บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ผู้เขียนขอรับผิดชอบต่อความเห็นทั้งหมดในบทความนี้แต่เพียงผู้เดียว

ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป

ตามหมายกำหนดการเดิม หลังจากนี้หนึ่งสัปดาห์พอดิบพอดี ภาพยนตร์ แสงศตวรรษ หนังเรื่องล่าสุดของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จะลงโรงฉายอย่างเงียบๆและเจียมตัว บนแผ่นดินแม่ของตัวเอง ด้วยการฉายแบบจำกัดโรงสองโรง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเป็นการจัดฉายร่วมกับ หนังสือ BIOSCOPE โดยไม่ผ่านค่ายหนังค่ายใด

มีนักดูหนังหลายคนที่อาศัยในต่างจังหวัด ตระเตรียมลางาน หาช่วงว่าง เพื่อเดินทางไกลไปดูหนัง เรื่องนี้ เพราะเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า ด้วยศักยภาพของหนัง ไม่มีทางจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในฐานะ - อุตสาหกรรมภาพยนตร์ - ได้อย่างเป็นแน่แท้

แต่แล้วข่าวร้ายก็เดินทางมาถึงทุกคนว่า แสงศตวรรษ ที่หลายคนเฝ้ารอคอย นั้น ไม่ได้ฉายแสงบนแผ่นดินแม่อีกต่อไป และหากจะฉายหนังเรื่องนี้ จำต้องตัดหนังออก 4 ฉาก และย่อหน้าแรกของบทความชิ้นนี้คือปากคำของอภิชาติพงศ์หลังรู้ผลการตัดสิน

เพื่อนรัก เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ - ระบบแห่งความกลัว ดังที่ คุณ อภิชาติพงศ์ ได้พูดไว้ เราเกิด เติบโต ภายใต้วิธีคิดอำนาจนิยม ในระบบการศึกษา ครูสามารถสั่งให้เราเชื่อในสิ่งที่ครูต้องการให้เชื่อ และกำจัด สิ่งอื่นนอกเหนือความเชื่อด้วยวิธีคิดอันผูกติดกับอำนาจ (เราจึงถูกเฆี่ยนตีอยู่ไม่รู้จบ) ตอลดระยะเวลานับสิบปี เราถูกสั่งให้สอบ เพื่อวัดผลการเรียนรู้ ทั้งๆที่การสอบไม่ได้นำมาซึ่งการเรียนรู้แต่อย่างใด นอกจากเป็นใบรับรองต่อความกลัวของครู ว่าเราจะไม่รู้ และความกลัวของเรา ที่จะแสดงว่าเราสามารถเลื่อนชั้นได้ การเรียนรู้ถูกดูดกลืนหายไปในอาณาจักรแห่งความกลัวนั้น เพราะเราพากัน ท่อง - -เก็ง และ หาทางลัด- ทุกวิธีในการทำข้อสอบ ในโลกที่เราเรียนรู้เฉพาะ วิธีที่จะทำข้อสอบให้ผ่าน ไม่ใช่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราในที่สุดได้กลายมาเป็นคนแบบที่เราเป็น คนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความกลัว ในอาณาจักรของความกลัวที่กว้างใหญ่ไพศาล

การเซนเซอร์ถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไรกันเพื่อนรัก โดยแทบไม่ต้องใคร่ครวญ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบรับอาณาจักรแห่งความกลัวของเรานั่นเอง มันทำหน้าที่ในการปิดบัง บิดเบือน ทำลาย ปิดกั้น การรับรู้ทั้งหมดทั้งมวลของเรา แล้วสิ่งใดเล่าที่เรากลัว สิ่งไดเล่าที่เราไม่สมควรเห็น ไม่น่าจะเห็น ไม่ควรรับรู้ว่ามีอยู่

จากรณีของแสงศตวรรษ มันทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่สังคมนี้ต้องการปิดบังจากเรามีเพียงสิ่งเดียว สิ่งนั้นมีชื่อว่า ความจริง-

ความจริงทำให้เราคิด เมื่อเราคิด เราก็ไม่กลายเป็นพลเมือง ผู้เซื่องเซ่อโง่ซึมอีกต่อไป ความจริงมีรูปร่างหน้าตาไม่น่าดูนัก บ่อยครั้งมันขัดกับ ศีลธรรมอันดีงาม และการขัดกันนี้ ในทางหนึ่งมันสะท้อนความเสื่อมของมนุษย์ แต่ในทางหนึ่งมันสะท้อนความล้าสมัยของวิธีคิด ความดีงามมีหนึ่งเดียวนี้ด้วย

เพื่อนรักเราไม่สามารถบอกได้เลยว่า ศีลธรรมอันดีนี้มีหน้าตาเป็นเช่นไร บัญญัติโดยใคร ตั้งแต่เมื่อไร มันเป็นเพียงความคลุมเครือเลื่อนลอย ที่สามารถถูกนำมาใช้เพื่อให้สอดรับกับความเชื่อเฉพาะบุคคล แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่ากับคุณสมบัติหลัก ของมัน นั่นคือ มันได้ยึดกุมความดีงามไว้เป็นหนึ่งเดียว แตะต้องไม่ได้ ไม่บังควรวิพากษ์วิจารณ์ และคือสุดสายปลายทางแห่งความคิดเห็นทั้งมวล

หากมันทั้งยืดหยุ่นยิ่ง และแข็งเกร็งยิ่ง ยืดหยุ่นจนพอที่จะนำไปรับใช้ความมืดบอดใดๆก็ได้ และแข็งเกร็งพอจะโบยตีทุกคนที่แข็งขืนต่อต้าน โดยไม่ปราณีปราศรับ และๆไม่ได้รับการอภัยจากสังคม

แต่ความดีในมุมมองเดียวนั้นคือความดีแท้แน่ล่ะหรือ หรือมันเป็นเพียงความพยายามอันมืดบอด ที่จะทำให้คนทุกคนมืดบอดเสมอกันเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง

พระห้ามเล่นกีตาร์ พระห้ามเล่นจานร่อน แพทย์ห้ามดื่มเหล้า แพทย์ห้ามมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศ พิจารณาเพียงถ้อยคำอันขาดไร้บริบท บางข้อเหล่านี้ฟังดูรุนแรง (โดยมาตรวัดทางศีลธรรมอันคลุมครือของเรา) แต่แน่นอน ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจริง  

ความจริงที่เราไม่อยากยอมรับนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังเป็นความจริง และความจริงไม่ได้นำมาเพียงการปฏิบัติตามกันอย่างไร้ความคิด ความจริงไม่ได้นำมาซึ่งความเสื่อมทรามของผู้คนแต่เพียงถ่ายเดียว หากความจริงยังกระตุ้นให้เราเรียนรู้ทำความเข้าใจอีกด้วย และบางทีเป็นการเรียนรู้ทำความเข้าใจนี้ต่างหาก ที่บางคนมุ่งหวังจะกำจัดมันออกไป

การเซนเซอร์ฉกฉวยความจริงไปจากมือเรา เพื่อให้เสงบเซื่องกับภาพลักษณ์ลวง ฟังดูแล้วชวนประหลาดที่จะเห็นว่า สี่ฉาก มาจากสองกลุ่มคน หนึ่งคือ พระ สองคือ หมอ แน่นอน ทั้งสองสถานะดำรงอยู่ในสถานะพิเศษของสังคมไทย ได้รับความเคารพ ให้เกียรติ ถูกใช้เป็นแบบอย่างที่ดี หากแต่นั่นคือนามของวิชาชีพ (กรณีพระสงฆ์อาจเรียกเป็นคำอื่น) แต่ในฐานะมนุษย์ผู้เป็นปัจเจก การสวมหัวโขนในวิชาชีพนั้นๆไม่ได้ให้ศักดิ์และสิทธิ์ในการทำลายความเป็นมนุษย์ของตนลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้อื่น ซึ่งอาจไม่เชื่อ ในศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับที่เราเชื่อ

พระสงฆ์ควรมีกิริยา สำรวม แพทย์ควรเคร่งขรึมน่าเชื่อถือ นั่นพูดกันในนาม แต่มันช่างแตกต่างกันนักระหว่างสิ่งที่ควรเป็น กับสิ่งที่เป็นจริงๆ น่าขันที่หลายคน บอกว่า ในชีวิตจริงจะเป็นอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อนำเสนออกไปในสื่อ ต้องเป็นด้านดีเท่านั้น

ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่ โฆษณาชวนเชื่อให้วิชาชีพใด องค์กรใด ในฐานะงานศิลปะ มันควรกระตุ้นเตือน ทำหน้าที่เป็นวัคซีน ที่จะระคายเคืองให้คันในเนื้อสมองมากพอที่จะคิดทะลุไปไกลเกินกว่าที่ผูกตาไว้

เลยพ้นไปจากนั้น ในฐานะของคนในแวดวงสาธารณสุข (แม้จะไม่ได้เป็นหมอ และไม่หน้าบางขนาดนั้น) และในฐานยะของคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ค้นพบว่า ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่นำเสนอ วิชาชีพนี้ได้อย่างละมุนละไม ชวนหมกมุ่นครุ่นคิดเท่านี้มาก่อน หนังทั้งตั้งคาถม ย้อนแย้ง และแสดงความเป็นมนุษย์ของหมอ อย่างน่าทึ่ง จนอดคิดไม่ได้ว่านี่คือหนังที่คนในสายสาธรณสุข น่าจะได้ดูและคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งจริงจัง น่าเสียดาย ที่ การรักษาภาพลักษณ์ ฆ่าตัดตอน ความจริงและความตื่นรู้ที่เราควรจะมีลงไปจนหมด

เรากำลังถูกบังคับให้จ้องมองเฉพาะในสิ่งที่เขาอยากให้จ้องมอง และถูกจับจ้องมองจากคนที่อำนาจอยู่ในเมืออีชั้นหนึ่ง ที่สุด เรากลายเป็นสัตว์เชื่อง และไม่ใช่เรื่องประหลาดที่เราจะคิดไม่ได้ไปไม่เป็น ยินยอมเป็นสัตว์เชื่องในคณะละครสัตว์แห่งศีลธรรม

เพื่อนรัก หากจะมีสิ่งใด ที่ทำร้ายทำลาย ศีลธรรมอันดีงาม ดังที่กล่าวอ้าง สิ่งนั้นคือการทำให้มนุษย์โง่งม จนไม่สามารถทำความเข้าใจความดีงามได้หลากหลายแง่มุม และเป็นการเซนเซอร์นั้นเองที่ทำลายตัวมันเอง

และเพื่อนรัก ในนามของ คนดูหนัง ในนามของคนทำงานศิลปะ (แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง) ขอเรียกร้องให้เรา ไม่สมยอม- กับการกระทำจากรัฐในครั้งนี้ ภาพยนตร์ไม่ได้มีมิติเป็นเพียงสินค้าอุตสาหกรรม ที่สามารถตัดส่วนที่ไม่ชอบใจออกไป หรือดัดแปลงพันธุกรรมมาหลอกขายได้ อย่างง่าย ๆ ยังมีคนทำหนังมากมายบนโลกนี้ ที่กรีดเลือดมาทำหนัง คนที่ต้องต่อสู้อย่างยากลำบาก เพื่อแสดงมิติทางจิตวิญญาณ ทางศิลปะ ลงบนแผ่นฟิล์ม เราไม่ยินยอมต่อการเหมารวมเช่นนั้น เราไม่เชื่อว่าจะมีมาตรวัดใดๆมาตัดสินความดีงามอันเป็นปัจเจกได้อีกต่อไป เราจักทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านเรื่องนี้ และเพื่อผู้เป็นศิลปินที่รัก หากเราเพิกเฉยต่อการกระทำต่อภาพยนตร์ อันคือวงศ์วานว่านเครือทางศิลปะของทุกคน เราก็ควรใคร่ครวญ ความเป็นศิลปินของเราเสียใหม่ และหากเป็นไปได้ จงสร้างงานขึ้น เพื่อต่อต้าน การกระทำในครั้งนี้ เพื่อให้รู้ว่า ศิลปะ มีที่ยืนในประเทศนี้ อย่าเต็มภาคภูมิ

ขอเสรีภาพจงฉายแสงในใจท่าน

ด้วยความเคารพในเพื่อนทุกคน

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

littleprince2@hotmail.com



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ประเทศไทยกำลังไร้ซึ่งศิลปิน ที่เป็นศิลปินจริงๆ ที่ไม่ยึดติดกับรายได้ ไม่ได้ทำงานศิลปะขึ้นมาหวังรวย หรือแสวงหาผลประโยชน์

เป็นกำลังใจให้คุณเจ้ย และศิลปิน ทุกคนในประเทศไทยครับ
ในนามของคนทำงานศิลปะ เช่นเดียวกันครับ

#1 By Gappy on 2007-04-12 11:17

ผมไม่รู้จักภาพยนต์เรื่องแสงศตวรรษ เหนือยิ่งไปกว่านั้น ผมไม่รู้จักผู็กำกับคนนี้เลยแม้แต่น้อย

ผมไม่เคยดูและก็ไม่รู้ว่า 4 ฉากที่จะต้องถูกตัดไปนั้นเป็นเช่นไร และเหตุใดจึงต้องถูกตัดไป

แต่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับที่คุณเขียนมาสักเท่าไหร่ ไม่อยากให้คุณสร้างอสณาจักรแห่งความกลัวของคุณขึ้นมา วาดภาพมัน แล้วเหมารวมทุกสิ่งเข้าไปในนั้นแบบที่คุณเขียนออกมา

ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา หรือกระทั่งศีลธรรม

คุณอาจจะเจอะเจอกับอาจารย์ที่สอนคุณเพียงเพื่อการทำข้อสอบโดยที่คุณไม่เคยได้เรียนรู้สิ่งใดอย่างที่คุณว่า แต่ระบบการศึกษามันมีเพียงแค่นั้นจริงหรือ

เช่นเดียวกันที่ไม่อยากให้มองว่าศีลธรรมเป็นเรื่องที่คลุมเคลือเลื่อนลอย เพราะศีลธรรมเป็นเรื่องที่สะท้อนใจของคุณออกมา และถ้าหากเราไม่สามารถยึดถือในศีลธรรมได้แล้ว สังคมคงต้องวิบัติในไม่ช้า แต่ก็เป็นความจริงที่โดยมากคนที่แอบอ้างศีลธรรม จำทำการสรรหาประโยชน์เข้าตัวอย่างไม่มีศีลธรรม

ไม่รู้ว่าการที่ภาพยนต์เรื่องนี้ ผู้กำกับงดฉายเนื่องมาจากการไม่ยินยอมกับกองเซ็นเซอร์ ทำให้คุณไม่พอใจกับกองเซ็นเซอร์มากน้อยเพียงใด

แต่ในความคิดเห็นของผม บางทีถึงแม้จะเป็นความจริง แต่ใช่ว่าความจริงจะต้องถูกเปิดเผยโดยทั่วถึงกันไปหมด

เช่นเดียวกับการที่พระสงฆ์จะเล่นกีต้าหรือจานร่อนมิได้ เพราะผิดวินัยสงฆ์ คุณอาจเคยเจอคนห่มผ้าเหลืองทำเช่นนั้น แต่พระสงฆ์ที่แท้ไม่ทพเช่นนั้น

จริงอยู่ที่คุณอาจมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะแยกแยะ แต่ว่าทุกคนมีวิจารณญาณหรือไม่

ความจริงไม่น่ากลัวหรอก แต่ที่น่ากลัวคือคนที่ไม่อาจแยกแยะความจริง

#2 By Yymnoy on 2007-04-12 11:21

ปล. แล้วเหตุใดงานศิลปะจึงจะต้องกระทำการท้าทายต่อศีลธรรมด้วยเล่า?

หรืองานศิลปะที่มีศีลธรรมจะไม่มีอยู่เลย?

#3 By Yymnoy on 2007-04-12 11:23

โลกไม่ได้มีเพียงประเทศเราประเทศเดียว ความเห็นเล็กๆ ก็คือ 1 แสงกระพริบเล็ก บนจักรวาลกว้างใหญ่ อย่าพยามดับแสงที่กระพริบเล็กน้อยเลย หากคุณคือคนธรรมดาคนหนึ่ง จงสร้างสรรค์งานต่อไป แม้มันจะไม่ได้รับการยอมรับจากใครเลย

#4 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-04-12 12:04

อย่าเสียใจไปเลย...

#5 By Mrs. Holmes on 2007-04-12 12:12

ลงนาม ไม่สมยอม ด้วยคน

ไม่รู้จะพูดอะไรดี รู้สึกเหนื่อย

กับประเทศนี้มากขึ้นทุกวันแล้ว
เห็นด้วยครับ กับเรื่อง "ความจริง" (หนึ่งเดียว) เฮ่อ..สู้ๆครับ

#7 By leavesomespace (125.24.196.182 /unknown) on 2007-04-12 14:09

งานศิลปะไม่จำเป็นต้องท้าทายศีลธรรมเสมอไป

แต่งานศิลปะที่ท้าทายศีลธรรม อาจทำให้คนเห็นว่าแท้จริงแล้วศีลธรรมที่อ้าง ๆ กันนั้นก็เต็มไปด้วยความลักลั่น และไร้แก่นสารยิ่งกว่า

#8 By wonam on 2007-04-12 14:44

รู้สึกว่าจะมีแต่หลักฐานที่ชักชวนทางอารมณ์อย่างเดียวน่ะค่ะ
่ควรมีหลักฐานที่แสดงเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้ ว่า

ถ้าไม่สนับสนุนการเซ็นเซอร์ สิ่งที่คุณต้องพิสูจน์คือ
1.) การเซ็นเซอร์ไม่ได้แก้ปัญหาตามจุดประสงค์ที่กระทรวงต้องการ
อาจดูได้จากสถิติของผู้สูบบุหรี่ หรือ ผู้ดื่มสุรา หรืออาชญากรรมทางเพศ
2.) การเซ็นเซอร์ส่งผลเสียต่อยอดขายของภาพยนตร์หรือไม่อย่างไร
ดีวีดีหลายๆเรื่องมีการเซ็นเซอร์ และมีผู้รักภาพยนตร์หลายคนที่ต่อต้าน และไม่ซื้อ dvd เหล่านี้ ถ้าคุณหาสถิติมายืนยันได้ว่า การเซ็นเซอร์ ทำให้คนไม่สนับสนุนของแท้ หันไปสนับสนุนของก๊อปมากขึ้น ก็จะสามารถโจมตีระบบการเซ็นเซอร์ได้ค่ะ

นอกจากการต่อต้านระบบนี้แล้ว ยังต้องเสนอหนทางแก้ไขด้วยค่ะ ถ้าต้องให้มีการจัดเรท เราต้องมีหลักฐานว่าการจัดเรทใช้ได้ผลจริง และมีประโยชน์มากกว่าการเซ็นเซอร์

บทความนี้ใช้หลักฐานที่ appeal to beliefs กับ appeal to emotion มากเกินไปหน่อย จนไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้จริงๆจังๆค่ะ แต่สามารถใช้ในเชิงปลุกระดมทางอารมณ์ได้ เท่านั้นเอง

จะเป็นกำลังใจให้ค่ะ

#9 By = HIMA = on 2007-04-12 14:52

เมกา เค้ายังจัดเรทให้คนเข้าโรงภาพยนตร์ได้ ทำไมเมืองไทยถึงทำไม่ได้ เค้าตรวจบัตรประชาชนก่อนเข้าดูหมด เรทหนังของประเทศเค้าเข้มงวดมาก หนังเรท 18 เค้าก็ไม่ให้เด็กต่ำกว่า 18 เข้าดู ทำไมเมืองไทยไม่ทำงั้นมั้ง หรือกลัวเสียรายได้หว่า ~*

#10 By Gappy on 2007-04-12 15:11

เฮ้อ...คุณ
เราอ่านแล้วไม่รู้จะไงจริงๆ
เศร้าว่ะ...
ความมืดบอดส่วนบุคคลโดยแท้

#11 By sofa on 2007-04-12 17:03

อย่างดีที่สุด รัฐสามารถจัด "ระดับ" ให้ได้

ส่วนการเลือกว่าจะเสพ "ระดับ" ไหน
ควรจะเป็นเรื่องของผู้เสพ
(หรือผู้ดูแลผู้เสพ ในกรณีผู้เสพยังไม่บรรลุนิติภาวะ)

... เออ นิติภาวะ

นิติภาวะของประเทศนี้ มันศักดิ์สิทธิ์ สำคัญแค่ไหนเชียว

บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ยังไม่มีสิทธิเลือกหนังดูได้เอง เลือกเว็บเข้าได้เอง

แต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เลือกตั้งได้!

ประหลาดเนอะ

#12 By bact' (203.131.209.66) on 2007-04-12 18:10

ขอลุกขึ้นยืนปรบมือให้ กล่าวได้โดนมากครับท่าน

#13 By ตุ้ย since 2006 on 2007-04-12 21:51

ไม่รู้จะพูดอะไร รู้แต่ว่าขอให้แสงศตวรรษได้ส่องแสงอีกครั้ง
เห็นด้วยทุกประการ และขอสาปส่งระบบเซ็นเซอร์หนังไทย
ใช่ เราเห็นด้วย

ส่วนเราเขียนไว้ที่นี่ครับ
http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1691

#16 By merveillesxx (161.200.255.162) on 2007-04-13 17:09

พระราชนิพนธ์ส่วนหนึ่งขององค์รัชกาลที่ 6 กล่าวไว้ว่า
"เมืองใดไร้ศิลปะโสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม"

คนที่ทำลาย "ศิลปะโสภณ" นั่นแหละคือคนที่จิตใจ "เสื่อมทราม" เข้าขั้นพีค

#17 By nanoguy (125.24.132.247) on 2007-04-13 21:28

ตอบ คคห ที่ 2

แล้วทำไมเราไม่ทำให้คนไทยมีวิจารณญาณที่สูงมากขึ้นล่ะครับ

น้อยอยู่แล้วก็น้อยต่อไป จะดีเหรอครับ

จะว่ายากมันก็ยากจริงๆ แต่ปล่อยไว้แบบนี้ประเทศจะมีแต่คนที่แยกแยะไม่ออกนะ

#18 By 7 (58.10.93.217) on 2007-04-13 22:36

...ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ครับ...

#19 By bong's on 2007-04-14 01:21

ค่อนข้างเห็นด้วยกับความเห็นส่วนบุคคลของคุณวิวัฒน์

ภาพยนตร์คือ "โลกสมมติ" อันมีพื้นฐานมาจากความจริง อาจจะไม่จริงทั้งหมด แต่มันก็จริงที่สุดต่อความรู้สึกของคนที่ทำมันออกมา

อาจจะมีคนที่ชอบ และไม่เห็นด้วยต่อ "โลกสมมติ" ใบนี้ แต่ก็ขอให้เป็นเพียงความรู้สึกที่แตกต่าง หรือความบาดหมางทางความคิด ที่ผู้ทำงานศิลปะได้เว้นช่องว่างเพื่อสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว

แต่อย่าได้ไป "พิพากษา" งานชิ้นนั้นเลยครับ ลบเหตุผลใดๆออกไป แล้วใส่ความรู้สึกลงไปแทน

#20 By zoxmok on 2007-04-14 04:56

ผมรู้สึกว่าการ censor คือการดูถูกวิจารณญาณและความคิดของคนดูหนัง โดยการตัดสินแทนว่า สิ่งนี้คุณไม่ควรจะได้เห็นก็ปิดซะ ตัดซะ (ใครบางคนบอกว่า เอายาหม่องป้าย )

คือการปิดกั้นสิ่ง ช่วยกระตุ้น สะกิด หรือสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในสังคม
(การยอมรับความจริง คือ จุดเริ่มต้นของการคิดแก้ปัญหา)

ขัดขวางกระบวนการที่สังคมสามารถสร้าง antibody ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติ เพื่อปรับสมดุลกันเองของสังคม

ในกรณีนี้ผมเห็นด้วยว่า การจัดเรทหนังคือสิ่งที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า.. ในทุกกกรณี

รัฐมีสิทธิที่จะแสดงเจตจำนงค์ได้ว่า จะแบ่งเรทหนังเป็นอะไร และอย่างไร ใครมีสิทธิที่จะดู และอะไรคือสิ่งที่จะต้องระวัง ความรุนแรง เซ็กส์ หรือศีลธรรม?

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ระยำจัญไร ที่เกิดขึ้นกับสังคมเราเมืองเรา มันก็มีต้นเหตุมาจากเรื่องไม่กี่อย่าง...

อำนาจหนึ่ง
และ ผลประโยชน์(เงิน) อีกหนึ่ง

ผมเสียดายที่สังคมเราไม่ค่อยเข้าใจปรัชญา เรื่องของการแบ่งปันและเปิดโอกาส ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และนำไปสู่สังคมที่ดีขึ้น

(ผมหมายถึง คนมีอำนาจไม่คิดอย่างนี้ และคนทั่วไปอาจจะมีคนเข้าใจซัก 10%)

สุดท้ายคงต้องปลงมั้งคับ ไม่ก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่น..
คนที่ชอบเรื่องการ censor คิดแทนกรองแทน ดูแลพลเมืองใ้ห้เป็นคนดี ได้ดูและฟังแต่สิ่งดีๆ ก็ย้ายไปอยู่ลาว
ส่วนถ้าชอบความเสรีสุดๆ (แต่ก็แอบกีดกันทางการค้า และตั้งแง่กับพวกอาหรับ) ก็ย้ายไปอยู่ usa

สุขสันต์วันสงกรานต์คับ!

#21 By 9korn (202.91.18.194) on 2007-04-14 10:49

สุดยอด

#22 By great! (203.156.89.100) on 2007-04-14 12:35

ถ้าต้องเซนเซอร์เพราะเดี๋ยวภาพลักษณ์คนนั้นคนนี้จะเสื่อม งั้นก็ดูแต่หนัง Disney กันดีมะเนี่ย ตามข่าวนี้มานาน ไม่ได้เป็นแฟนหนังผกก เขาหรอก แต่รับไม่ได้ที่ระบบการเซนมันไม่ได้ความน่ะ ทีหนังตลกล้อเลียน ผี พระ กระเทย ที่ฉายมันทั่วประเทศ พ่อแม่พาเด็กไปดูไม่เซน ทีหนังเรื่องนี้ ฉายจำกัดโรง ยากที่พ่อแม่จะพาเด็กไปดู ดันเซนด้วยฉากพระเล่นกีตาร์กับเครื่องร่อน แล้วยังมีหน้าไปยึดฟิล์มด้วยเหตุผล...ที่ดูก็รู้ว่ากองเซนคิดว่าตัวเองใหญ่นักหรือไง

ภาพยนตร์คือสื่อที่นำเสนอทัศนคติมุมมอง ไม่ใช่หนังสือสอนจริยธรรมสักหน่อย

#23 By chibi on 2007-04-14 13:20

การตีความสาระสำคัญ สำคัญมาก
คงต้องแล้วแต่การตีความ
แล้วแต่มุมมอง

#24 By goody on 2007-04-14 13:41

#25 By (124.120.161.79) on 2007-04-14 22:16

#2 คะ
พระสงฆ์แท้ของคุณนี่ไม่ใช่คนเหรอคะ
แล้วคนอื่นๆที่ไม่ได้ใส่ผ้าเหลือง อยากทำอะไรก็ได้เหรอคะ
แปลกน่ะ

คนไทยน่ะเก่ง เสียอย่างเดียว
คิดไม่เป็น
ตอนนี้คงรู้บ้างแล้ว
ว่าเด็กคิดไม่เป็นเพราะอะไร

#26 By bamee (124.121.18.26) on 2007-04-15 01:34

ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับวิจารณญาณของกองเซ็นเซอร์ ...
*************
ขอแก้คำผิดนิดนึงค่ะ

หมายกำหนดการ -> ใช้กับพระมหากษัตริย์ /พระบรมวงศานุวงศ์ค่ะ

http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?Search=1&ID=965

#27 By ahumgloy (58.64.101.177) on 2007-04-15 02:41

แพทย์คนอื่นไม่รู้จะว่าไงนะ แต่สำหรับผมเฉยๆ ฉายก็ได้ไม่ฉายก็ได้ ไม่ได้ยึดติดมาก แค่ดูหนังสนุกๆเฉยๆ
แต่แพทย์คนอื่นๆที่ผมรู้จักและเคยเอาประเด็นนี้ไปคุยด้วย เขาเองก็ไม่พอใจถ้าจะให้เรื่องนี้ออกฉาย มันไม่ใช่การกลัวที่จะเปิดเผยความจริง ทุกคนก็ต้องมีความรู้สึกทางเพศด้วยกันทั้งนั้น คนเยอะแยะมากมาย ไม่ใช่นักดูหนังอย่างคุณ เขาดูเพื่อความบันเทิง รับรู้แค่สิ่งที่เห็น คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจว่าหมอก็หื่นได้ ซึ่งก็ยอมรับนะว่าจริง แต่ว่ามันสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการให้คนส่วนใหญ่รู้ หรือไปสนใจ ทั้งๆที่แต่แรกเขาแค่ต้องการเข้ามารักษา ความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญ

#28 By หมอคนหนึ่ง (203.114.104.113) on 2007-04-16 11:08

เขียนได้ดี เพื่อนรัก
ขอให้แสงแห่งเสรีภาพ
จงฉายสู่ความมืดมิดแห่งยุคสมัยนี้ด้วยเถิด

#29 By blackholesun on 2007-04-16 12:48

"โลกข้างนอกนั่นมันอันตรายนะ มีสิ่งยั่วยุและสิ่งโสมมมากมาย อย่าออกไปเลย..อย่าแม้แต่มองผ่านรูเล็กๆตรงก้นกะลานี้ออกไปเลย
เชื่อพวกเราเถอะ "...
ด้วยความปราถนาดีจากกองเซนเซ่อ


ผมเองไม่ใช่แฟนหนังของคุณเจ้ยครับ..แต่ตั้งใจไว้ว่าเรื่องนี้จะไปดู..ถ้ามีโอกาสได้ดูนะ

สุขสันต์สงกรานต์ครับ

#30 By GuGGGar on 2007-04-16 16:40

ความเห็นของผม ต้องบอกตรงๆว่าไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้น่ะ แต่ว่า พอได้ข้อมูล ตรงนี้แล้วก็รับไม่ได้เหมือนกัน พระ ห้ามเล่น กีต้าร... ตอนผมบวช ก็เห็น เพื่อนๆที่เป็นพระเล่นกัน สนุกไปเลย ถึงอาบัติก็จริงแต่ก็ไม่ได้ ร้ายแรงอะไรครับ นั้นเพราะมันอยู่ที่ใจของคนๆนั้น คิดว่าตนเป็นใคร ทำอะไร...ต่างหาก และความจริงอีกอย่าง พระไปเดินซื้อหนัง โป VCD ก็มีให้เห็นตั้งมากมาย ไม่เห็นมี องด์กรไหนมาดูแลกันจริงจังเลย... กบว. ไทยตอนนี้ ต้องขอบอกอย่างเดียวว่า ระยำ ครับ.... ทุกวันนี้ หนังไทยถึงไม่เจริญไง...

#31 By BIC RAVIPAN RAY on 2007-04-16 21:09

#32 By (58.10.80.36) on 2007-04-17 11:41

ผมเป็นบุคคลในวงการสาธารณสุขของไทย แต่ที่ผมได้ฟังการวิจารณ์ภาพยนตร์ของคุณเจ้ย ผมปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นจริงในเรื่องของครึ่งแรกที่เป็นความสุขในแบบของหมอชนบท ซึ่งเราๆท่านๆคงทราบกันดีเวลาexturnแต่ในทางกลับกันครึ่งหลังกลับมีความทุกข์กับในชีวิตของหมอชาวเมือง ที่วันๆต้องสวมหน้ากาก และไม่มีความน่ารักเหมือนเสน่ห์ของชนบท ที่ชาวบ้านดูจริงใจและน่ารัก คนที่ออกมาแบนคิดว่าคงรับไม่ได้หรือมันแทงใจดำ โดนความรู้สึกลึกๆในจิตใจของเขาเอง จึงแบนดังกล่าว หากกบว.ยังทำแบบนี้อย่างที่หาเหตุที่ควรไม่ได้ คนไทยก็ต้องทำใจว่าจะต้องดูหนังผีปอบ หนังบู๊เตะต่อย หนังน้ำเน่า หนังตลกไร้สาระ หนังตลกเอาตีนลูบหน้ากัน ต่อไป ผมแนะนำให้คุณเจ้ย สร้างผลงานในระดับนานาชาติไปเลย ผมคิดว่าคนดีมีฝีมืออยางคุณย่อมมีผู้เห็นคุณค่า แล้วสักวันหนึ่งเขาจะต้องเสียใจ ที่ไม่ให้คุณเผยแพร่ผลงานในประเทศไทย

#33 By หมอยอมรับความเป็นจริง (203.113.36.6) on 2007-04-17 13:37

ปล.ถึงแม้ยังไม่ได้ดูเต็มๆ ผมเห็นฉากหนึ่งผมก็ประทับใจ ที่เป็นฉากทันตแพทย์ทำฟันให้พระ แล้วใส่หน้ากากกันกระเด็น ซักพักหมอก็คิดแล้วก็เอาหน้ากากออก แล้วทำไปพูดคุยกับคนไข้ไป ประทับใจมาก

#34 By หมอยอมรับความจริง (203.113.36.6) on 2007-04-17 13:44

ขอลงนามด้วยคน
เห็นด้วยกะคนเขียนอย่างยิ่ง

#35 By หุๆๆ (58.9.96.190) on 2007-04-21 00:28

ทำไม
ถึงต้อง
ทำให้คนไทย
มีสายตาพร่ามัว

#36 By torn (203.113.34.61) on 2007-04-21 23:35

อยากดู หนังเรื่องนี้ค่ะ ทำไมเมืองนอกยังให้รางวัลคนไทย แล้วทำไมคนไทยข่มเหงกันเองล่ะ

#37 By น้องน้อยๆๆๆ (58.9.169.112) on 2007-04-25 08:52

พวกกอง กร๊วก เค้าไม่ให้ฉาย ขาย cd ก็ ได้พี่ เพราะ ถ้าคัดค้าน แน่จริง พวกกร๊วกก็ต้อง ห้ามขายหนัง xxxx เกาหลี ญี่ปุ่นด้วยดิ

#38 By i like you (58.9.169.112) on 2007-04-25 08:54

ผมรู้จักแสงสตวรรษ
ผมรู้จักสุดเสน่ห์หา
ผมรู้จักสัตวประเหี้ย เห้ย ประหลาด
ผมรู้จักเทศกาลหนังเมืองคานส์
ผมรู้จักเมืองซันแดนส์
และผมรู้จักหลายๆ อย่างอยู่
................................
การมอง วัฒนธรรม ศีลธรรม และประเพณี เป็นกรอบเป็นสิ่งมีตัวตน เป็นเรื่องเจ็บปวดมาก มันการเป็นวาทกรรมมีส่งผลกระทบทั่วโลก ในยุคหลัง50(modren)
..................
การมอง ความรู้สึก ความนึกคิด อารมณ์ ตัวตนความเชื่อ ความศรัทธาของเพื่อนร่วมโลก เป็น Tradition & culture @ value ..มันเป็นความเจ็บปวด...
......................
สงครามประปรายทั่วโลก เป็นเพราะความขัดแย้ง เป็นการแอคแทค tradition& culture & value & nationalism & religion &..... ที่จำกัดกรอบ.เพื่อนมนุษยที่น่ารัก
............................
ศิลปะ..พื้นฐานอย่างหนึ่งที่คนเสพต้องมีก็คือ ใช่ความรู้สึกซึมซับ ความงาม ความดี ความจริง ความรัก จากงาน
นี่เป็นสิ่งจะเป็น ความรู้สึก (feeling mood emotion)ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ตามหลักวิชาจิตวิทยาของอานาโคเปอร์ซอคเคอร์เรนเจอร์ นิยามว่ามันมาจากหัวใจ....
.......................
เพราะฉะนั้นแล้ว ศิลปะหลายแขนง หน้าที่หลัก คือการดึงหัวใจคนขึ้นมาสู่รับรู้คนอื่นด้วยใจ..แต่หลายที่มันกลับถูกกรอบบางกรอบนำไปใช้ เช้นกรอบค่านิยมและวัฒนธรรมถูกสำคัญ เราจึงเห็นหนังหลายเรื่อง มอมเมา และขายวัฒรธรมเอี้ย หรือแม้กระทั้งปลุกระดมเพื่ออุดมการณ์บางอย่างหลายต่อหลายครั้ง
..............................
แสงศตวรรษ สร้างด้วยอารมณ์หัวใจของ
"สุรเจ้ย" ถึงขนาดบอกว่ามันเป็นลูก ....แต่เมืองไทยมีกรอบและความคิดเป็นโครงสร้างกดทับคนมากเกินไป วัฒนธรรม ความเชื่อไทย และอื่นๆ มันน่าจะเป็นนามธรรมในจิตใจ แต่มันกลายเป็นสถาบันอันเข้มแข็งเกินไป ไม่ปฏิบัติ ไม่เชื่อแต่ว่าสร้างเป็นกำแพงไว้ประมาณนี้
..............................
เป็นปัญหาการมองแสงศตวรรษด้วยกรอบที่ว่า.....แต่ไม่ค้นหาอารมณ์งานในการสื่อสารด้วยกัน........
..............
มันยาวน่ะครับเดี๋ยวมาคอมเมนท์เรื่อยๆ
เพราะกำลังทำงานวิจัยปริญญาเอกโคตะระพ่อของพ่อเอกเกี่ยวกับเรื่องการทำลายช่องว่างระหว่างผู้เสพงานและศิลปินร่วมสมัย ผ่าผ่านไปยังความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรม......
....
รักน่ะ
จู..จุ๊บ
สุรพงษ์ เพชรน้ำล้วน

#39 By surapongman (58.9.140.135) on 2007-05-01 17:47

การเซ็นเซอร์มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมนะครับ ถ้าคุณบอกว่า "เราต้องเปิดเผยความจริงทุกอย่างสิ เพราะมันคือความจริง" มันก็ไม่ใช่ว่าจะถูกเสมอไป ผมคิดว่าความจริงบางอย่างนั้นรู้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าความจริงนั้นเหมาะกับทุกคนนี่ โอเค คอหนังอาจจะดูแล้วซาบซึ้ง แต่กับคนธรรมดาทั่วๆไปล่ะ วัยรุ่นล่ะ เค้ายังไม่อาจคิดได้ว่าหนังต้องการสื่ออะไร และบางทีเค้าอาจจะคิดเลยเถิดนอกลู่นอกทางไปเลยก็ได้ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่กองเซ็นเซอร์กลัวอยู่ครับ .........ถ้า คุณจะบอกว่าความจริงคือความถูกต้อง นั่นก็จริงครับ แต่ความจริงก็ไม่ใช่ความดีงามเสมอไป ...........มันก็เหมือนกับการเปิดหนังโป๊ ให้เด็ก5ขวบดู แล้วบอกว่า"นั่นคือความจริง"นั่นแหละครับ บางอย่างมันต้องดูความเหมาะสมด้วย

#40 By (203.121.135.67) on 2007-05-04 14:29

มาอีกแล้วจาก
สุรพงษ์แมน
กรณีการเอี้ย..เอี้ย..ของ tradition & culture ไทย มันโคตะระบิดเบียนรากของจริง โดยเดอะกอดฟาร์เธอร์กระบือแอนด์โคกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพล เอาแนวความคิดอำนาจนิยมรวมศูนย์กลางมาใช้ เอื้อประโยชน์ตัวเอง ไม่บอกว่าเป็นใครศึกษาเองแล้วแต่ระดับปัญญา บอกแล้วกันว่าไม่ใช่ระดับกระจอกกระแจ๊กอย่างกระทรวงวัฒนธรรมหรอก
และก็ไม่ใช่หัวหน้ารัฐบาลแต่ละยุคหรอก มันก็ได้ล่วงเลยมาเกือบ 100 ปีแล้วเนอะ
ถ้าศึกษาให้รู้ถึงรากแล้วเราเป็นอิสระได้จริงๆ เราถูกสอนให้ปลอดภัยไว้ก่อน นกที่อยู่ในมือตัวเดียว ดีกว่านกที่อยู่ในพุ่มไม้สองตัว ได้เราวางวัลเมื่อทำถูกต้อง ถูกลงโทษเมื่อผิด ความกลัวแม่งหลอกหลอนสังคมฉิบ
ไอ้ศูนย์รวมอำนาจนิยมที่ว่า จากงานศึกษาของอานาโอโฮ้คูโบต้า เอกลักษณ์เดินทางวัตณธรรมไทยในสายตา ประเทศที่กำลังทำอะไรบางอย่างมองว่า ความรู้สึกไม่มั่นคงความกลัวมันหยั่งรากลึกในความรู้สึกของคนไทย กลายเป็นรากของค่านิยมคนไทยแล้ว
วัฒนธรรมหนึ่งเดียวความเป็นระเบียบแผยเดียวมันไม่มี มันหลอกเรา ความสามารถทนต่อความยุ่งเหยิงสับสนในชีวิตไม่มี โดยเฉพาะวัยรุ่นยุคใหม่อย่างผม เป็นหัวรุ่นหลังผมอีก กับวัฒนธรรมสำเร็จรูปที่มากับโกบิไลน์เซชั่น ตายแน่สังคมคนหลากพันธ์ในดินแดนอันชื่อว่าไทย
การเมือง การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ ทุกอย่างแม่งดิ้นไม่หลุด มีพอลืมตาอ้าปากได้ก็เฉพาะวงการศิลปวัฒรธรรมร่วมสมัยนี้แหละ ไม่ร่วมวัฒรธรรมน่ะ
น่าติดตามและเอาใจช่วยอย่างยิ่ง ในการผ่าผ่านอุปสรรคและกำแพงสู่อิสรภาพ ขบวนการสุรล้วนเรนเจอร์ สุรพงษ์ สุรวิทย์ สุรเชต สุรแจ็ค สุรบอย และอื่นๆ สนับสนุนและขอเป็นส่วนร่วม หวังว่ากลุ่มคนความคิดเก่าความคิดใหม่ของวงการศิลปร่วมสมัย จะเป็นแบบอย่างในการสร้างสิ่งที่สร้างสรรค์ในวัฒรธรรมที่แท้จริง ทั้งเจ้าหน้าที่และศิลปิน
เรากำลังมองพวกคุยอยู่อย่างอิจฉา เราทำไม่ได้ขนาดนี้ ไม่ลืมขอบคุณแสงศตวรรษทุกๆท่าน
เราก็จะสู้ต่อไป
เราไม่อย่างเห็นสิ่งเลวร้ายเกิดในสังคมไทย จากวัตนธรรมอำนาจนิยมศูนย์ร่วมหนึ่งเดี่ยว ทั้งความขัดแย้งระดับรายได้ ภูมิลำเนา วิถีชีวิต รสนิยม การศึกษา การถุกครอบสับ ความเหงา ความสิ้นศรัทธาในตัวเองและคนอื่น
พวกคุณทำได้การเปลี่ยนแปลงเกิดแน่นอนมันจะเป็นคลื่นหนุนให้หน่วยอื่นๆ เกิดแรงบันดาลใจ
สู่อิสรภาพที่แท้จริง(ไม่ใช่อิสรภาพแบบนเรศวรมหาราชน่ำ)

รักปลาย รักเอ รักออย รักซันนี่
รักทุกคน จุ๊บ..จุ๊บ
สุรพงษ์แมน

#41 By ปุถุชน on 2007-05-10 20:46

" ระวังโดนดารานักร้องไทยหลอกว่าตนเก่งเท่าฝรั่ง เกาหลี ญีปุ่น จริงๆแล้วดารานักร้องไทยไม่ได้เก่งกว่านาย RAIN เลย ครับ "

คุณคิดว่าดารานักร้องไทยเก่งกว่าตัวคุณ ก็เพราะดารานักร้องไทย เก่งเท่า หรือ เก่งกว่า ฝรั่ง เกาหลี ญีปุ่น ไช่หรือเปล่า ครับ

ถ้าไช่ละก็แสดงว่าคุณโดนดารานักร้องไทยหลอกแล้ว

ความจริงดารานักร้องไทยไม่ได้เก่งไปกว่า นาย RAIN ดารานักร้องเกาหลี เลย และ ไม่ได้เก่งกว่าหรือเท่ากับ ซีดาน นักบอลเลย หรือ แบ็กแฮม นักบอล ก็อีกด้วย
หรือ พวกดารานักร้องไทยก็ชอบคุยว่าอีกไม่กี่ปีก็จะเก่งเท่าพวกฝรั่ง เกาหลี ญีปุ่น ซึ่งความจริงอีกกีปีละถึงจะเก่งเท่าพวกฝรั่ง เกาหลี ญีปุ่น ครับ อีก10ปีถึงจะเก่งเท่า ซีดาน หรือ อีก20ปีถึงจะเก่งเท่า บิวเกรด เจ้าพ่อไมโครซอฟ ครับ

อย่างดารานักร้อง เกาหลี ญีปุ่น ยังไม่มีปัญญาเก่งเท่าฝรั่งพวกนี้เลย

แบบนี้ดารานักร้องไทยที่ไม่มีปัญญาเก่งเท่า นาย RAIN เลย จะมีปัญญาเก่งเท่าฝรั่งอย่าง ซีดาน ละ ครับ

แบบนี้ดารานักร้องไทยเก่งกว่าคุณยังไงหรือ ครับเนีย แค่นี้ยังคุยว่าเก่งเท่าฝรั่ง เกาหลี ญีปุ่น หลอกผู้หญิงเพื่อสร้างความดังให้กับตนเองเลย นะ ครับ

สรุปดารานักร้องไทยเป็นพวกแก๊งลวงโลก ลวงฅนไทย ลวงผู้หญิงเพื่อให้ตนเองดังกว่าใครเขา ลวงพวกคุณเพื่อให้ดารานักร้องไทยว่าเก่งกว่าพวกคุณ

คุณจะยอมให้ดารานักร้องไทยหลอกละก็เรื้องของคุณ ผมไม่ยอมให้ดารานักร้องไทยคุยว่าเก่งกว่าผมอยู่แล้ว ผมนะกว่าจะเก่งเท่านี้ได้ลำบากปางตาย ใครจะยอมให้ใครมาชุบมือเปิดคุยว่าเก่งกว่าตนเองหน้าตาเฉยได้ ผมไม้ยอมอยู่แล้ว

คุณละจะยอมไหม ครับ เละการาที่พูดอะไรเพื่อเป็นการหลอกลวงผู้ฅนเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย นะ ครับ

ยาที่กิน หรือ ของที่ใช้แล้วทำให้เก่งเท่าพวกฝรั่งเกาหลีญี่ปุ่น มันไม่มีจริงในโลกนี้ เลย นะ ครับ "

#42 By NONAME (203.170.231.230 /172.23.10.77) on 2007-05-23 11:55

เบื่อพวก โบราณ

#43 By (125.25.63.53) on 2007-05-24 16:54

[URL=http://ahuennatest2.com]ahuenna test2[/URL] [URL=http://zaebatoepta2.com]zaebato epta2[/URL]

#44 By Ben (195.2.114.1) on 2007-10-29 22:09

http://ahuennatest3.com ahuenna test3 http://zaebatoepta3.com zaebato epta3

#45 By Eddie (195.2.114.1) on 2007-10-29 22:36

Hi webmaster!

#46 By John (195.2.114.1) on 2007-10-29 22:53

[URL=http://ahuennatest2.com]ahuenna test2[/URL] [URL=http://zaebatoepta2.com]zaebato epta2[/URL]

#47 By Ben (195.2.114.1) on 2007-11-24 21:11

http://ahuennatest3.com ahuenna test3 http://zaebatoepta3.com zaebato epta3

#48 By Eddie (195.2.114.1) on 2007-11-24 22:01

Hi webmaster!

#49 By John (195.2.114.1) on 2007-11-24 22:47

เป็นคนไทย แล้วยังจะเผาบ้านคนไทยไปทำไมเล่า?

ความจริง ก็คือความจริง รู้ เห็น ด้วยตา

โกหก หลอกลวง ไม่ได้

อย่างไรเสีย มันก็คือความจริง ไม่มีทางบิดเบือนเป็นอื่น

แต่ ใยต้องประจานตัวเองด้วย ....

เมื่ออาศัยอยู่ในสังคม อยู่ในบ้านหลังใหญ่

เรา... เอาแต่ใจตัวเองได้หรือ?

กฎหมาย ยังต้องมี และยังต้องเข้มแข็ง

ด้วยเหตุประการฉะนี้

ขออนุญาต อธิบายง่ายๆ และให้เข้าถึงอารมณ์

ลองนึกภาพดูว่า ...........

คนในครอบครัวของ วิวัฒน์

แม่เป็นชู้กับคนข้างบ้าน

พ่อมีเมียน้อย แล้วถูกกิ๊กเมียน้อยแทงตาย

น้องสาวโดนข่มขืน

พี่ชายเป็นกะเทย แต่ยังไม่ได้แปลงเพศ เงินไม่พอ

ผมถามว่า คุณยังจะต้องบอกคนอื่นให้รู้ไหม

มันเป็น ศิลป หรือป่าว

ขอโทษมา ณ ที่นี้

ที่ต้องยกตัวอย่างครอบครัว วิวัฒน์มา

เพราะถ้าเป็นคนอื่น

อารมณ์คุณ ไม่ได้แน่


ณ วันนี้ ถ้าคุณไม่ได้เกิดเป็นคนไทย

อาศัยในแผ่นดินไทย

หรือ ทำหนังอย่างนี้เอาไปฉายที่อื่น

ที่ไม่ใช่ประเทศไทย (เพราะไม่มีปัญญาตามไปดู)

ผม

ไม่เดือดร้อน











#50 By ด้วยสมองอันน้อยนิด (124.120.42.77) on 2008-03-31 22:49