนทนากัน หรือทำเรื่องน่ารักๆให้กัน หัวหอกของหนังในกลุ่มนี้อาจจะเริ่มที่หนังของ RICHARD LINKLATER ( SLACKERS , WAKING LIFE , BEFORE SUNRISE ) หรือ CAMERON CROWE ( SINGLES , SAY ANYTHING ) โดยอาจมีจุดเชื่อมโยงของหนังGEN X จากหนุ่มสาวรุ่นก่อนหน้า ( REALITY BITES ของ BEN STILLER คือ รูปแบบหนังGEN X, CLERKS ของ KEVIN SMITH ) และอาจสืบสาวขึ้นไปหา บิดาของหนังกลุ่มนี้นั่นคือ หนังของ WOODY ALLEN ! และในขณะเดียวกัน หากกวาดตามอง ฝั่งเอเชีย เราก็อาจพอจะพูดถึง WONG KAR WAI , TSAI MING LIANG รวมถึง ERIC KHOO(ซึ่งแยกออกไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ) แต่เมื่อมองในฐานะ การร่วมสมัย- ความแตกต่างของหนุ่มสาวฝั่งเอเซีย (เก็บงำ ) กับคนหนุ่มสาวฝั่งตะวันตก (ช่างพูด) ได้อย่างน่าสนใจ (ทั้งย่อหน้านี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนไม่ได้เกี่ยวข้องกีบตำราหนังเล่มใด ไม่ควรนำไปอ้างอิงอย่างยิ่ง!)

กลับมาที่ MICHEL GONDRY หลังจากเขาพาผู้ชมไปทัวร์ความทรงจำของคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังเลิกรักกัน มาคราวนี้เขากลับมาพาผู้ชม ทัวร์ชมความสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งก่อนที่ตัวความรักจะเกิดขึ้น (สรุปว่าไม่เคยมีความรักปรากฏในหนังรักของ GONDRY ฮา! ) แต่ต่างจาก ETERNAL SUNSHINE ตรงที่ในคราครั้งนี้ แทนที่GONDRYจะเลือกวางพลอตสับสนปนเป ซ้อนทับกันหลายชั้นของตัวละครหลายตัว เขากลับเลือกเล่าเรื่องของตัวละครหลักเพียงสองตัว พลอตบางเบาเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งพยายามจีบสาว แต่เขาขี้อายเกินไปและที่สำคัญเขากำลังถูกคุกคามจากความฝันของตนเอง ! ตัวเรื่องอาจจะเป็นหนังสั้นแค่สิบยี่สิบนาทีเท่านั้น แต่ ด้วยทักษะ ติดตัวของ GONDRY จากยุค ทำMV เขาจึงลงมือ ประดิษฐ์โลกฝันของสเตฟาน ด้วยบรรดาเทคนิคมากมาย ทั้งหุ่นSTOP MOTION การใช้ภาพตัดปะ สร้างหุ่นจำลอง และการใช้เทคนิคทางภาพ อุปกรณ์แบบทำเองก็ได้ง่ายจัง โดยแทบไม่พึ่งพา งาน CG ทำให้หนังเกิดเสน่ห์ประหลาด และก่อเป็นภาพฝันที่ทั้งน่ารักและน่าทึ่ง
ตัวละครเจ้าเสน่ห์ ขี้อาย (เลือกหนุ่มสาวสุดเจ๋งของยุคสมัยอย่าง GAEL GARCIA BERNAL และ CHARLOTTE GAINSBOURG มาหว่านสเน่ห์เฉพาะตัวกันเต็มที่ ) ประสานกับงานภาพ ทำให้หนังจี๊ดคนหนุ่มสาวได้ไม่ยาก
หนังวางตัวสเตฟานไว้ให้มีความเป็นเด็กสูงมาก ไม่ใช่แค่เพียงเพราะตัวเล็กๆ ของBERNAL แต่การที่หนังจับเขาให้นอนเตียงเด็ก (อาศัยในห้องเด็กที่มีอยู่มาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก) หรือการใส่นิสัย เอาแต่ใจ ขี้อาย และขี้แยลงในตัวละคร ทำให้เขากลายเป็นเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ขณะที่ตัว สเตฟานี ใช้ความมีอายุของGAINSBOURGทำให้เธอดูเป็นเสมือนพี่สาวของสเตฟานมากกว่าจะเป็นคนรัก ยิ่งทำให้ความรักของสเตฟานดูไม่มีทางสมหวังมากขี้นไปอีก แม้พวกเขาจะคล้ายคลึงกันในหลายอย่าง เช่นการคิดสร้างสรรค์อะไรแปลกๆจากสิ่งของใกล้มือ อย่างเรือจากผ้า ของสเตฟานี ( ซึ่งสเตฟานเติมป่าลงไปบนเรือ) การต่อมุกเกี่ยวกับการสร้างอนิเมชั่นจาก เศษนู่นนี่ รวมไปถึงฉากท้ายที่ทั้งคู่แกล้งคนเดินถนน ด้วยกัน หรือ การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา(1วินาที) หนังใช้เทคนิคถอยหลังกลับ กับการแสดงที่ให้ตัวละครเล่นเอง ทำให้เป็นการย้อนเวลาที่น่ารักน่าชัง เอาเข้าจริงตัวละครฝ่ายหญิงของGONDRY (ทั้ง WINSLETและ GANGSBOURG ) ยังเป็นหญิงสาวผู้มั่งมั่น เด็ดเดี่ยวและช่างคิดพอๆกัน (แต่ WINSLETออกจะห่ามกว่าเล็กน้อย )

และสเตฟานยังมีประเด็นแม่ไม่รัก เหมือนกับ ตัวละคร ใน ETERNAL SUNSHINE เมื่อเขาเอง เลือกอยู่กับพ่อตอนที่ทั้งคู่เลิกกัน และฝันถึงพ่อที่ตายไปแล้วอยู่เรื่อย กระทั่งในฝัน แม่ยังมาปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญพร้อมกับแฟนใหม่ที่สเตฟานไม่ค่อยชอบหน้านัก
ความฝันในเรื่องถูกใช้เป็นทางระบายความน่าเบื่อจากการงานของสเตฟาน เพราะในฝันเขามีเครื่อ.โกนหนวดปีศาจที่ยิ่งโกนยิ่งเกิดเครายาว หรือการที่เขาเป็นเจ้าโลกจนสามารถเนรมิต เมืองและถล่มพระจันทร์ได้ ในนั้นเพื่อนร่วมงานทั้งสามต่างตกเป็นข้าทาสบริวาร(เพราะความจริงตรงกันข้าม)
แจ่ในอีกทาง เขาก็ไม่สามารถควบคุมความฝันเขาได้เท่าไหร่ มันมักจะจบลงเป็นฝันร้ายไม่ก็ทำให้เขาทำเรื่องแย่ๆเช่นเขียนเนื้อเพลงเป็นจดหมายปัญญาอ่อน หรือตัดสินคนจากความฝันของตัว
และความฝันของสเตฟานยังเป็นทางออกอีกด้วย เมื่อ สเตฟานีไม่รัยรัก เขาหลบไปสร้างเรื่องโศนาฏกรรมในฝันว่าเขาเป็นโจรค้ายาที่โดนตำรวจไล่จับ และ สเตฟานีหักอก จนต้องตาย(ด้วยการตกเตียง)
และความฝันในหนังถูกนำมาเลือนขอบเตกับความจริงด้วยการถ่ายทำ ที่ไม่แบ่งแยกขอบเขต ฉากหนึ่งที่เราคิดว่าจริงกลายเป็นฝันเมื่อมีตัวประหลาดโผล่มา หรือบางฉากที่น่าจะเป็นความฝัน ก็ดันเป็นความจริงเสียนี่

แล้วเด็กชายสเตฟาน ก็ถูกความฝันคุกคาม เมื่อเขาแยกความฝันออกจากความจริงไม่ได้ และเข้าใจไปเองว่า สเตฟานีเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ หนังเลือกจบในจังหวะที่พอดี ไม่สุขสมแต่ไม่โศกเศร้า
ในขณะเดียวกันหากมองจากอีกมุมเราก็อาจพบว่า นี่เป็นเพียงหนังดาดๆเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย หนังเล่าเรื่องรักพื้นๆที่ไม่ได้มีอะไรใหม่ อาศัยเพียงเทคนิคทางภาพหวือหวา มาตัดต่อเข้าราวกับเป็นหนังสั้นสลับมิวสิควีดีโอความยาวร้อยนาทีเท่านั้น หนังไม่ได้มีประเด็นวิเคราะห์ความฝัน ไม่ลึกซึ่งขนาดตั้งคำถามกับความทรงจำเหมือน ETERNAL SUNSHINE แค่หนังร่ารักๆธรรมดาเรื่องหนึ่ง
แต่มองจากแง่มุมร่วมสมัย หนังพูดถึงชีวิตเหงาๆของผู้คน วิธีที่เขาแสดงออกเป็นอยู่ และอยากให้มันเป็น ได้อย่างน่าสนใจและอบอุ่นหัวใจ
มีฉากเล็กๆฉากหนึ่งที่พอจะสรุปเรื่องราวได้ เมื่อสเตฟาน ปีนไปขโมยตุ๊กตาม้าจากห้องของสเตฟานี แล้วเอามาใส่เครื่องยนต์กลไกเข้าไป พอปีนเอามาคืน ก็จ๊ะเอ๋กับสเตฟานีพอดี เขาโดนเธอต่อว่า แล้วกลับมาร้องห่มร้องให้ สเตฟานีเห็นม้าแล้วโทรมาถามสเตฟานว่าเขาทำได้อย่างไร
และสเตฟานตอบ
มันเป็นอะไรที่ไร้ระเบียบหน่อยๆ คือขาทั้งสี่ข้างของม้าต่างมีเครื่องยนต์เป็นของตัวเอง ขาข้างหนึ่งจะขยับจากแรงส่งของขาอีกข้าง และมันจะวนเวียนเป็นเช่นนั้น มันก็คล้ายๆกับ ชีวิต ...
และเราคือขาแต่ละข้างของม้า มีแต่กันและกันสิที่ขยับให้ม้าวิ่งได้ ใช่เราเพียงคนเดียวเสียเมื่อไหร่กัน

ไว้ดูแล้วจะตามมาอ่านนะคะ ไม่กล้าตอนนี้กลัวสปอยล์
#1 By tapum on 2007-04-27 16:59