KINGS OF THE ROAD

posted on 17 Feb 2007 20:33 by filmsick

KINGS OF THE ROAD ลำนำวเนจร

ชายผู้นั้นเร่ร่อนไปบนถนนหลวงกับรถบรรทุกคันใหญ่ เขาคือชายนักซ่อมเครื่องฉายหนัง ที่เร่ร่อนเลาะตะเข็บชายแดนสองฟากแผ่นดินเดียว ระหว่างฝั่งเยอรมันตะวันออกและตะวันตก เกร่เข้าไปตามหมู่บ้านเล็กๆ ดูแลเครือ่งฉายหนังไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักนอนในรถของตัว เช้าหนึ่งเขาตื่นขึ้น ระหว่างการโกนหนวด จากกระจกหน้ารถ เขามองเห็นรถเก่งคันหนึ่งพุ่งลงไปในทะเลสาบ และนั้นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของเรื่องนี้

ผมกำลังแซงรถบรรทุกคันหนึ่งบนทางหลวง วันนั้นร้อนมาก รถใหญ่คันนั้นก็เก่ามากและไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีชายสองคนนั่งอยู่ข้างหน้า คนขับเปิดประตูแง้มไว้และห้อยขาออกมาข้างนอกเพื่อคลายร้อน ผมเห็นภาพนี้ด้วยการชำเลืองมองทางหางตาขณะขับแซงขึ้นหน้า และรู้สึกประทับใจ ผมบังเอิญหยุดรถที่ร้านอาหารริมทางซึ่งรถบรรทุกก็หยุดแวะด้วย ผมตรงไปที่บาร์ ซึ่งสองคนนั้นกำลังยืนอยู่ ไม่มีคำพูดระหว่างพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย คุณจะรู้สึกได้ว่าพวกเขาแปลกหน้าต่อกันและกัน ผมถามตัวเองว่าชายสองคนนี้ได้เห็นอะไรพวกเขามองอย่างไรขณะขับผ่านเยอรมันนี *1

ย่อหน้าด้านบนคือที่หน้าของหนังเรื่องนี้จากปากคำของWIM WENDERS ผู้กำกับหนัง และย่อหน้าแรกคือเรื่องเล่าคร่าวๆที่เราพอจะเล่าให้จับต้องได้ เกี่ยวกับหนัง ซึ่งตลอดเวลาที่เหลือนับจากจุดเริ่มต้นคือการเตร็ดเตร่ไปสองคน จากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่ง โรงหนังที่หนึ่งไปสู่โรงหนังอีกที่หนึ่ง ถนนเส้นหนึ่งไปสู่ถนนอีกเส้นหนึ่ง เงียบเชียบ อ้อยสร้อย อยู่กลางทัศนียภาพเวิ้งว้ากว้างไกล บนถนนนั้น คนจรสองคนที่บังเอิญร่อนแร่มาพบกัน พูดคุยกัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆคืบหน้า ยามที่พวกเขาพบว่าเริ่มเข้าใกล้กันมากที่สุด พวกเขาก็จากกันไปเงียบๆ โดยไม่กระทั่งกล่าวคำอำลากแก่กันด้วยซ้ำ

นี่คือหนังเรื่องสุดท้ายในไตรภาค ROAD MOVIEที่ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน อันว่าด้วยชายหนุ่มที่ออกร่อนเร่พเนจร อาจตามหาบางสิ่งหรือหลบหนีบางอย่าง ท่ามกลางทัศนียภาพอ้างว้างว้าเหว่ เขาอาจรู้จักผู้คน เรียนรู้ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดายของตนเอง แล้วหันหลังจากไป สู่ถนนนอกจอทิ้งคนดูไว้ราวกับเป็นเพียงแค่อีกจุดแวะพักหนึ่งของกันและกัน เริ่มต้นที่ ALICE IN THE CITIES ว่าด้วยการเดินทางกลับบ้านของนักเขียนหนุ่มที่อยากเขียนถึงอเมริกาแต่เขียนอะไรไม่ได้ ระหว่างทางเขาพบกับเด็กสาวคนหนึ่งแล้วพาเธอไปเร่ร่อนด้วยกันเพื่อตามหาบ้านของเธอ ต่อด้วย WRONG MOVEMENT ว่าด้วยหนุ่มผู้อยากเป็นนักเขียน จนแม่ต้องหาเงินให้เป็นค่าตั๋วไปกรุงบอนน์ ระหว่างการเดินทางเขาพบผู้คนมากมายและแลกเปลี่ยนกับพวกเขา ก่อนที่จะมาจบการเดินทางด้วยหนังเรื่องนี้

หนังทั้งสามเรื่องว่าด้วยการเดินทางเช่นกัน นำแสดงโดย RUDGER VOLGER เหมือนกัน กล่าวถึงข้อจำกัด พูดถึงความโดดเดี่ยวภายในจิตใจของผู้คนเหมือนกัน เป็นคำรำพันความนัยที่มีต่อประเทศเยอรมันเหมือนกัน และที่สำคัญหนังทั้งสามเรื่องล้วนพูดถึงทั้งข้อจำกัดและความพิลาศพิไลของอำนาจวรรณกรรม และภาพยนตร์ เช่นกัน

WIM WENDERS เคยเขียนเกี่ยวกับหนังของตัวเองไว้ว่าเขาสร้างหนังขึ้นโดยเริ่มต้นจากทัศนียภาพ ( ถนนชนบท ดนตรีร๊อค ท้องฟ้ากว้างกว่าก้าง ทางรถไฟ เมืองเล็กๆ บ้านริมน้ำ ทัศนียภาพต่างๆยังคง

ปรากฏเป็นตัวเอกของหนัง ของWIM WENDERS เสมอมา ) และจากทัศนียภาพบนถนน ชายสองคนบนรถบบรรทุก เขาขยายภาพนั้นออกมา

ชายคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตาย เผอิญมีชายอีกคนเฝ้ามองอยู่ เขาจึงเลิกพฤติกรรมบ้าระห่ำของเขาเสีย ชายอีกคนเป็นคนขับรถบรรทุก พวกเขาตัดสินใจเดินทางไปด้วยกัน(โดยบังเอิญอีกครั้ง) หนังเรื่องนี้คือการเดินทางของพสกเขา และการตามดูว่าทั้งสองจะมีอะไรพูดกันหรือไม่ * 1 เขากล่าวถึงนั้นเรื่องนี้ไว้คร่าวๆดังนี้

ชายคนนั้นชื่อ ROBERT LANDER เขาเป็นกุมมารแพทย์ หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องเขาเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับเด็กทารกเสียมากกว่า ในขณะที่ชายเจ้าของรถบรรทุกคือ BRUNO ช่างซ่อมเครื่องฉายหนัง ที่ตระเวนไปไม่รู้จบ พลอตแบบนี้นั้นจริงๆแล้วาสามารถสร้างเป็นหนังสุดประทับใจว่าด้วยชายสองคนที่ได้เรียนรู้กันและกัน และก้าวข้ามพ้นวัยไปในระหว่างการเดินทาง แต่ในหนังเรื่องนี้ พวกเขาแทบไม่ได้พูดกัน ราวกับสิ้นความสามารถในการสื่อสาร ไม่มีฉากกินใจเรียกน้ำตา ไม่มีการสอนให้อีกคนรู้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ไม่มีการไถ่ถอนตัวเองออกจากบาปครั้งเก่าก่อน เอาเข้าจริงแล้ว พวกเขายังคงแปลกหน้าต่อกันไปจนจบสิ้นการเดินทางที่บังเกอร์ชายแดน ในยามที่พวกเขาเดินทางผ่านไปยังเรือนรังของตอน ก็ต่างเพียงแค่กลับไปเยี่ยมชมความรวดร้าววัยเด็ก ความสัมพันธ์ของROBERT กับพ่อ และ BRUNO กับบ้านกลางน้ำของแม่ ไม่มีใครปลอบโยนใคร พวกเขาคือดวงวิญญาณหลงทางที่ไม่ได้กระทั่งเยียวยาตนเองบนจอ เพียงเดินทางไป การตามหา กลายเป็นการหลบหนี และการเผชิญหน้าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพื่อนร่วมทางเป็นเพียงผู้คนที่ผ่านเข้าและออกในชีวิต

ความสัมพันธ์ของพวกเขากับสตรีเพศก็ยังคงเป็นเหมือนตัวละครในหนังเรื่องอื่นๆ ของ IM WENDERS เป็นไปอย่างขัดเขินและห่างเหิน ตัวละครของเขา ห่างไกลจากการเป็นนักรัก พวกเขาอาจต้องการผู้หญิง แต่ไม่อาจเข้าถึงเธอ ใน ALICE IN THE CITIES ตัวเอกของหนัง ( ซึ่งรับบทโดย RUDGER VOGLER) พยายามจะผูกสัมพันธ์กับแม่ของ ALICE ซึ่งรับบทโดย LISA KREUZER และเธอบอกเขาว่า เขาแชร์เตียงร่วมกับเธอได้ แต่เธอจะไม่นอนกับเขา ต่อมาใน KINGS OF THE ROAD เธอมาปรากฏตัวอีกครั้งในบทสาวขายตั๋วที่BRUNO พบระหว่างทาง (ฉากหนึ่งเธอพูดกับเขาว่าเธออาศัยอยู่กับลูกสาว) เขานอนข้างๆเธอบนเตียงเล็กๆ ในโรงหนัง ฉายหนังตัดต่อภาพSEX และความรุนแรงให้เธอดูซ้ำๆ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งคู่อาจไม่ได้มีอะไรกัน ในขณะที่ROBERT นั้นก็เลิกกับภรรยา เพราะ-เขารู้สึกไม่เป็นตัวเองเมื่อเธออยู่ใกล้ๆ- แต่ก็กลับเฝ้าโทรหาเธอจากตู้โทรศัพท์สาธารณะตลอดเส้นทาง กระทั่งพ่อของเขาก็ไม่ต่างกันเมื่อROBERT ที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีนักกับพ่อตัวเองพิมพ์บทความ การให้ความเคารพสตรี-ทิ้งไว้ให้พ่อของเขา นำมาซึ่งฉากที่ทั้งคู่เข้าใกล้กันมากที่สุด คืนสุดท้ายในเรือนพักที่ริมชายแดน เมื่อBRUNOผู้เดียวดาย รำพึงว่าเขาไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากสตรี แต่เมื่อเขาหลับนอนกับเธอยามที่เขาสอดใส่ เขากลับรู้สึกว่างเปล่า ว่างเปล่าเข้าไปถึงแก่นกลางของร่างกาย

ความสัมพันธ์ลักลั่นของตัวละครชายกับสตรี ชวนหวนไห้ถึงความสัมพันธ์ ของ WIM กับ วัฒนธรรมอเมริกันอยู่ในที เนื่องด้วยเขาโตมาในยุคแบ่งแยกดินแดน วัฒนธรรมอเมริกันจึงกลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญของเขา ความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชัง เช่นนี้ ปรากฏใน ALICE IN THE CITIES เมื่อนักเขียน ไม่สามารถเขียนถึงอเมริกาได้ ขณะอยู่ในอเมริกา ดินแดนที่ฝันถึง เมื่อไปถึงกลับว่างเปล่าร้างไร้ มันจึงกลายเป็นการแตกสลายทางวิญญาณ และความแตกสลายเหล่านี้แหละที่ผลักดันตัวละครของ WIM WENDERS มาตลอด และใน KINGS OF THE ROAD มีฉากเล็กๆฉากหนึ่งเมื่อ BRUNOโพล่งท่อนหนึ่งในเพลงอเมริกันออกมาแล้วบอกว่า เขามักฮัมดนตรีของเพลงPOPอเมริกัน โดยนึกเนื้อไม่ออก ก่อนที่จะมานึกได้ในเวลาต่อมา กระทั่งเวลาทะเลาะกับคนรัก หัวเขาก็กลับวนเวียนท่องเนื้อเพลงเหล่านั้นตลอดเวลา จนROBERT ประชดว่า นี่วัตถุนิยมอเมริกันจัดตั้งอาณานิคมในหัวเราเสียแล้วหรือไร

ลึกลงไปกว่าการเดินทาง ทัศนียภาพ คนร่อนเร่ และดนตรีร๊อคแล้วตัวหนังยังทำหน้าที่คล้ายประวัติศาสตร์ฉบับย่อ และคำรำพึงส่วนบุคคลที่ WIM WENDERS มีต่อโลกภาพยนตร์ อีกด้วย เพราะภายใต้การเดินทางของชายหนุ่ม เขาได้พาเราไปมองย้อน ความเป็นมา และความเป็นไป ของภาพยนตร์ในยุคสมัยนั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวงการหนังเยอรมัน) อย่างน่าสนใจ

หนังเปิดฉากแรกด้วยการพูดคุยกับชายชราที่เคยบรรเลงดนตรีสดประกอบการฉายหนัง อย่าง BEN HUR เขาพูดถึงอดีตที่ล่วงไปแล้วอย่างชื่นมื่น เพราะภาพยนตร์เมื่อแรกมีเคยเป็นมหรสพอันยิ่งใหญ่มาก่อน ก่อนที่ในฉากต่อมา เมื่อชายหนุ่มทั้งคู่เดินทางไปซ่อมลำโพงในโรงเรียน ROBERT ส่องไสปอตไลท์ทะลุตัวBRUNOก่อเงาให้ตกบนจอ ก่อนที่ทั้งคู่จะเล่นสนุกด้วยเงานั้น ท่ามกลางความเงียบ ของการแสดง และเสียงหัวเราะหัวใครของผู้ชมตัวน้อย ใช่แล้ว ภาพยนตร์นั้น ไม่ได้มีอะไรมากไปว่า การเป็นสมรภูมิของแสงและเงา จุดกำเนิดจากภาพ แสงเงา และการเคลื่อนไหวของภาพนิ่ง 24 เฟรม/นาที และการที่ทั้งคู่เล่นเงาขณะซ่อมลำโพงทำให้อดคิดไม่ได้ว่านี่คือการคารวะหนังเงียบ ในยุคแรก ของBUSTER KEATON หรือ CHARLIE CHAPLIN

แต่ยิ่งเดินทางลึกเข้าไป ความสัมพันธ์ของ ภาพยนตร์ และวรรณกรรม (ซึ่งก็เป็นความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งชัง)ก็โผล่ม ในฉากที่ ROBERT กลับไปเยี่ยมพ่อ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ ฉากหนึ่งROBERT บอกพ่อเขาว่า เวลาพูดกับพ่อกระทั่งความคิดก็พรั่งพรูเป็นตัวเรียงพิมพ์ และเขาเอียนมันเหลือเกินแล้ว ความคิดอันพรั่งพรูเป็นตัวเรียงพิมพ์ ย่อมคือตัวแทนวรรณกรรม ตัวแทนของเรื่องเล่า ในขณะที่ต่อมาเมื่อ BRUNO กลับไปบ้านแม่ เขาก็ค้นพบสมุดภาพเก่าแก่ ที่ใต้บันใด และนั่งน้ำตาไหลไปตลอดคืน

ทั้งหมดนั้นคือภาพยนตร์ ผู้คนที่เขาพบตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นชายผู้บรรเลงดนตรี สมุด-ภาพ- ชายชราเจ้าของโรงพิมพ์ และโรงเรียนแห่งแสงเงา รวมไปถึงคนฉายหนังไม่รู้ชื่อ ที่BRUNO สอนให้รู้จัก ไม้กางเขน มอลทีส อันเป็นตัวดึงหนามเตยให้ขับเคลื่อน ทั้งหมดตลอดการเดินทางนี้คือ ภาพ แสงเงา เสียง เรื่องเล่า และเครื่องฉาย รวมความกลายเป็น ภาพยนตร์ สื่อที่WIM WENDERS หลงใหล

ว่ากันเฉพาะเรื่องเล่า การให้ ROBERT เป็นปฏิปักษ์กับพ่อ คล้ายเป็นการตั้งคำถามถึงอำนาจวรรณกรรม และอำนาจของภาพยนตร์ อำนาจของวรรณกรรมแสดงผ่านการเล่าเรื่องด้วยถ้อยคำ หากภาพยนตร์ มุ่งเน้นการใช้ภาพสื่อสารความหมาย ที่อยู่ในระดับลึกลงกว่าแค่เล่าเรื่อง วรรณกรรม อาจสามารถเขียนความคิดผู้คนขณะที่ภาพยนตร์ ปล่อยให้ผู้ชมคลำทางในความสลัวรางของดวงตาตัวละคร แต่ภาพ เพียงภาพเดียวในอำนาจของภาพยนตร์ แม้จะใช้ถ้อยคำสามหมื่นคำก็ไม่อาจบรรยายอารมณ์ของสีสันท้องฟ้าได้ทัดเทียม และดูเหมือนมันเปล่าประโยชน์ที่จะแสวงหาผู้ชนะ เพราะมันล้วนต้องพึ่งพิงกัน ROBERT อาจเบื่อหน่ายการบรรยาย เขาจึงหันไปนิ่งเงียบ (และใช้ตัวเองเป็นภาพ ให้พ่อตีความ) แต่ภาพที่BRUNO ดูในสมุด ก็ประจุข้อความเล่าเรื่องเช่นกัน

และตลอดเวลายาวนาน ของหนังที่ว่าด้วยหนัง เราจะไม่ได้เห็น-หนัง- ในหนังเลยยกเว้นในเพียงสองฉาก (และฉากทั้งคู่เกี่ยวเนื่องกับปรารถนาทางเพศ ของบุรุษสตรี! ) ฉากแรกเมื่อ ชายคนฉายหนังสำเร็จความใครโดยใช้กระจกสะท้อนหนังที่ฉายข้างล่างมาปรากฏบนจอ และในอีกฉากหนึ่งที่BRUNOตัดต่อหนังกระตุ้นอารมณ์หญิงสาวขายตั๋ว

ในอีกทางหนึ่งหากเราให้ ROBERT เป็นตัวแทนของ-วรรณกรรม- (เขามีพ่อเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ เป็นหมอที่วิจัยเรื่องการพูดของเด็ก) และBRUNO เป็นตัวแทนของ- ภาพ - (เขาเป็นคนซ่อมเครื่องฉายหนัง ) ความสัมพันธ์ แบบชิดใกล้แต่ไกลห่างของทั้งคู่ คือตัวแทนของภาพยนตร์อันเป็นปฏิสัมพันธ์ของเรื่องเล่าและภาพฉายอันชัดเจน เรื่องเล่านั้นเจ็บปวดรวดร้าวจากการเล่า จนต้องฆ่าตัวตาย ขณะที่ภาพนั้นบริสุทธิ์ ดิบเถื่อน และเปราะบางเกินไป (ฉากหนึ่ง หนังให้ BRUNO เปลือยกายถ่ายอุจจาระบนจอหนังแบบจะๆกันเลยทีเดียว) การปฏิสัมพันธ์ในระยะที่พอดีของทั้งคู่สิก่อให้เกิด สิ่งซึ่งเรียกว่า ภาพยนตร์-

แต่คนที่อธิบาย ภาพยนตร์ - ได้ชัดเจนที่สุดกลับไม่ใช่ช่างซ่อมเครื่องฉาย แต่เป็น กุมารแพทย์ เมื่อในฉากหนึ่งเขาเล่าถึงงานวิจัยของเขาว่า

ผมทำการวิจัยกับเด็ก ในช่วงเดือนแรกๆที่พวกเขาหัดอ่านเขียน ในขณะนั้น รูปร่าง และ ตัวอักษร ยังคงเป็นดั่งการผจญภัยอยู่ จวบจนกระทั่งการเขียนกลายเป็นสิ่งสามัญ จินตนาการของพวกเขาก็เริ่มสาบสูญปัญหาคือภาพฝันระหว่างนั้นยังดำรงคงอยู่

บางทีภาพยนตร์อาจเป็นเช่นนั้นมันคือการดำรงคงอยู่ของภาพฝันที่ไม่อาจเขียนออกมาเป็นถ้อยคำได้ เวลาเราดูหนังดีๆ เราจะกลับไปคล้ายเด็กที่เพิ่งหัดเขียนหนังสือ สภาวะสลัวรางระหว่างการเขียนกับการจ้องมอง ภาพ และตัวอักษร ทำให้เกิดโมงยามพิเศษที่เขียนออกมาไม่ได้ ถ่ายภาพออกมาไม่เห็น มีเพยงต้องปล่อยให้มันประสานกันเท่านั้น ใช่แล้ว นั่นคือภาพยนตร์

แต่เรื่องเล่ากับภาพ ก็แยกจากกัน เมื่อรถบรรทุกกับรถไฟที่ ROBERT โดยสารแยกไปคนละทิศละทาง คลอไปกับเสียงเพลง KINGS OF THE ROAD และหนังก็พร้อมจะจบลง

ฉากสุดท้ายของหนัง BRUNOเดินทางไปในโรงหนังที่กำลังจะปิดตัวลง หญิงสาวลูกสาวเจ้าของโรงหนังบอกว่าเธอไม่อาจทนฉายหนังอะไรก็ไม่รู้ได้อีกต่อไป ภาพยนตร์เสื่อมจางมนต์ขลังลงไป กลายเป็นเพียงความบันเทิงคั่นเวลาด้อยค่า BRUNOซ่อมเครื่องฉายสุดท้าย เดินออกมานั่งนิ่งในรถบรรทุกคู่ใจ ในที่สุดภาพยนตร์ก็เสื่อมมนต์ขลังลงไป เรื่องเล่า และภาพกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง และเหนือขึ้นไป ป้ายไฟบอกชื่อโรงหนังติดอยู่เป็นบางตัว อ่านได้ว่า WW END .. มนทางหนึ่งมันอาจคือการประกาศนามผู้กำกับ WIM WENDERS แต่ในอีทาง มันคือการประกาศ END- ไม่ใช่เพียงเฉพาะตัวหนัง แต่หมายถึงหนัง ในความหมายอันสลัวราง ที่แสนสวยงามด้วยเช่นกัน

และจากจุดนี้ นอกจากจะเป็นหนังที่ดีที่สุดของWIM WENDERS เรายังรู้สึกได้ว่านี่คือหกนังที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา เมื่อเขาแสดง ท่าที ต่อโลกของหนังออกมาอย่างไม่ปิดบัง จนทำให้มันเป็นหนังที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา

หมายเหตุ *1 อ้างอิงจาก FILMVIRUS เล่ม 1

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet