เมล์นรก หมวยยกล้อ : ประเทศของเราเหมือนรถเมล์คันหนึ่ง(ในวันสงกรานต์)
posted on 16 Apr 2007 00:26 by filmsick in FILMFLUdfbdbdbdbdfbdfbdfbdfbdbfdb

dfbdbdbdbdfbdfbdfbdfbdbfdb
หนังยาวเรื่องที่ 7 ของเรียว กิตติกร ผู้กำกับเจ้าของหนังอย่าง โกลคลับ พรางชมพู อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม หนังเล่าเรื่องเช้าวันสงกรานต์ เมื่อคนขับ กับกระเป๋ารถเมล์ที่ไม่ชอบหน้ากันต้องมาปฏิบัติงานด้วยกัน ระหว่างทาง ชายอ้วนขาเป๋คนหนึ่งขึ้นมาบนรถเมล์ ตั้งใจจะกลับบ้าน แต่ด้วยความงี่เง่าของคนขับที่ไม่ยอมจอดป่ายทำให้เกิดเหตุ จี้รถเมล์ขึ้นมา และต้องขับต่อไปไม่มีหยุด
ฟังดูเป็นหนังตลกเพี้ยนๆ แต่ลองพูดใหม่ว่า ประเทศของเราเหมือนรถเมล์ คันหนึ่ง แล้วลองแทนค่า ตัวละครต่างๆในหนังเข้าไปจะพบว่า เอ๊ะ นี่มันประเทศไทยในช่วงเวลาอันใกล้นี้นี่นา
ใครกันเป็นคนขับรถจอมกร่างในประเทศเรา (แต่ในหนังเขาไม่ถูกไล่ลง) ใครกันที่เป็นกระเป๋าปากเสีย คอยยุแยง และใครกันที่บอกว่า มึงฟังกูสิ กูมีปืนนะ ครับ สุดแท้แต่ท่านจะตีความกันเอาเองว่าใครเป็นใคร
และแน่นอนผู้โดยสารที่เหลือก็คือประชาชนคนตาดำๆนี่เอง มีตั้งแต่ แม่ค้าปากตลาด ที่ไม่ได้สนใจใครนอกจากตัวเอง คนที่โนสำคัญผิดตลอดเวลา ผัวเมียชนชั้นกลาง ที่อ่อนไหวต่อสิ่งเร้า และ นักวิชาการอีแอบที่พูดจาสุภาพ แต่คอยวิจารณ์คนอื่นเจ็บๆแล้วหลบหลังเก้าอี้ รวมไปถึงคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรนอกจาก ปวดขี้เฉยๆ
แล้วจะมีอะไรแทนที่สังคมไทยได้ดีไปกว่าวันสงกรานต์อีกเล่า เพราะมันคือวันที่ทุกคนพร้อมใจกันไร้ระเบียบ ทุกอย่างถูกพักวางไปเพื่อความสนุกสนาน แบบไม่คิดชีวิต แรงงานพลัดถิ่นเดินทางกลับบ้าน ทุกคนได้อภิสิทธิ์ ในการ สาด- ผู้อื่นโดยไม่ถือสา นี่มันสังคมไทย (ในทุกวัน)ชัดๆ
นอกจากการแทนที่ฮาๆ ของตัวละครหลัก หนังยังมีฉากน่าสนใจ เช่น ตำรวจในเรื่องที่ปฏิบัติงานเข้มแข็งมีเพียง มอเตอร์ไซค์ คันเดียว ส่วนรถกระบะ ที่น่าจะไล่ทัน ดันต้องไปไล่ควายเสียนี่ !!!!
หากมองว่ามันเป็นหนังตลกโดยตัวมันเอง เมล์นรกเป็นหนังตลกเสียดสี ที่พูดถึงชีวิตคนเมืองได้แสบสันต์ เมื่อหนังแสดงให้เห็นความบ้าคลั่งของคนเมือง รวมไปถึงความบ้าคลั่งของเทศกาลสงกรานต์ ที่จริงจนเจ็บ
แต่ในฐานะหนังกรเมือง นี่นับเป็นหนังที่ฉลาดและกล้าหาญทีเดียว เพราะสถาณการณ์และทรรศนะทางการเมืองของผู้กำกับถูกนำมาซ่อนไว้อย่างแนบเนียนใต้เนื้อหนังตลก ซึ่งไม่บ่อยนักที่เราจะพบเจอในหนังไทย (ยิ่งเป็นสถาณการ์ณในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก ยิ่งหาได้ยากเข้าไปใหญ่)
อย่างไรก็ดีผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับทรรศนะทางการเมืองในช่วงท้ายของหนังนัก แต่บางทีหากมองว่า ช่วง
ท้ายของหนังที่ทุกปัญหาได้รับการคลี่คลายอย่างสงบงดงาม โดยแทบไม่มีใครเจ็บปวดนั้น เป็นเพียงการเลือกตอนจบเพื่อเอาใจคนดู และทำให้หนังจบอย่าสมบูรณ์เท่านั้น ก็เป็นไปได้ว่า ทรรศนะ นัยยะทั้งหมด จบลงเมื่อรถเข้าเทียบท่าในปั๊ม ที่การเล่นสงกรานต์บ้าคลั่งถึงขีดสุด (และหลังจากฉากนี้เราจะไม่เจอการสาดน้ำอีกเลยจนจบเรื่อง )
แต่หากว่าทรรศนะนั้นดำเนินต่อไปจนจบ นั่นก็หมายความว่า ผู้กำกับเลือกที่จะบอกว่า คนที่เอาปืนจ่อผู้อื่นนั้นสามารถได้รับการให้อภัย คนที่ควรเจ็บก็เจ็บไปแล้ว ส่วนคนปลุกระดมก็ได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง และทุกคนก็มีชีวิตที่เป็นสุข นั่นเท่ากับเป็นการบอกกลายๆว่า เราจะผ่านพ้นปัญหานี้ไป ได้อย่าสวยสดงดงาม และหากพูดกันเต็มที่ นั่นเป็นทรรศนะการเมือง แบบ พาฝัน มากๆ
แต่ในเมื่อทรรศนะการเมืองที่แตกต่างไม่ใช่ความผิด ในแง่ของภาพยนตร์ เมล์นรกหมวยยกล้อ เป็นหนังที่น่าสนใจ และน่าดีใจ ที่ในที่สุดประเทศไทย ก็มีคนทำหนังที่แสดงจุดยืน วิพากษ์ เสียดสี การเมืองออกมาจนได้ (แม้ยังไม่สามารถทำออกมาได้ตรงๆก็ตาม)
และหากสนใจนัยยะทางการเมืองในหนังไทย เราอาจดุหนังเรื่องนี้ ร่วมกับ สยิว ( พฤษภาทมิฬ ) , โคลิค ( 6 ตุลา) , คน ผี ปีศาจ (การฆ่าตัดตอนในสมัยนายกคนก่อน) , คู่กรรม 2 และ สิบสี่ตุลา สงครามประชาชน ( 14 ตุลา ) ซี่งเมื่อไล่เรียงรายชื่อแล้วพบว่ามันทั้งน่าดีใจและเสียใจ ดีใจที่เราสามารถแทรกประเด็นการเมืองลงในหนังแนวต่างๆได้ (แม้บางเรื่องจะมีหน้าที่เพียงน้ำจิ้ม แต่ก็ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในขณะที่บางเรื่องเป็น โครงหลักใหญ่ ที่ซ่อนไว้ได้อย่างแนบเนียน) เกือบทุกแนว และน่าเสียใจ ที่แม้เวลาจะล่วงเลยไป ประเทศที่ได้ชื่อว่า เสรีประชาธิปไตย ยังไม่เคยสามารถทำหนังการเมือง ทีวิเคราะห์ความเป็นไปของเหตุการณ์จริงๆออกมาได้เลยสักเรื่อง (ไม่นับหนังที่ไม่ได้ฉาย อย่าง ทองปาน และหนังที่ฉายกันอย่างแคบๆอย่าง เคียด )


สนุกดีค่ะ มีการเสียดสีสังคม มุขไม่ได้คาเฟ่จ๋านัก
ชอบค่ะ
#1 By ~:. t r u s t.:~ on 2007-04-16 00:44