เล่าอย่ารวบรัดตัดความที่สุด นี่คือหนังที่ว่าด้วย ครอบครัวขี้แพ้ครอบครัวหนึ่งที่เดินทางไปด้วยกันแล้วค้นพบว่ายิ่งไปไกลก็ยิ่งค้นพบความขี้แพ้ภายในแต่ละคนมากขึ้นทุกทีๆ แน่นอน มันช่างรวบรัดและขมขื่นสิ้นดี (จนอาจพาลนึกไปว่าเป็นหนังสลดหดหู่ หากเช่นนั้นเราควรเพิ่มบางวลีลงในประโยคเมื่อสักครู่นี้ เช่นว่า แต่ยิ่งไปไกล พวกเขาก็ยิ่งเข้าใจ ในความขี้แพ้เฉพาะตน และ ภูมิใจกับมัน เอาล่ะ ฟังดุมีแสงสว่างมากขึ้นมาหน่อย

เล่าอย่างยาวๆ นี่คือเรื่องครอบครัวเล็กๆที่ประกอบด้วยคุณพ่อที่เป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับ เทคนิค 9ขั้นสู่การเป็นผู้ชนะ และกำลังหาทางชนะด้วยการตีพิมพ์เทคนิคของตนเอง ข้างฝ่ายคุณแม่เป็นแม่บ้านที่ใกล้เสียสติขณะพยายามเลิกสูบบุหรี่ พี่ชายของเธอเป็นอาจารย์ชาวเกย์อกหักรักคุดที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหลังารเชือดข้อมือตัวเองสังเวยรัก ลูกชายคนโตเป็นสาวก นิทเช่ จู่ๆวันหนึ่งก็ทำสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พูดกับใครจนกว่าจะได้เป็นนักบิน AIR FORCE ทุกวันนี้อาศัยการสื่อสารผ่านทางสมุดฉีก มีคุณปู่เป็นสิงห์ขี้ยาที่แม้จะชราภาพ ก็ยังสูดโคเดคนปื้ด ปื้ด และสบถคำหยาบเป็นไฟ ในขณะที่สมาชิกคนสำคัญคือ โอลีฟ ลูกสาวคนเล็ก ที่อ้วนปุ๊กลุ๊ก สวมแว่นตาหนาเตอะ และมีความหวังว่าตัวเองจะได้เข้าประกวด LITTLE MISS SUNSHINE และได้รางวัลเทพีหนูน้อยไปครอบครอง และทั้งเรื่องที่เหลือ คือการเดินทางไกลข้ามรัฐของครบครัวนี้ที่มีพาหนะเป็นรถตู้สีเหลืองมัสตาร์ด คันสุดกระป๋อง ที่วิ่งไปดับไป จนต้องมีแต่ช่วยกันเข็นแล้ววิ่งขึ้นรถให้ทันเท่านั้นจึงจะไปได้ เพราะเมื่ออกวิ่ง รถคันนี้ก็ห้ามหยุด!

ผลงานการกำกับชิ้นแรกของ JONATHAN DAYTON ร่วมกับ VALERIE FARIS อดีตสองผู้กำกับ มิวสิควีดีโอ ที่หันมาจับงานหนังใหญ่เป็นเรื่องแรก ทั้งคู่พาเราท่องไปบนถนนคนขี้แพ้ ด้วยเรื่องเล่าแบบ ROAD MOVIE ที่ขบขัน และขมขื่น

หนังใช้รถกระป๋องหนึ่งคันทดแทนความหมายโดยรวมของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ รถที่ดูภายนอกก็ไม่ได้เลวร้าย แต่เมื่อวิ่งไปวิ่งไป ก็หยุดไม่ได้ ถ้าจอดก็ต้องช่วยกันเข็น แตรดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย(และไม่มีหยุด) ไปจนถึงประตูที่เปิดปุ๊บก็ร่วงผลอยไปในทันที

แน่นอครอบครัวHOOVER ไม่สมประกอบ และพวกเขาไม่ได้ปกปิดมัน ยิ่งหนังเดินทางไปข้างหน้า ความไม่สมประกอบก็ยิ่งฉายชัด และที่น่าสนใจคือมันไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยการคลี่คลายปัญหาค้างคาใจในครอบครัว ไม่ใช่หนังที่ทำให้ตัวละครเอาชนะอุปสรรคแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แต่มันเป็นเรื่อง ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพราะที่ตัวละครค้นพบในหนังไม่ใช่ทางชนะแต่เป็นการไม่มีทางชนะ ไม่ว่าจะดำเนินการตาม เก้าขั้นแห่งความสำเร็จหรือไม่

ในครึ่งแรกหนังทำท่าจะดำเนินรอยตาม AMERICAN BEAUTY ที่ว่าด้วยการแฉ ความบ้าคลั่งความสำเร็จแบบอเมริกัน โดยเฉพาะฉากในร้าอาหารที่คุณพ่อ พยายามจะบีบคั้นให้ลูกสาวคนเล็กไม่สั่งไอศครีม แต่นับเป็นโชคที่หนังไม่ดำเนินตามทางนั้น เพราะที่เราได้เห็นคือสมาชิกในครอบครัวที่เหลือพยายามช่วยเหลือหนูน้อยให้รอดตายทางวิญยาณได้อย่างวุดหวิด ก่อนที่จะต้องผลัดกันช่วยกันและกันไปรอดตายทางวิญญาณไปตลอดจนจบเรื่อง

ช่วงท้ายของหนัง นั้นสนุกสนานครึกครื้นเป็นอย่างยิ่งเมื่อครอบครัว (ทั้งที่ยังอยู่และไม่อยู่แล้ว) มาถึงกองประกวด และค้นพบว่าการประกวดเด็ก เป็นเวทีสุดสยองที่ยิ่งกว่านรก หนังเสียดสีความสำเร็จในมุมมองของ อเมริกันชนได้อย่างชวนตะลึง ท่ามกลางการประกวดที่เต็มไปด้วยเด็กๆที่แต่งตัวเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ (และผู้ชมพอใจอย่างยิ่ง ) ดุเหมือนจะมีหนูน้อย OLIVE เท่านั้น ที่เป็น ยิ่งกว่าตัวประหลาด (เธอเลือกเต้นประกอบเพลง SUPERFREAK เพลงร๊อค ที่คุณปู่จอมซ่าส์แนะนำ) และแน่นอไม่มีใครสักคนพอใจ หนังเสียดสี ความสำเร็จที่เราต่างดิ้นรนแทบตายเพื่อไขว่คว้าให้ได้มันมา เหมือนครอบครัวที่เดินทางมาตั้งไกล เพื่อจะพบว่าการประกวดเด้ก มันไร้สาระสิ้นดี

แต่ที่สำคัญไม่ใช่การชนะ มันคือการได้ทำต่างหาก หนังจึงเลือกจบ แบบที่ไม่ใช่ว่าหนูน้อยเป็นที่รักแต่อย่างใด พวกขี้แพ้ คือพวกขี้แพ้ แต่พวกเขามีรถกระป่องหนึ่งคัน และนั่นก็เยี่ยมยอดแล้ว

หนังได้การแสดงที่เยี่ยมยอดจากตัวละครหลักทุกตัว แต่แม้ ALAN ARKIN จะคว้ารางวัลประกอบชายไป แต่ตัวบะครที่ผมชอบที่สุดคือ GREG KINNEAR ที่รับบทคุณพ่อผู้แพ้ (ที่เชื่อว่ามีชัยชนะ)ได้อย่างสนุกสนานแบสุดตีน ในขณะที่ TOONI COLLETTE ประคองตัวไม่ให้สติหลุดออกมาในระดับพอดี และหนน้อย ABIGEL BRESLIN ก็ฉายแสงจนเป็น MISS SUNSHINE ไปจริงๆ

อย่างไรก็ดี แม้หนังจะหลุดเข้ามาชิงออสการ์ในปีนี้หลายรางวัล รวมถึงรางวัลหนังยอดเยี่ยมด้วย เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้ สมบูรณ์แบบ หรือแตกต่างจนน่าทึ่ง เพราะจะว่าไป นี่คือหนังแบบที่ เดินตามสูตรหนังอินดี้ทุกประการ จนทำให้ตัวละครเป็นเพียงตัวละคร ที่มีเสน่ห์โดดเด่นชัดเจนแต่ไม่ลงลึกในมิติของมนุษย์ หนังเลือกตัดฉากแนะนำให้เห็นความเพี้ยนแต่ละคนจากนั้นก็จับทุกคนยัดใส่รถเลย หลังจากนั้นหนังก็อัดแน่นไปด้วยบทสนทนาคมคายเสียดสี เรามองเห็นด้านเพี้ยน(แต่น่ารัก) ด้านมืด(ที่น่าให้อภัย)ของตัวละคร แต่ไม่ได้เห็นพวกเขาในฐานะมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้อจริงๆ ซึ่งนี่เป็นคุรสมบัติที่เป็นข้อด้อยของหนังอินดี้ จากฝั่งอเมริกันในยุคหลังๆ ( ME AND YOU AND EVERYONE WE KNOW ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น)

แต่ถึงกระนั้นโดยส่วนตัวนี่คือหนังที่สัมผัสตัวผมอย่างรุนแรง ในช่วงท้ายของหนัง ที่น้องOLIVE ขึ้นไปเต้นกระกวดนั้น ผมร้องให้อออกมาอย่ารุนแรง (ฉากที่ทำให้รู้สึกในแบบเดียวกันนี้คือฉาก โชว์ดนตรีของไอ้หนูมาร์คัสใน ABOUT A BOY ) และหลังจากหนังจบ หนังเรื่องนี้ก็ขึ้นไปนอนรอหนังที่ชอบในรอบปีแล้วโดยไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือหนังสำหรับคนขี้แพ้ แน่นอนหนังเรื่องนี้ย่อมสร้างมาเพื่อไอ้หนุ่มหนังป่วยอย่างผมด้วยเช่นกัน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อยากดูเรื่องนี้มากกกกกกกก

#1 By wesong on 2007-03-07 08:12

น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมก็คงดูรู้เรื่อง และสนุก อยากดูด้วย

ว่าแต่ร้านวิดีโอชอบ ที่ผมว่าเขาปิด ความจริงเขาย้ายร้านต่างหากล่ะพี่ ไปอยู่ตรงคูเมืองประตูช้างเผือก

#2 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-03-07 10:39

ดูหนังเรื่องนี้แล้วค่ะ
มันเหมือนเชอเบทรสมะนาวในบ่ายที่ท้องฟ้าแจ่มใสของวันอาทิตย์เนอะ
อาจจะเพราะเกลียดงานประกวดเด็กเป็นทุน
งานพวกนั้นดูเหมือนงานประกวดสัตว์ประหลาด
เหมือนผู้ใหญ่ตัวเล็กๆทาปากแดงๆ อืม เห็นแล้วขนลุก
หนังเรื่องได้ใจฉันไปเต็มๆ ตรงที่จับจุดพวกนั้นมาพูดถึง

มีหนังหลายเรื่องที่พูดถึงการเดินทางเพื่อชัยชนะ
แล้วสุดท้ายพวกเขาก็พบชัยชนะที่ตรงระหว่างทางมากกว่า
เคยดูเรื่องนั้นไหม
เรื่องสามผู้ชายใจหญิงบนหลังคารถบัส
สามคนนั้นที่ล่องไปบนทางกลางทะเลทรายหน่ะ

เอาเข้าจริงๆ ฉันว่าไม่มีใครไม่เพี้ยนหรอกในโลก
บางคนบ้าขนาดอยากเป็นคนธรรมดาตลอดเวลาด้วยซ้ำ

#3 By (203.118.93.235) on 2007-03-08 08:46

sดูแล้วครับ
หนังเรื่องนั้นคือ PRISSILA : QUEEN OF THE DESERT

#4 By filmsick on 2007-03-08 09:09

หนังมันไม่ได้เพรียบพออะไรร็อกคับ
แต่หนังมันกินใจคนดูได้มากกว่า
เลยได้เข้าชิงออสก้า
สังเกตว่า ได้รางวัล บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย การันตี ถึง สิ่งที่คนทั่วๆไปเค้าชอบกัน

หนังได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสาขาวิจารณ์อะไรซักอย่างจำไม่ได้ ใช่ว่าจะไม่เหมาะสมสำหรับออสก้านะงับ

#5 By !!! L0ui5 on 2007-03-16 01:34

ผมชอบที่คุณเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จัง

#6 By กูหมี on 2007-03-16 10:37

#7 By (210.246.80.9) on 2007-04-21 20:58

ผมก็อยากจะร้องไห้ตอนน้องโอแกเต้น แต่ก้ร้องไม่ออกมันจะขำก็ขำไม่ออก นึกอย่างเดียวอยากให้คุณปู่แกมาให้กำลังใจหลานแกหน่อย

#8 By arzefever (125.25.195.41) on 2007-05-03 22:10

พึ่งดูจบเมื่อกี้ครับ เจ๋งมาก
ดูแล้ว ชอบบ ชอบ

#10 By on 2007-08-08 20:41

รูสึกโดน เช่นกันค่ะ

#11 By เชียร์ (203.130.128.58) on 2007-08-16 10:47

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ชอบมาก ดูแล้วคิดถึงโฆษณาของ ปตท. ที่เค้าว่าในโลกนี้จะมี
พื้นที่ให้เรายืนบ้างไหม บางคนพยายามทำสิ่งนั้นๆอย่างดีที่สุด แต่กลับพบแต่อุปสรรค ทำให้ไม่สามารถไปถึงดวงดาว
ได้ มันทำให้ได้คิดว่า บางทีจุดหมายอาจไม่สำคัญเท่าระหว่างทางนั้นเราได้ทำและเรียนรู้อะไรบ้างต่างหาก จริงมั๊ยคะ?

#12 By Fai (125.24.80.110) on 2007-08-17 16:23

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ชอบมาก ดูแล้วคิดถึงโฆษณาของ ปตท. ที่เค้าว่าในโลกนี้จะมี
พื้นที่ให้เรายืนบ้างไหม บางคนพยายามทำสิ่งนั้นๆอย่างดีที่สุด แต่กลับพบแต่อุปสรรค ทำให้ไม่สามารถไปถึงดวงดาว
ได้ มันทำให้ได้คิดว่า บางทีจุดหมายอาจไม่สำคัญเท่าระหว่างทางนั้นเราได้ทำและเรียนรู้อะไรบ้างต่างหาก จริงมั๊ยคะ?

#13 By Fai (125.24.80.110) on 2007-08-17 16:23

พูดคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับรถ
http://clubrot.com/

#14 By เที่ยวไทย on 2007-09-07 07:57

ชอบมากมากค่ะดูหนังเรื่องนี้แล้วประทับใจตัวละครทุกตัว เป็นความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ที่มารวมกันอย่างลงตัวและเรียบง่าย เป็นหนังที่คนในครอบครัวน่าจะมานั่งดูด้วยกันในวันหยุดนะคะ น้องโอลีฟก็แสดงได้น่าประทับใจจริงจริง ตอนแรกไม่เคยได้ยินหนังเรื่องนี้มาก่อนค่ะ นึกว่าเป็นดรามาไร้สาระ แต่ดูแล้วน้ำตาซึมค่ะเวลาปู่คุยกับหลาน ดูไปแล้วก็ขำจนน้ำตาไหลเลย

#15 By www on 2007-10-01 02:06

#16 By filmsick on 2007-10-01 09:00

เพิ่งดูเรื่องนี้เมื่อตอนบ่ายที่ผ่านมา ...หลังจากที่อยากดูๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มาตั้งแต่ได้ยินชื่อหนังตอนประกาศออสการ์
ประทับใจตัวละครทุกตัวในเรื่องเลย ทุกคนก็ไม่ใช่คนเพอร์เฟค แล้วก็เลือกที่จะไม่ขี้แพ้ได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำ ถ้าไม่เวิร์คก็หาทางเดินอื่นใหม่ แต่แม้ตัวละครทุกตัวจะแสดงดีในตอนที่คุณปู่ตายก็ไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจอะไรเลย (ให้ความรู้สึกเหมือนแกล้งตายไปเฉยๆอ่ะ) ฉากที่ประทับใจก็คือฉากที่ทุกคนช่วยกันหลอกล่อโอลีฟให้กินไอศครีม กับ ตอนที่ดเวนช็อคมากที่ตัวเองตาบอดสีแล้วจะเป็นนักบินไม่ได้ ที่โอลีฟเข้าไปกอดแล้วในที่สุดก็ใจเย็นลง ดูแล้วแอบน้ำตารื้นนิดๆ ส่วนพวกเด็กที่ไปประกวดก็ดูแร่ดเกินคนจนน่าสยองมากๆ รับไม่ได้อย่างแรง-*-555 สรุปแล้วหนังเรื่องนี้ได้ใจไปเต็มๆเลย หนังสร้างครองครัวที่น่ารำคานก็จริง แต่จบเรื่องแล้วยิ้มไม่หุบเลย

#17 By Kissey (203.150.193.55) on 2007-11-03 21:17

เป็นหนังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกดีมาก ดีที่สุดในปีที่แล้วเลย ชอบ ดูจบแล้วตื้นตันใจ

#18 By noi (61.19.199.142) on 2008-01-22 13:58

เอ About a Boy โทนี่ คอลเล็ต ก็เล่นเป็นแม่ ใช่ป่ะ ??embarrassed

#19 By apooh on 2008-02-05 20:24

หนังเรื่องนี้น่าสนใจดีมันไม่ใช่เรื่องของคนขี้แพ้ทั้งหมดหรอกแต่มันเป็นเรื่องของความกลัวที่จะพ่ายแพ้ต่างหาก

#20 By ปาริตา (202.28.69.167) on 2008-03-13 11:06

เพิ่งดูเรื่องนี้เมื่อวานครับทางช่อง Star Movie ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ชื่อเรื่องว่าอะไร คือไม่ได้ดูตั้งแต่เริ่มอ่ะครับ มาดูก็ตอนกลางๆเรื่องในรถแวนแล้ว แต่ก็คุ้นๆเหมือนกัน มารู้ชื่อก็ตอนที่ในครอบครัวพูดถึงการประกวด Little Miss Sunshine อ่ะครับทีนี้ก็อ๋อเลย คือว่าอยากดูเรื่องนี้ด้วยแต่ลืมๆไป เพราะได้ยินว่าเข้าชิงออสการ์ด้วยและได้ยินคำวิจารณ์ว่าดี
ตอนแรกก็ดูว่าหนังตลกดี แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิด ดูแล้วได้ข้อคิดดีๆมากเลย
ชอบหลายฉาก เช่น ฉากที่หนู Olive นอนห้องเดียวกับปู่แล้วก็ได้คุยกับคุณปู่ น้องเขาอยู่ๆก็ร้องไห้ออกมาเพราะว่ากลัวแพ้การประกวด Miss Sunshine แต่คุณปู่ก็ปลอบน้องเขาว่า หนูสวยที่สุดแล้ว และก็บอกประมาณว่าอย่ากลัวที่จะแพ้ แต่จงกลัวที่จะไม่ได้ทำมันต่างหาก จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง...
อีกฉากก็คือตอนที่ Dwayne(พี่ชายของน้อง Olive)เขารู้ว่าตัวเองตาบอดสีจากการที่น้อง Olive เขาเล่นแผ่นตรวจสายตาอ่ะ แล้วลุงก็บอกให้เขารู้โดยตรงๆเลย Dwayne ก็เลยคลั่งเนื่องจากไม่สามารถเป็นนักบินได้แล้ว ก็เลยต้องจอดรถทั้งๆที่ต้องรีบไปกองประกวด Dwayne ที่กำลังสติแตกก็ไปที่ทุ่งข้างทางแล้วบอกว่าอยากอยู่คนเดียว ทิ้งเขาไว้ที่นี่ แล้วแม่เขาก็ไปปลอบแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายน้อง Olive ก็ไปปลอบโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากพูดสักคำ เพียงแค่เข้าไปซบข้างไหล่แล้วกอด เท่านี้ Dwayne ก็บอกว่าไปกันก็ได้แล้ว...
และอีกฉากที่ดูแล้วมันจี้ดี ฉากในโรงพยาบาล ก็คือตอนที่ปู่เขาเสียแล้ว แม่ก็บอกทุกคนว่าเรายังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ แม่รักลูกทุกคนมากแล้วก็เริ่มร้องไห้ Dwayne ซึ่งตอนนั้นยังไม่ยอมพูด ตอนแรกนึกว่าเป็นใบ้ ก็ได้เขียนในสมุดฉีกแทนคำพูดว่า \"Go Hug Mum\" ให้กับน้อง Olive แล้วน้องเขาก็เดินเข้าไปกอดแม่ ดูแล้วก็ขำดี แต่ก็อบอุ่นดี
และอีกฉากก็คือ ตอนที่น้อง Olive อยู่หลังฉากเวทีการประกวดห้องแต่งตัวอ่ะ คือว่าพ่อและพี่ชายพยายามที่จะปกป้องน้อง Olive ด้วยการไม่ให้ขึ้นเวทีประกวดความสามารถรอบสุดท้ายแล้ว เพราะคนอื่นเขาจะหาว่าน้องหรือลูกตัวเองเป็นตัวตลก แต่แม่ก็ห้ามเพราะมันเป็นสิ่งเดียวในตอนนั้นที่น้อง Olive เขาปรารถนาและก็พยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก หลังจากปรึกษากันแล้ว 3 คน สุดท้ายแม่ก็บอกน้อง Olive ว่าถ้าไม่อยากประกวดต่อไปแล้วก็ไม่ต้องแล้วแต่ลูกประมาณนั้นอ่ะ แต่น้อง Olive ก็ไม่พูดอะไร น้องหยิบหมวกใส่ศีรษะแล้วก็พร้อมแสดงแล้ว แบบว่า The Show Must Go On อะไรประมาณนี้ แบบว่าน้องเขาแน่จริงๆ ชอบๆ
สรุปว่าชอบหนังเรื่องนี้มาก หลงรักไปเลย ดูแล้วนึกขำไม่หยุด อมยิ้มตลอด แต่ก็มีสาระข้อคิดดี ปนเคล้ากับความเพี้ยน ความฮาดี และก็มีเรื่องดราม่านิดๆปนเศร้าแบบน้ำตาซึมๆ ครบทุกรสเลย ทุกคนควรไปหามาดูนะครับ

#21 By Ton (58.9.67.77) on 2008-07-16 11:53

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่นำเสนอชีวิตครอบครัว และการดำรงชีวิต ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และน่าจดจำ... ชอบคับ

#22 By *-* (117.47.225.174) on 2008-12-30 20:47

ดูแล้วชอบมากกกกกกกกกกกกกกกก big smile

#23 By mdWee on 2009-01-17 14:32

แบบนี้ชอบ

#24 By m (125.25.69.101) on 2009-05-28 20:32



big smile
confused smile

#25 By ae on 2009-08-09 00:39

ฉากที่ครอบครัวขึ้นไปเต้นบนเวที ผมร้องไห้ราวๆ 10 นาทีอ่ะครับ (10 นาทีจริงๆ)
จนต้องกด pause ไปร้องไห้ก่อนที่จะกลับมาดูใหม่

#26 By Napat T. (58.9.232.201) on 2009-08-11 19:48

ขอแชร์ด้วยละกัน
จริงๆ ไม่ได้รู้จักหนังเรื่องนี้มากก่อน แต่อ่านหนังสือหลายๆเล่น กลับมีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้อยางมากมาย
ก็ซื้อมาดู แล้วก็พบว่า มันไม่ได้เกินไปกว่าที่หลายๆคนพูดถึงเลย

#27 By bbbb (58.8.128.65) on 2009-09-04 10:13


like it 2

#28 By tao (203.118.111.211) on 2009-10-04 18:18

อยากดูเรื่องนี้มากก

#29 By iJigg (124.121.135.204) on 2009-11-19 11:10

ถ้าทำได้ ฉันก็อยากเป็น Dwayne ลูกชายคนโตของบ้านนี้ เหมือนกัน

#30 By Ugly Ducky.K on 2011-02-13 00:30

Hot! Hot! Hot! Hot!

เคยดู แต่นานมาหลายปีแล้วครับ

พอได้กลับมาอ่านทำให้อยากจะขุดกรุหนัง

ขึ้นมาดูซะอีกรอบบ

#31 By Sea on 2011-11-10 12:02