ปี 2005 พี่น้อง DARDENNE นักทำหนังชาวเบลเยี่ยม สร้างหนังเรื่องใหม่ ที่ว่าด้วยพ่อแม่วัยรุ่นคู่หนึ่งที่ต้องต่อต้องเรียนรู้การเป็นผู้ใหญ่ในชั่วข้ามคืน เมือ SONIA สาวัยรุ่นออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับทารกน้อย เธอออกตาม BRUNO สามีของเธอ และพ่อของเด็ก BRUNO ก็เป็นเด็กวัยรุ่นเกเรธรรมดาคนหนึ่งเขากับเพื่อนเด็กๆตั้งแกงค์ลักเล็กขโมยน้อย และไม่ได้ยินดีกับลูกตัวเองนัก จนกระทั่งเขาแอบเอาเด็กไปขายในตลาดมืด เมื่อ SONIA รู้เธอ ชอค จนต้องเข้าโรงพยาบาล และเมื่อกลับออกมาก็ชิงชัง BRUNO อย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะเอาลูกเธอกลับมาได้ก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์บีบคั้น เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งหอบรถเข็นเด็กคันหนึ่งเร่ร่อนไปตามถนน พร้อมกับภาระที่หนักอึ้ง

และพี่น้อง DARDENNE หอบรางวัลปาล์มทองกลับบ้าน เป็นครั้งที่สองจากหนังเรื่องนี้ หนังยังคงเดินเรื่อง แบบสมจริง ชนิดที่ดูราวกับเป็นสารคดีติดตามชีวิตคนมากกว่าหนัง วิธีการอันสมจริงนี้ทรงประสิทธิภาพในหนังของพี่น้องคู่นี้มาตลอด การแสดงเข้มข้นของดาราหน้าใหม่ พลอตที่มีอยู่แต่ปล่อยให้ไหลเชื่องช้า ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อย ตั้งแต่การไขกุญแจ ไปจนถึงการนวดแป้ง การใช้กล้องแบบตามติดชิดใกล้และกวัดไกวไม่กำหนดทิศทาง ค่อยๆก่อรูปร่างของมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นมากกว่าตัวละครตัวหนึ่ง ทำให้หนังของทั้งคู่ทรงพลังอย่างยิ่ง เป็นมนุษย์อย่างยิ่ง และเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่ง หนังของพี่น้องDARDENNE มักพูดถึงเด็กๆวัยรุ่น และชีวิตบัดซบของพวกเขา ไม่มีบทเริ่มต้น การก้าวพ้นวัยแบบง่ายๆเหมือนหนังที่เคาะออกมาจาดโรงเรียนเขียนบท พวกเขาเจ็บปวดจริง และก้าวพ้นวัยไปอย่างรวดร้าวจริงๆ รอยแผลเป็นในชีวิตผู้คนในหนังของพี่น้องคู่นี้ ทรงประสิทธิภาพมากพอจากบาดลงในใจคนดูได้ด้วย

ในปี 2006 TODD FIELD ผู้กำกับชาวอเมริกันซึ่งโด่งดังจากหนังชีวิตครอบครัวเลือดเย็นเรื่องIN THE BEDROOM กลับมาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไป 5 ปี กลับมาคราวนี้เขายังคงจับเอาชีวิตครอบครัวชนชั้นกลางชานเมืองอเมริกามาตีแผ่ได้อย่างเจ็บปวดรวดร้าวเช่นเคยกับ LITTLE CHILDREN หนังที่ว่าด้วย ผู้ใหญ่ไม่รู้จักโตสองคน คนแรกชื่อ SARAH เป็นอดีตนักศึกษาปริญญาโท อักษรศาสตร์ ที่ตอนนี้ออกมาเป็นแม่บ้านลูกหนึ่งให้กับสามีนักโฆษณา (เขาเรียกมันว่าการสร้างแบรนด์) เธอไม่ใช่แม่ที่ยอดเยี่ยมนัก เพราะเวลาที่เธอรอคอยคือเวลาที่สามีกลับบ้านเพื่อเธอจะได้ทิ้งลูกสาวไว้กับสามีแล้วออกไปเดินเล่น เธอเข้ากับเหล่าแม่บ้านชานเมืองเหล่านั้นไม่ค่อยได้ พวกเขาคิดว่าเธอเป็นแม่ที่แย่ และไม่น่าคบ ส่วนอีกคนคือ BRAD ชายหนุ่มหล่อล่ำ ที่สาวแก่แม่ม่ายหลงเสน่ห์จนถึงขั้นเรียกเขาว่า PROM KING (เทพบุตรงานพรอม) เขาแต่งงานกับสาวสวยที่เป็นคนทำหนังสารคดี เป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว โดย BRAD อยู่บ้านเลี้ยงลูก ระหว่างรอสอบกฎหมายซ้ำเป็นปีที่สองที่สาม ทุกคืนวันพุธ เขาจะไปติวหนังสือที่ห้องสมุด แต่ไม่เคยไปถึงเพราะเขามักจะหยุดดูพวกเด็กสเกตเล่นสเกตบอร์ด แล้วเฝ้าครุ่นคิดถึงชีวิตที่เขาควรจะได้ใช้ แต่ไม่มีโอกาส ทั้งคู่พบกันในสนามเด็กเล่น เมื่อ SARAH ถูกท้าให้ไปถามชื่อและขอเบอร์จาก BRAD แต่ลงเอยด้วยการจูบกันต่อหน้าเด็กๆ จากรอยจูบทั้งคู่ขยับความสัมพันธ์ขึ้นไปทุกทีๆ ท่ามกลางสังคมชานเมืองที่ดูสงบสุขแต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงเกี่ยวกับ ชายหนุ่มนักลวนลามทางเพศที่เพิ่งออกจากคุกมาหมาดๆ

นี่คือหนังสองเรื่องจากสองประเทศ นอกจากชื่อที่คล้ายคลึงกัน (และเล่นกับประเด็น ใครคือเด็ก ผ่าทางชื่อเรื่อง เหมือนกัน) หนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ดี หนังทั้งสองเรื่องพ้องพานในประเด็นเดียวกัน นั่นคือการกล่าวถึง - ความเป็นเด็ก- และ - ความเป็นผู้ใหญ่ - จนเมื่อเราดูหนังทั้งสองเรื่องจบลง ก็อดตั้งคำถามกับตัวเองถึงการ - ก้าวพ้นวัย - ไม่ได้

ชื่อ THE CHILD ในทางตรงอาจหมายถึงลูกของ SONIA และ BRUNO แต่หนังที่พูดถึงเด็กคนเดียวเรื่องนี้ อาจจะไม่ได้หมายความโดยตรงไปยังทารกน้อย แต่หมายความแฝงฝากไปยัง ความเป็นเด็ก- ใน ตัวBRUNO ในขณะที่ LITTLE CHILDREN บอกว่ามีเด็กๆหลายคนอยู่ในเรื่อง ในทางตรงมันอาจหมายถึงเด็กๆแห่งชุมชน (ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อ ไอ้คนรักเด็ก) ในขณะที่อีกทางหนึ่ง เด็กๆ กลับคือบรรดาผู้ใหญ่ ที่ยัง เล่นเป็นเด็ก- ผ่านการกระทำมากมายในเรื่อง ดังนั้นในทางหนึ่งหนังทั้งสองเรื่องคือการ ก้าวพ้นวัย ของเด็กไม่รู้จักโตแต่ในอีกทางหนึ่งหนังทั้งสองเรื่องก็ชวนให้ใคร่ครวญว่า ความเป็นเด็ก หรือความเป็นผู้ใหญ่ เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่มาก่อน หรือถูกสร้างขึ้นกันแน่

ในทางกายภาพเราเปลี่ยนจากความเป็นเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเราเริ่มมีขนขึ้นในที่ลับ ในเพศชายมีเสียงเปลี่ยน ในเพศหญิงคือการขยายตัวของเต้านมและสะโพก เราเปลี่ยนสภาพจาก ตัวอ่อน เป็น - ตัวเต็มวัย มีอารมณ์แปรปรวนจากฮอร์โมนเพศ และ พร้อมจะสืบพันธุ์ ขณะเดียวกัน ความรับผิชอบก็เดินทางมาเยี่ยมเยือนเราถึงประตูบ้าน โยนภาระทางสังคมให้เรารับผิดชอบ เราจึงต้องเรียนหนังสือ ต้องทำงาน ต้องรับผิดชอบอะไรสักอย่างเพื่อแสดงให้โลกที่หมุนรอบๆตัวเรารู้ว่าเรามีความสามารถมากพอที่จะยืนหยัดได้ด้วยสองขาของตนเอง เราไม่ได้เป็นคนขลาดเขลาไม่เอาไหน จากนั้นความเป็นผู้ใหญ่จะพาเราไหลไปสู่สายพานโครงสร้างเชิงอำนาจของชีวิต สรรพสิ่งถูกผลิตสร้างเพื่อตอบรับวิธีคิดแบบนั้น

แต่บางทีเราอาจไม่เคยสงสัย หรือสงสัยแต่ทำได้เพียงเท่านั้น ความเป็นผู้ใหญ่ที่รอคอยการมาถึงเรานั้นคือสิ่งที่ต้องเป็นหรือถูกทำให้เป็น

ในTHE CHILD เด็กหญิงชายสองคนเติบโตชั่วข้ามคืนเมื่อพวกเขามีลูก จากที่เคยกอดคอล้อเล่น ความเป็นแม่ทำให้ SONIA แสดงสัญชาตญาณออกมาอย่างรุนแรง แต่เธอเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าตามหาBRUNO สามีของเธอ ผู้ซึ่งไม่ได้เติบโตไปกว่าเธอ หนังให้เราเห็น BRUNO กับเสื้อแจ๊คเก๊ตสวยสองตัวที่เขาซื้อให้ SONIA ถ้าเสื้อแจ๊คเกตแสดงถึงความเป็นเด็กวัยรุ่นที่ใส่ใจในการแต่งกาย การทิ้งเสื้อแจ๊คเกตของSONIA คือการแสดงออกว่าเธอก้าวพ้นไปแล้วจากความเป็นเด็ก ในขณะที่ BRUNOสวมเสื้อตัวนี้ไปจนเกือบจบเรื่อง เช่นเดียวกันกับรถเข็นเด็ก ที่BRUNOดึงลวดยึดโรงหลังคาออกมาใช้ แต่สุดท้ายเขาก็ติดบ่วงด้วยเส้นลวดที่เจาะยางรถมอเตอร์ไซค์ของเขา คนอย่างBRUNOเป็นเพียงเด็กไม่รู้จักโต หรือเขาถูกบีบบังคับให้โตขึ้น เพราะการมีลูก หนังไม่ได้ให้เราเห็นปูมหลังของ BRUNOมากนัก แต่มันเดาได้ไม่ยากว่าเขาอาจจะเติบโตมาแบบไร้ญาติขาดมิตร ต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง และเพื่อตนเองเท่านั้น

เราอาจโยนให้เป้นความผิดของสังคมที่ปล่อยปละเด็กอย่างBRUNO ให้กลายเป็นปัญหาของสังคมหนำซ้ำยังออกลูกออกหลานมาสร้าภาระซ้ำซ้อนให้กับสังคมต่อไป ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างหนังให้เป็นหนังว่าด้วยชีวิตเหลวแหลกของเด็กวัยรุ่นใจแตกที่ขายลูกกิน เช่นที่ข่าวในหนังสือพิมพ์ ในทีวีพยายามสร้างเรื่องเล่าโดยอาศัยมาตรศีลธรรมต่ำช้ามาวัด เราโชคดีที่ สองพี่น้องDARDENNE ใจดีมากพอที่จะมองพวกเขาในฐานะของมนุษย์ พวกเขาเป็น เด็กไม่รู้จักโต แต่ใช่หรือไม่ที่พวกเขาก็มีชีวิตจิตใจในฐานะมนุษย์ หนังพาเราลงลึกไปถึงการตัดสินใจของBRUNO ที่ค่อยเรียนรู้ความเป็นผู้ใหญ่ ผ่านทางการกระทำของตนเอง และในตอนท้ายเรื่องเขาได้กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเมื่อเขากล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ในตอนต้นเรื่องเราเฝ้าดู BRUNO กับSONIAกอกคอล้อเล่น หัวเราะหัวใคร่ให้กันและกัน ในตอนท้ายเรื่องพวกเขากอดคอกันอีกครั้ง แต่มันคือการกอดคอร้องให้ให้กับชีวิตของตน หากเด็กๆคือเสียงหัวเราะการเติบโตอาจบางทีนำมาซึ่งหยดน้ำตา

แล้วเด็กตัวโตๆสองคนก็กลายเป็นผู้ใหญ่ ตัวเล็กๆเรียนรู้การได้มาและการสูญเสียไป การเติบโตโหดร้ายขนาดนั้น

ต่างจากผู้ใหญ่LITTLE CHILDREN SARAH และBRAD ไม่เคยผ่านเรื่องราวโหดร้ายเหมือน SONIA กับ BRUNO พวกเขาไหลเรื่อยไปตามสายพานชีวิตอันสงบเงียบ แล้วกลายเป็นผู้ใหญ่ที่วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วนึกสงสัยว่า ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สังคมประเคนความคาดหวังให้พวกเขา และสร้างกรอบคิดของความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา มันอาจมีชื่อเรียกที่ชอบธรรมเช่น ความรับผิดชอบต่อครอบครัว การเป็นพ่อแม่ที่ดี การเป็นสามีภรรยาที่ดี สิ่งเหล่านี้มีอยู่มาก่อนหรือมันถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อครอบงำเรา หรือบางทีการแบ่งแยกคนที่ยังไม่โตและคนที่โตแล้วคือการกดขี่อย่างหนึ่ง ทั้งนี้มันไม่ได้วัดด้วยเพียงวัยวุฒิ หากมันยังสามารถวัดด้วยการทำบททดสอบความเป็นผู้ใหญ่ ที่ยิ่งไปไกลยิ่งห่างจากความรับผิดชอบพื้นฐานไปสู่สรรพสิ่งไร้สาระมากขึ้นทุกที

เรามองเห็นได้โดยไม่ยากนักว่าตัวละครในเรื่องนี้คือเด็กไม่รู้จักโต SARAH เฝ้ารอเวลาที่จะได้หลุดพ้นจากลูก เธอผูกสัมพันธ์กับหนุ่มหล่อโดยไม่สนใจว่าเขาจะมีเมียหรือยัง หรือว่าเธอมีสามีหรือเปล่า เธอไม่สนใจถึงขั้นชิงชังเหล่าแม่บ้านสมองไวในสนามเด็กเล่น ที่เอาแต่คอยถากถางเธอด้วยท่าทีตลอดเวลา ในขณะที่ BRADเป็นพ่อบ้านไม่เอาไหน เขาให้เมียเลี้ยง ปรารถนาจะได้รับการยอมรับจากลูก หมกมุ่นอยู่กับการเล่นสเกตและชีวิตวัยเด็กที่ไม่ได้ใช้ จนลืมเรื่องการสอบกฎหมาย หรือการออกไปเล่นอเมริกันฟุตบอลเพราะที่นั่นเขาจะไม่ถูกกดดันจากคนรอบข้าง เช่นเดียวกัน รอนนี่ไอ้หนุ่มรักเด็ก อาศัยอยู่กับแม่ที่ทำเหมือนเขาเป็นเด็กตลอดเวลา เมียของBRADเป็นลูกแหง่ฟ้องแม่ ส่วนสามีของSARAH ทำตัวเป็นเด็กหนุ่มฮอร์โมนพล่านคลั่งสาวเนท ยังไม่นับเพื่อนของBRAD ที่บ้าคลั่งอยู่กับการทำลายคนที่เขาไม่รู้จักด้วยความคิดโง่ๆ

เหล่าเด็กไม่รุ้จักโตในเรื่องเป็นเด็กที่ติดอยู่ในร่างผู้ใหญ่ตัวโตๆและในตอนท้ายพวกเขาก็ได้รับบทเรียนจากการเป็นเด็กไม่รู้จักโตนั้น แต่หลังจากดูจบผมกลับพลันบังเกิดข้อสงสัยประการหนึ่ง

พวกเขาคือเด็กที่ไม่รู้จักโตเป็นผู้ใหญ่ หรือที่แท้แล้วการโตเป็นผู้ใหญ่เป็นเพียงเรื่องสมมติ และไม่ใช่ว่าทุกคนต้องล่องไหลไปในเส้นทางนั้น บางทีพวกเขาอาจผิด ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นเด็กไม่รู้จักโต แต่เพราะพวกเขาต้องอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ที่ของพวกเขา โลกสมมติแห่งความรับผิดชอบ

หนังเล่าเรื่องของ SARAH และ BRAD ควบคู่กับเรื่องของRONNIE ไอ้หนุ่มล่อลวงเด็กที่ถูกปล่อยตัวออกมาและทำให้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความหวาดระแวง แน่นอนมันมีโยงใยไปถึงอเมริกาหลัง 9/11 ครอบครัวแสนสุขชานเมืองคือภาพแทนชนชั้นกลางอเมริกันผู้เชื่อมั่นว่าตัวเองดำเนินชีวิตอยู่บนวิถีที่ถูกต้อง และไอ้หนุ่มRONNIE คือภัยคุกคาม เพราะเขาไม่ใช่เพียงคนซึ่งมีอดีตผิดพลาด หากเป็นไอ้ตัวร้ายที่รอให้ทุกคนตายใจแล้วลงมือ ฉากที่สะท้อนอาการวิตกจริตของผู้คนได้อย่างรวดร้าวและถึงลูกถึงคนคือฉากที่RONNIE ลงไปว่ายน้ำในสระประจำเมือง ทันทีที่ผู้คนตระหนักได้ว่าเขาอยู่ร่วมกับเด็กๆแม่ๆทุกคนก็เรียกลูกๆของเขาขึ้นจากน้ำโดยพร้อมเพรียงกัน (ในฉากนี้และอีกหลายๆฉาก เสียงเด็กร้องไม่ได้เป็นเพียงเสียงประกอบฉาก แต่มันสะท้อนอาการแตกสลายทางวิญญาณของเหล่าเด็กไม่รู้จักโตแห่งเมืองนี้ด้วย)

แต่ความหวาดระแวงนี้ไม่ได้มีเฉพาะแต่กับเรื่องของภัยคุกคามทางกายอย่างRONNIE (ซึ่งที่จรองแล้วเขาเป็นเพียงคนผู้น่าสมเพชมากกว่าภัยคุกคามอย่างที่เขาถูกทำให้เป็น) มันยังรวมถึงการคุกคามทางจิตใจด้วย เพราะในฉากที่ BRADจูบ SARAH ในสนามเด็กเล่นพวกแม่ๆก็ตอบสนองอย่างเดียวกันกับฉากในสระน้ำ

อาณาจักรแห่งความกลัว เราอาจเรียกโลกใบนี้ได้เช่นนั้น ผู้คนที่มีความกลัวมากที่สุด ไม่ใช่เหล่าเด็กๆผู้ไม่รู้อะไรเลย แบบBRUNO กับ SONAI ใน THE CHILD หรือ คนไม่รู้จักโตอย่างSARAH และ BRAD แต่หากคือเหล่าชนชั้นกลางผู้มั่งคั่งทั้งความรู้และเงินทอง ด้วยความหวาดกลัวเขาจึงตั้งหน้าตั้งตาทำลายทุกสิ่งที่เข้ามาใกล้ โดยมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำลาย ภัยคุกคามของพวกเขา ไม่พักสนใจว่ามันคือภัยคุกคามที่แท้หรือเป็นเพียงความหวดระแวงของตัวเอง

พวกเขาต้องการเกราะคุ้มกันภัยเด็กๆของพวกเขาจากความกลัว ขณะเดียวกันเขาก็กลัวความเป็นเด็กด้วย เพราะความเป็นเด็กคือการไม่รู้จักอันตรายใดๆ การไม่กลัวสิ่งใดก็คล้ายภัยคุกคามประการหนึ่ง

บทจบของLITTLE CHILDREN อาจเป็นได้ทั้ง บทจบที่มองโลกในแง่ดีมากๆ เพราะเด็กไม่รู้จักโตทั้งหลายได้รับการสั่งสอนและเติบโตขึ้น แต่มองในอีกทางหนึ่งมันก็ชวนขนหัวลุกมากๆ เพราะพวกเขาอาจไม่ได้โตขึ้นจากภายในเพียงถูกบีบให้เติบโตด้วยความหวาดระแวงทางสังคม เช้าวันรุ่งขึ้น ไม่มีใครเป็นสุข พวกเขายังคงทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เพราะพวกเขาคือเด็กๆไม่รู้จักโตที่ทำผิด แต่เพราะพวกเขาค้นพบว่า ความเป็นเด็กจะไม่กลับมาอีกแล้ว

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อีตอนเป็นเด็กก้ออยากโต พอโตก็อยากเป็นเด็ก...เอ๊อ...คนเรานี่ก็เหลือเกิน

ป.ล. แวะมาตอบจากที่ไปเมนต์ว่า "ไม่ได้เด็ดขาด" ค่ะ (ฮ่าๆๆๆ)

#1 By nyanta on 2007-03-13 00:05

อารมณ์แบบนี้เชื่อว่าเกือบจะทุกคู่สมรสต้องประสบมากันบ้างแล้วไม่มากก็น้อย แต่การแสดงออกนั้นมันต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม ของแต่ละคนนั่นเอง ถ้าหากยังคงมีความยับยั้งชั่งใจ และใช่เหตุผลเหนืออารมณ์ความรู้สึก เรื่องราวเหล่านี้มันก็จะผ่านไปได้ด้วยดี

#2 By ผู้ชมจอเล็ก (202.142.204.1) on 2007-11-05 12:32