จาก หอแต๋วแตก ถึง อสุจ๊าก : THAI CULT FILMS
posted on 04 Apr 2007 02:10 by filmsick in sickfilm
เป็นการยากที่จะนิยามความหมายของ -หนังคัลท์- โดยสรุปมันมักใช้หมายความถึงหนังบางจำพวก ที่ไม่ได้รับการนิยามในความหมายของหนังดี บ่อยครั้งเข้าข่ายหนังเลวอย่างจงใจ หากแต่ได้รับการเชิดชูบูชาจากกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งถวายตัวเป็นแฟนเดนตาย หลายครั้งหนังเหล่านี้มักมีความรุนแรง ความดิบหยาบ ความลามก อยู่ในลักษณะเกินกว่าเส้นศีลธรรมของสังคมกระแสหลักจะรับได้ (แต่หลายครั้งความเกินพอดีนี้ใช้จิกกัดสังคมสองหน้าได้อย่างชะงัด) นำเสนอเหตุกาณณืสุดโต่งไร้เหตุผลรองรับ บางครั้งหนังอาจไม่ตั้งใจเลวแต่แออกมาเลวมากจนยกลายเป็นความน่าสนใจไปเลยก็มี หนังคัลท์ มักไม่ได้เงินมากมายมหาศาล ไม่ฮิตในกระแสหลัก แต่ยืนหยัดเป็นวัฒนธรรมย่อยชายขอบ ที่ ฮิตเงียบๆ- โดยไม่ต้องโอ่ประโคม
ในบ้านเรานั้นมีหนังที่พอจะเรียกได้เต็มปากว่า หนัง คัลท์ไม่มากนัก ยิ่งในยุคหลังที่หนังไทนยนเน้นงานสร้างและบทในรูปแบบที่ทัดเทียมฮอลลีวู้ด หนังคัลท์ ก็แทบจะสาบสูญไป (อย่างไรก็ดี ในอดีต โดยเฉพาะในช่วงยุคทองของหนังไทยนั้นมีหนังหลายเรื่องที่เรียกได้เต็มปากว่าหนังคัลท์ ไม่ว่าจะเป็น หนังทำนอง หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ หรือหนังชุดบ้านผีปอบ (แต่ทั้งสองชุดนี้ก็ ฮิต เกินกว่าจะเรียกหนังคัลท์ได้เต็มปาก)
และภายในเดือน มีนาคม 2550 นี้เอง มีหนังไทยออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันสองเรื่อง และทั้งสองเรื่องนี้ พอจะเรียกได้เต็มปาก ว่าเป็น - หนังคัลท์ -
หอแต๋วแตกว่าด้วย กะเทยสามนาง อด้ตเจ้าของค่ายมวยที่โดนโกง จนต้องมาเปิดหอพักชายร่วมกัน แต่กลับต้องมาผจญเวรผจญกรรมกับผีสาวสองนาง ที่อาละวาดป่วนหอ ตั้งแต่น้องแพนเค้ก ผีสาวนักศึกษษ ที่ลื่นล้มตาย และน้ำนิ่งผีสาวพยาบาท ที่แค้นเคืองอะไรบางอย่างอยู่อย่างรุนแรง โดยทั้งหมดต้องไปเกี่ยวข้องกับเจ้าของค่ายมวยจอมขมังเวทย์ และบรรดาเจ๊ๆมีเพียงปลัดขิกเป็นอาวุธ
ในขณะที่ อสุจ๊าก เล่าเรื่องของสุทิน หนุ่มใต้ใจเต็มที่เดินทางมาล่าความฝันในกรุงเทพ สุทิน หวังว่าตัวเองจะโด่งดังจากการเป็นนักดนตรี ที่เข้าประกวด OTOB ( one tambon one band ) และมีความฝันวาบหวิวถึงตัวเองกับน้องแลมมี่นางแบบสาวคนดัง จนวันหนึ่งนายสุทิน เกิดสำเร็จความใคร่ผิดที่ผิดเวลา เชื่ออสุจิของเขากลายพันธุ์ ไปเข้าท้องหญิงสาวทั่วกรุงเทพให้ท้องกันถ้วนทั่ว คลอดเด็กหน้าตาเหมือนเออกมาในชั่วข้ามคืน เด็กๆทั้งหมดล้วนโตไวผิดมนุษย์ และลามกอย่างร้ายกาจ จนสุทินต้องทั้งหลบหนีตำรวจ หาทางช่วยน้องแลมมี่จากเด็กนรก และ ต้องกู้โลกไปด้วย!
ลำพังเพียงเรื่องย่อของหนังอาจทำให้หลายคนส่ายหัว ปฏิเสธหนังกันไปเสียตั้งแต่ต้น ยิ่งพอได้เห็นภาพตัวอย่างที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับหนังดี รวมไปถึง ชื่อชั้นของผู้กำกับที่อาจทำให้หลายคนไม่ยอมดูหนังเรื่องนี้โดยเด็ดขาด
จากการเป็นแมวมอง พจน์ อานนท์ ผู้กำกับ หอแต๋วแตก กลายเป็นผู้กำกับที่เป็นเจ้าของหนังอย่าง สติแตก สุดขั้วโลก , โกซิกส์ โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล , ว้ายบึ้มเชียร์กระหึ่มโลก , ไฉไล , ปล้นนะยะ และ เอ๋อเหรอ
นอกจาก เอ๋อเหรอ หนังที่เหลือของพจน์ อานนท์ มักถูกมองในฐานะหนังเลวที่กะขายด้วยหน้าหนัง ดารานำ บทอ่อนกลวงโบ๋ เต็มไปด้วยความเหลวไหลไร้สาระ และการตัดต่อที่ไม่ต่อเนื่อง และเต็มไปด้วยบทสนทนา ลามกดิบเถื่อน
ในขณะที่ ทวีวัฒน์ วันทา เติบโตจากการประกวดหนังสั้น ขุนกระบี่ ภาค 1 หนังสั้น ทำเอง แบบลูกบ้าสุดตีน จนไปคว้ารางวัล FAT AWARDS ก่อนที่ภาค 4 จะได้รางวัลซ้ำ จนขยับไปทำหนังใหญ่ เรื่องแรกอย่าง ขุนกระบี่ผีระบาด และ อสุจ๊าก คือหนังยาวเรื่องที่สองของเขา
นอกจากการมี สมเล็ก ศักดิกุล ในหนังสองเรื่องนี้ จะว่าไปหนังทั้งคู่ก็แทบไม่เกี่ยวข้องกันอีก เว้นเสียแต่ ความ CULT ของหนังทั้งคู่

ปลัดขิก ชายเปลือย
สองสิ่งข้างต้นพบได้อย่างเต็มอิ่มตลอดระยะเวลาการฉายของหอแต๋วแตก ปลัดขิก ที่นำมาใช้เป็นอาวุธ และชายหนุ่มในชุดรัดรูปบ้างถอดเสื้อโดยไม่มีสาเหตุบ้าง เดินไปเดินมาเต็มจอ
หนังโป๊ สาวเซ็กซี่
เช่นกัน สองสิ่งข้างต้นนี้ก็เกลื่อนกลาดไปในหนังไซไฟสุดพิลึกเรื่องนี้ ทั้งการหมกมุ่นในเรื่องเพศของตัวเอก นางเอกของหนังคือสาวเซกซี่ในหน้านิตยสาร
ทั้ง 4 หัวข้อ จากหนังทั้งสองเรื่องชวนให้ตีความได้เพียงประการเดียวว่านี่คือ โลกแฟนตาซี ของคนทำ ในขณะที่พจน์ อานนท์ ที่ประกาศความเป็นเกย์ ชัดแจ้ง ปล่อยให้หนุ่มๆ ออกมาโชว์เนื้อหนังมังสา (ซึ่งจะว่าไปมีในแทบทุกเรื่องของเขา) ไดยไม่มีเหตุผล ในขณะเดียวกันสาวๆในหนังของ ทวีวัฒน์ วันทาก็เลือกจากสาว เซกซี่ ขี้เล่น เป็นกันเอง แห่งยุค บริบทของพวกเธอในหนังตั้งแต่ เครื่องแต่งกายไปจนถึงกริยาท่าทาง ก็ล้วนส่อนัยเย้ายวนเต็มที่ทั้งสิ้น
ในขณะที่ปลัดขิก ที่สำหรับบางคนเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ถูกนำมาสื่อความหมายลามกเต็มที่ในหนัง ในฐานะของ อวัยวะเพศชาย ที่ กะเทยปรารถนา (ฉาก รวมปลัดขิก หรือ ขี่ปลัดขิกยักษ์ ไม่ได้เน้น ความขลังของตัวปลัดขิก แต่เน้นความขำ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การรับรู้ปลัดขิกในฐานะอวัยวะเพศชาย ) เช่นเดียวกับหนังสือโป๊ หรือหนังโป๊ ของสุทิน ที่เป็นตัวแทนความหมกมุ่นทางเพศของเขา
แต่ปลัดขิก (หรือความลามกเมื่อคิดถึงปลัดขิก ) และ หนังสือโป๊ ในหนังสองเรื่องนี้ยังมีความหมายมากกว่าที่ตาเห็น เพราะทั้งสองสิ่ง คือภาพสะท้อน ความเป็นไปอันจริงแท้ในสังคม (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)
หนังทั้งสองเรื่องอาจถือเป็นตัวแทนความพาฝันเพ้อคลั่ง แต่ความพาฝันเพ้อคลั่งนี้มิใช่หรือที่คือการตอบสนองต่อแรงกดของศีลธรรมจากภายนอก และคือสิ่งซึ่งเป็นจริง (แต่แสดงออกไม่ได้) ในวงสนทนาของเพื่อนสนิท เราไม่กระดากปาก กับเรื่องลามกเหล่านี้ แต่เราไม่อาจยอมรับให้มันขึ้นจอได้ เราอาจมีคำพูดสวยหรู เพื่อคนอื่น เช่นเรื่องของศีลธรรม เรื่องของเยาวชน แต่ในทางหนึ่งมันคือการ ตีสองหน้าทั้งสิ้น เราอาจสำเร็จความใคร่จากรูปชายเปลือย หญิงเปลือย จากหนังสือโป๊ใต้เตียง แต่เราพร้อมจะประนามชายหรือหญิงที่ลุกขึ้นมาถ่ายรูปเปลือยได้ (แม้ว่ามือเราจะยังเปื้อนน้ำกามอยู่แท้ๆ) รวมไปถึง ตำแหน่งแห่งที่ของความโป๊เปลือย ที่ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือโป๊ มันกลับอยู่ในทุกที่ ในคัตเอาท์ ในหน้าหนังสือ นิตยสาร หรือกระทั่งโฆษณาน้ำยาดับกลิ่นเต่า
ในแง้มุมนี้หนังทั้งสอจึงตีแผ่ ความลามก ที่แฝงฝังในสังคมออกมาอย่างน่าสนใจ (ฉากการปฏิเสธ ฝรั่ง คลั่งญี่ปุ่น ของ สุทินเป็นหมุดหมายน่าสนใจถึง ความโป๊ในวัฒนธรรมของคนสองรุ่นทที่แตกต่างกันได้น่าสนใจ รุ่นผมต้องญี่ปุ่น สุทินตอบดอกเตอร์ไว้เช่นนั้นในขณะที่ความคลั่งไคล้ ผู้ชาย ของตัวละครในหอแต๋วแตก ก็สะท้อน ความจริงของชาวเกย์ในบ้านเราได้อย่างน่าสนใจ
เช่นเดียวกับคำหยาบเป็นไฟในหนังทั้งสองเรื่องนี้ ที่จริงก็เกือบทุกคนพูดคำเหล่านี้ แต่เราม่อาจฟังมันได้ ความรู้สึก หงุดหงิด อึดอัดขัดข้องต่อสิ่งซึ่งปรากฏในเรื่องทั้งสอง ไม่ได้บ่งชี้ความต่ำทรามทางศีลธรรมของคนทำ (เพราะเขาเพียงดึงเอา สิ่งซึ่งมีอยู่จริงในสังคม และ สิ่งซึ่งเป็น ฝันเปียก- ของสังคมมาเล่าอย่างซื่อตรงเท่านั้น)
และในทางนี้ คือวิธีการ ที่หนัง คัลท์ ทั้งหลาย มีคุณค่าความหมาย ความสุดโต่งไม่ได้คงอยู่เพื่อตัวมันเอง แต่มีอยู่เพื่อสะท้อนคู่ขั้วตรงข้าม และสิ่งนั้นก็คือสังคมเคร่งครัดที่เราอยู่อาศัยกันนี้
เลยพ้นจากนัยยะนั้น หนังทั้งสองยังคงความ CULT ในรูปแบบที่แตกต่างกันด้วย

ครึ่งหลัง ของ หอแต๋วแตก หนัง แทบหาความต่อเนื่องไม่เจออีก หนังกลายเป็นการยิงมุก ฉากต่อฉาก เครื่องแต่งกายวิจิตรพิสดารถูกขุดมาสร้างความฮา ที่ได้เห็นนักแสดงสวมชุดประหลาดๆ ในทางหนึ่งมันคือความไม่ประสา ของคนทำหนัง ที่ละเลยความสมจริง แต่ก็เช่นกัน มนทางหนึ่งมันคือการ ทำหนังตามใจแบบสุดขั้ว ความ หลุดโลก- ของหนัง จึงคล้ายสะท้อนความอยากภายในของผู้กำกับโดยไม่แคร์คนดูอีก ในทางหนึ่งมันทำให้หนัง กล้า บ้าบิ่น จนไม่อาจละเลย (แม้หลายคนอยากลืม)
ในขณะที่ อสุจ๊าก นอกจากจะบ้าบิ่นไม่กลัวใคร ในครึ่งหลังของหนัง (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เด็กสุทิน หรือสุทินยักษ์ ไปจนถึง มนุษย์ต่างดาว และน้ำกามช่วยชาติ ) หนังยังทำการคารวะหนังคัลท์ รุ่นใหญ่ ของ เชิดไชยภาพยนตร์ ของ สมโภช แสงเดือนฉาย ด้วยการออกแบบ อุปกรณ์ วิทยาศาสตร์ ของดอกเตอร์ สติเฟื่องโดยอาศัย ถ้วย ถัง กาละมัง หม้อ มาใช้แทนการสร้างเครื่องมือหรู สร้างบรรยากาศ กึ่งการ์ตูนกึ่งจริง และทำให้ลูกบ้าของหนังเพิ่มขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงการคารวะ หนัง คัลท์ รุ่นใหม่ อย่าง ผู้หญิง 5 บาป หนังที่คล้ายกับการสร้างหนังจากเรื่องในหนังสือโป๊ (หนังที่สร้างได้โป๊พอๆกับการอ่านหนังสือโป๊ ซอฟท์คอร์ หนำซ้ำ ยังให้จินตนาการบรรเจิดแบบลามกของจริง ) ทำให้หนัง คัลท์ มากขึ้นไปอีก
และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หนัง คัลท์ เป็นทบทวี คือ บทเรียนสอนใจ- ที่ไปไม่ถึงจากหนังทั้งคู่ ใน หอแต๋วแตก หนังอาจะไม่ได้ทำอะไรมากเท่าอสุจ๊าก เมื่อตัวหนังคลี่คลายตัวเองด้วยการลงโทษคนเลวทำร้ายผู้หญิงเพียงเท่านั้น แต่ในอสุจ๊าก ท่าทีอิหลักอิเหลื่อในการสอนศีลธรรมเกี่ยวกับเซกส์กับความรักของหนัง เป็นเพียงข้อย้อนแย้งที่ขัดเขิน จงใจจิกกัด มากกว่าจะบอกเชื่อ เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราถูกทำให้รู้สึก ลามก- อยู่ลายๆมาตลอดจนยากจะเชื่อได้ลง ในเรื่องที่หนังสั่งสอนเรา (นอกจะรู้สึกฮาๆ)

หนัง คัลท์ อาจเป็นเพียงวัฒนธรรมย่อย หนึ่งในหลากหลายวัฒนธรรมที่เรามีอยู่ แต่ในโลกนี้ วัฒนธรรมกระแสหลักไม่เคยเปบลี่ยนแปลงโลกได้ เพราะวัฒนธรรมกระแสหักมักนิยมให้โลกหยุดนิ่งเป็นอัมพาต แช่แข็งตัวเองในความดีงามที่คิดขึ้นมา หากแต่วัฒนธรรมย่อยต่างหากที่พาเราข้ามพ้นพรมแดนเดิมๆ กลับหัวกลับหางใคร่ครวญคิดวิเคราะห์และพัฒนาไปได้
อย่างไรก็ดี จากทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมา เราก็ยังไม่อาจค้นหานิยามให้ความ คัลท์- ได้อย่างแท้จริง (โดยส่วนตัวผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์ และปรากฏการณ์ที่หนังสร้างขึ้นมากกว่าตัวหนัง) แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เราเห็นภาพว่า หนังคัลท์ ไม่ใช่หนังห่วย และหนังห่วยไม่ใช่หนังไร้คุณค่า เพราะบางที ยาพิษ ไม่ได้อยู่ในหนังหมิ่นเหม่ศีลธรรมเหล่านี้ (ซึ่งมักทำให้คัน จนได้คิด) แต่อยู่ในหนังเชื่องเซื่องหงอย ที่เดินตามรูปรอบกรอบศีลธรรม แล้วมอมเมาคนดูจนไม่ได้คิด ต่างหาก

สองเรื่องนี้ เรื่องแรก สนองตัณหาผู้กำกับเต็มที่ ส่วนเรื่องสอง ไม่แน่ชัด ครับทั่น
#1 By Hiup ! แปลงร่างเป็น หมีนา on 2007-04-04 02:30