*********บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ครับ ********

เหตุการณ์เกิดในสมัยปลายราชวงศ์ถัง ท่ามกลางปราสาทราชวังอลังการเรืองรอง กลับซุกซ่อนเรื่องราวไว้มากหลาย

องค์ฮ่องเต้ยินดีที่ครอบครัวพร้อมหน้าองค์ฮองเฮา เสวยยายาตามกำหนด ปักดอกเบญจมาศองค์รัชทายาทต้องการไปฝึกฝนประสบการณ์ยังชายแดนองค์ชายรองกลับจากชายแดนเยี่ยมเยียนเสด็จแม่องค์ชายสาม กำลังเติบโตแตกเนื้อหนุ่ม ทั้งหมดดูคล้ายเป็นเพียงกิจวัตรแห่งชนชั้นปกครอง หากที่จริงแล้วนั้น..

องค์ฮองเฮา มีสัมพันธ์ลึกล้ำกับองค์รัชทายาทที่เป็นลูกนอกไส้ องค์ฮ่องเต้ประสงค์ให้ฮองเฮาตายช้าๆด้วยยาพิษ องค์ชายรองถูกฮ่องเต้จับตาทุกฝีก้าว ขณะที่องค์ชายสามเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชิงชังคั่งแค้น

เหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินไปอย่างเขม็งเกลียวในช่วงก่อนหน้าเทศกาล ฉงหยาง ท่ามกลฃางการประกาศโมงยาม นับเวลากินยาขององค์ฮองเฮา วินัยของฮ่องเต้ สี่เหลี่ยมในวงกลม ขอบเขตของฟ้าดิน เข้มข้นนับแต่นาทีแรกของหนัง บีบคั้นคนดูไปตลอดเวลาที่เหลือ

นี่คือหนังเรื่องที่ 16 ของ จางอี้โหมว ดัดแปลงจากบทประพันธ์ เก่าปี 1934 ของ CAU YU เรื่อง THUNDERSTROM (ซึ่งผู้เขียนได้มาร่วมดัดแปลงบทประพันธ์ให้เป็นบทภาพยนตร์ด้วย) โดยเปลี่ยนช่วงเวลาจาก ปี 1934 มาเป็นยุคราชวงศ์ถัง กลายเป็นหนังเรื่องที่สามในชุดหนังกำลังภายในย้อนยุค (ที๋โปรดัคชั่นอลังการ) และกลายเป็นหนังที่มีราคาแพงที่สุดของจางอี้โหมว หรือจะว่าไปของประเทศจีน

ภายใต้เรื่องเล่าแบบโศกนาฏกรรมโบราณ ที่เต็มไปด้วยการเร้าอารมณ์แบบรุนแรง การหักเหลี่ยมเฉือนคมอันเข้มข้น และการแสดงระดับเทพของนักแสดงนำ นี่กลายเป็นหนังที่ฉูดฉาด ที่สุด ทั้งงานด้านภาพ วิธีเล่า และตัวเรื่องเท่าที่จางอี้โหมวเคยสร้างมา และนั่นทำให้หนังสนุกมาก เข้าถึงได้ง่ายมาก จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ในที่สุด ผู้กำกับที่เคยวิพากษ์ รัฐบาลจีนอย่างเข้มข้น (จนถึงขั้นโดนสั่งห้ามทำหนังไปหลายปี) หรือผู้กำกับที่เคยทำหนังเล็กๆที่งดงามมากมาย หรือกระทั่งผู้กำกับที่เคยทำหนังเปี่ยมไปด้วยปรัชญาในที่สุดละวางมาจูบปากดกับรัฐบาลและทำหนังตลาดๆที่เน้นงานสร้างมากกว่าศิลปะทางภาพยนตร์แล้วกระนั้นหรือ

จะกล่าวเช่นนั้นก็คงได้ แต่หากใครเคยติดตามงานของจางอี้โหมวมาตลอด และมองเห็น ร่องรอย- มากหลายในหนังเรื่องนี้ ทั้งวิธีการการเล่า และนัยยะซ่อนเร้นผ่านองค์ประกอบภาพ (แน่นอน รวมไปถึงการเลือกใช้สี) ก็อาจกล่าวได้เช่นกันว่านี่อาจกลายเป็นงาน มาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของเขา

หากพิจารณาแยกส่วนเฉพาะตัวหนัง โดยไม่อ้างอิงผลงานเก่าตามทฤษฎีประพันธกร เราอาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังตีแผ่ความเหลวแหลกของชนชั้นสูง (ซึ่งมักเป็นวาทกรรมหลักในหนังหรือหนังสือจำพวกที่เล่าเรื่อง วงใน- ของชนชั้นสูง) จางอี้โหมวเคยสัมภาษณ์ว่าเขาต้องการให้ฉากในหนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด สวยงามที่สุด เพื่อแสดงถึงความกลวงเปล่าภายใน ภายใต้สีเหลืองสุกสว่างของเบญจมาศ และสีทองมลังเมลืองของปราสาทราชวัง ความวิจิตรของเครื่องแต่งกาย หากภายในหนังกลับเลือกใช้หยกเหลื่อมสี ม่วงอมเหลือง อมเขียว (กระทั่งการแต่งหน้าของกงลี่ ในหนังก็ใช้สีทองฉาบลองบนสีแดงอีกชั้น ) การซ้อนทับเหลื่อมสี ทำให้ฉากภายในพระราชวัง ดูแปลกประหลาด ชวนกระอักกระอ่วน ราวกับสีสันของเนื้อเน่า ราวกับมีสรรพสิ่งเน่าเสียระอุอยุ่ภายใต้ลวดลายงามวิจิตร และสีทองสุกปลั่งที่เคลือบฉาบ

นอกจากนี้เหล่าหยกเหลื่อมสี่ ยังให้คุณสมบัติโปร่งแสง ผนวกรวมกับฉากกันที่เป็นมู่ลี่ไม้ไผ่เบาบาง วังทั้งวังจึงดูโปร่งแสง ราวกับว่ากำแพงมีหูประตูมีช่อง และผู้คนในวังต่างพากันมีความลับ และล่วงรู้ความลับของกันและกันจนหมดสิ้น หลายฉากในหนัง ที่เราเห็นองค์ชายสาม เดินอยู่ในโถงทางเดิมเลื่อมสีที่โปร่งแสง และอีกหลายฉากที่กล้องจงใจถ่ายเงาของเหล่าทหารองค์รักษ์ทะลุผ่านกำแพงหยก การลอบมอง แอบดูจึงดูเหมือนกระจัดกระจายซึมอยู่กระทั่งในเสาหยกเลื่อมสีสลับลายเหล่านั้น

และในฐานะที่ จางอี้โหมว คือผู้กำกับที่ คลั่งสี มากที่สุดคนหนึ่ง นี่คือหนังที่การเลือกใช้สีฉูดฉาย สลับเลื่อมลวดลาย ทรงประสิทธิภาพสูงยิ่งไม่แพ้ที่เขาเคยทำไว้ในฉากโรงย้อมผ้าในJU DOU หรือตลอดเรื่องใน HERO

นอกเหนือไปจากนั้น เราอาจมองลึกลงไปได้ว่า หนังพูดถึงการต่อสู้กับมนุษย์กับระบบ และความพ่ายแพ้ของเราทุกคน หากแต่ในขณะเดียวกันเราอาจกล่าวได้ว่าหนังพูดถึงการต่อสู้ของ จารีต กับธรรมชาติ (อ่านรายละเอียดได้ในบทวิจารณ์ของคุณ คนมองหนัง ที่นี่ครับ http://konmongnang.exteen.com/20070212/curse-of-the-golden-flower )

vweefw

ewdedwde

ในฉากหนึ่งฮ่องเต้กล่าวถึง วงกลมกับสี่เหลี่ยม - มีสี่เหลี่ยมในวงกลม มีวงกลมในสี่เหลี่ยม หากวงกลมคือฟ้าดิน สี่เหลี่ยมบอกว่าฟ้าดินมีขอบเขต ทำงานต้องมีวินัย -

วินัย กรอบกฎที่ฮ่องเต้กล่าวถึง ในทางหนึ่ง นั่นคือการเพยายามเอาชนะฟ้าดิน อันเป็นความคิดพื้นฐานของมนุษย์ ยิ่งกล่าวออกจากปากฮ่องเต้ ผู้ซึ่งถือตัวเองเป็นสมมติเทพ มีอำนาจกำหนดดินกำหนดฟ้า จนถึงขั้นกล่าวกับองค์ชายรองว่า สิ่งใดในโลกนี้ หากข้าไม่ให้เจ้าก็อย่าหวังได้ครอบครอง ดังนั้นฮ่องเต้ใยมิใช่เป็นตัวแทนของธรรมชาติ ไม่ต่างจากวังเวียงหอห้องเป็นสี่เหลี่ยม หากตลอดเวลาเรากลับมองเห็นคนตีเกราะบอกเวลา อันคือสรรพสิ่งที่วิ่งวนเป็นวงกลม อย่างไรก็ดี การกล่าวถ้อยคำสรรเสริญจารีตขนบธรรมเนียม ก็คือการแสดงตัวของสี่เหลี่ยม(จารีต วินัย ) ที่ซ้อนทับวงกลม (เวลา) ซึ่งครอบอยู่บนสี่เหลี่ยม (พระราชวัง) อีกครั้งเล่า

หากยึดตามนี่ใช่หรือไม่ที่องค์ฮองเฮา คือมนุษย์ผู้ลุกขึ้นท้าทายอำนาจแห่งธรรมชาติ นางคือผู้แหกกรอบกฏจารีตในทุกทิศทาง ตั้งแต่ ปฏิเสธการกินยา ลักลอบคบชู้ ถึงขั้นก่อการปฏิวัติ

แต่ฮ่องเต้เป็นเพียงสมมติเทพ เป็นเพียงสิ่งจำลองสมมติ การยกตัวเองทัดเทียมฟ้า ก็หามิได้ทำให้เขาอยู่เลยพ้นความเป็นมนุษย์ไม่ ดังนั้นสุดท้ายกรอบสี่เหลี่ยมที่เขาสร้างขึ้นสุดท้ายจึงไม่อาจดำรงคงอยู่ได้ เมื่อในที่สุดเขาต้องสูญเสียไปเสียทุกสิ่ง ราวกับไม่อาจขัดลิขิตฟ้า (อันคือวงกลมนอกทุกกรอบสี่เหลี่ยม)

vweefw

ewdedwde

ในทางเดียวกัน หากมองว่าจารีตคือสิ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อครอบงำ กดเอาสัญชาติญาณ (ซึ่งถือเป็นธรรมชาติ ของมนุษย์) สี่เหลี่ยมในวงกลม วงกลมในสี่เหลี่ยม ก็สะท้อนซึ่งแง่มุมหลากหลายยิ่ง ( อ่านเรื่องนี้อย่างละเอียดใน บลอกคุณ คนมองหนังตามที่กล่าวไว้ข้างต้น และข้อคิดเห็นในย่อหน้าก่อนหน้านี้ ก็มีที่มาจากการคิดต่อจากบทความนั้นครับ )

อย่างไรก็ดี หากเราสอบสวนทวนความหนังเรื่องนี้กลับไปยังหนังในอดีตของจางอี้โหมว เราอาจค้นพบมุมมองที่แตกต่างออกไป

dededed

dedede

กล่าวโดยรวมเราสามารถแบ่งหนังของ จางอี้โหมว ออกคร่าวๆได้เป็นสามยุค โดยในยุคแรก เป็นยุคที่จางอี้โหมวเริ่มสร้างชื่อเสียงในวงการหนังศิลปะ หนังในยุคแรกของจางอี้โหมว (ช่วงปี 1987- 1995 ) มักวิพากษ์รัฐบาลจีน รวมไปถึงจารีต ขนบ ประเพณีแบบจีน ที่กดให้มนุษย์ผู้หนึ่งตกเป็นเหยื่ออย่างรุนแรง THE STORY OF QUI JU เล่าเรื่องของหญิงสาวผู้หนึ่งที่เดินทางไกลไปร้องเรียนให้สามีของเธอ ในขณะที่ JU DOU ,RAISE IN THE RED LANTERN รวมไปถึง RED SHOGRUM เล่าชะตากรรมของหญิงสาวภายใต้อำนาจของเพศชาย (ที่อาจตีความไปได้ไกลในระดับของการเมืองจีน หนังทุกเรื่องนำแสดงโดยกงลี่ ซึ่งนอกจากจะเป็นนักแสดงคู่บุญของจางอี้โหมว ยังเป็นภรรยาของเขาอีกด้วย จนกระทั่ง SHNAGHAI TRIAD จางอี้โหมว ก็เลิกกับกงลี่ ปิดตำนาน ผู้กำกับ และ ดารคู่บุญ ที่ให้การกำกับและการแสดงในระดับเทพ

สิ้นแรงส่งของกงลี่ จางอี้โหมวในยุคที่สอง ( 1997-2000 ) หันไปทำหนังเล็กๆ สดๆ ที่บางเรื่องก็อาศัยนักแสดงสมัครเล่นล้วนๆ อย่าง NOT ONE LESS หรือปลุกปั้นนักแสดงหน้าใหม่ อย่างใน THE ROAD HOME (ในตอนนั้น จางซิยี่เป็นนักแสดงหน้าใหม่) หรือ HAPPTY TIMES หนังเล็กๆของจางอี้โหมว มักเล่าเรื่องของคนตัวเล็กๆ ท่ามกลางสังคมบีบคั้น บางเรื่องเกิดในชนบทห่างไกล บางเรื่องเกิดในเมืองใหญ่ที่ผู้คนไม่ใส่ใจกันและกัน THE ROAD HOME กลายเป็นหนังรักโรแมนติคฝังใจผู้คนมากมาย ที่แสดงทีท่าคลี่คลายต่อจารีตเก่าแก่ลงไป ในขณะที่ NOT ONE LESS ยังคงวิพากษ์ รัฐบาลได้เข้มข้นดี แต่ไม่ได้เป็นไปในฐานะนักทำหนังหัวรุนแรงเหมือนในยุคแรกอีกแล้ว

และในปี 2002 หลังความสำเร็จของ COUCHING TIGER , HIDDEN DARGON ของผู้กำกับชาวไต้หวันอย่าง อั้งลี่ จางอี้โหมวก็สร้างหนังกำลังภายในออกมาบ้างและกลายเป็นหนังมาสเตอร์พีซเรื่องสำคัญอีกเรื่องของเขานั่นคือ HERO ที่มีพลังดาราล้นเหลือ และเรื่องเล่าปรัชญาที่ลึกซึ้ง ต่อมา ปี 2004 เขาทำ HOUSE OF FLYING DAGGERS หนังที่ทำให้หลายคนผิดหวัง จากนั้นปี 2006 ก็กลับไปทำหนังเล็กๆ จี๊ดๆ อย่างRIDING ALONE FOR THOUSAND MILES หนังสามเรื่องหลังสุด ของเขาแสดงท่าทีที่คลี่คลายต่อ ประเทศบ้านเกิดมากขึ้น และในที่สุด จากผู้กำกับที่โดนหมายหัวเขากลายเป็นผู้กำกับที่ประเทศจีนภูมิใจนำเสนอต่อสายตาชาวโลก (ในขณะที่หลายคนมองว่า จางอี้โหมวในที่สุดขายวิญญาณให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนไปเสียแล้ว)

dededed

dedede

กลับมาที่หนังเรื่องนี้ บางที การกลับมาของกงลี่ ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้อารมณ์ของหนังพุ่งถึงขีดสุดเพียงอย่างเดียว เพราะหากมองดูพลอตของหนังผ่านทางมุมของฮองเฮาแล้ว เราอาจบอกได้เลยว่า นี่คือหนังจากยุคแรกของจางอี้โหมว เพราะนี่คือการต่อสู้ของสตรีผู้หนึ่งภายใต้แรงกดของเพศชาย รวมไปถึงโลกและวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่

หาเราลองแบ่งตัวละครของหนังออกเป็นสองกลุ่ม เราจะพบว่า นี่คือหนังที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างเพศที่น่าสนใจยิ่ง ตัวละครอย่างฮ่องเต้ องค์รัชทายาท และองค์ชายสาม คือตัวแทนอันชัดเจนโจ่งแจ้งถึง ความทะเยอทะยาน การคลั่งอำนาจ ความมักมากในการมารมณ์ ครบถ้วนในคุณสมบัติความเป็นชายสุดขอบขั้ว ในขณะที่ตัวละครอย่าง ฮองเฮา เจี่ยงฮูหยิน และ เสี่ยวฉาน กลายเป็นเหล่าตัวละครหญิงที่ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดล้วนถูกเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหง จากตัวละครเพศชายทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวละครของเสี่ยวฉาน ที่โดนกดทับซ้ำซ้อนจากจารีตจนบ้าคลั่งไปในที่สุด (ฉากนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง) การต่อสู้ของพวกเธอ ทั้งการใช้เรือนร่าง (และนี่อาจเป็นเหตุให้สตรีในหนังเรื่องนี้จำเป็นต้องรัดหน้าอกอย่างจงใจทุกคน)กำลัง หรือสมอง สุดท้ายล้วนจบลงอย่าโหดร้าย ภายใต้จารีตที่ว่าด้วยระบบชายเป็นใหญ่

เมื่อมองจากมุมนี้ ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดจึงเป็น องค์ชายรอง เพราะเขาไม่มีคุณสมบัติในการเป็นตัวละครฝ่ายชาย แต่เขาเองก็ไม่ใช่ผู้หญิง อบย่างไรก็ดี ในหนังเรื่องนี้เขาเป็นตัวละครตัวเดียว(ยกเว้นองค์ชายสามที่เป็นเด็ก) ที่ไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงกามารมณ์กับใครเลย หนำซ้ำในฉากหนึ่งเรายังเห็นเขาอาบน้ำในสระที่มีดอกไม้ลอยฟ่อง ประกอบกับการที่ตัวเขาเองก็ถูกกดทับด้วยวินัยและกรอบจารีต (หนำซ้ำในช่วงต้นของเรื่องหนังตัดสลับฉากฮองเฮากับองค์รัชทายาท เข้ากับฉากของฮ่องเต้กับองค์ชายรองซ้อนทับจนแทบคลางแคลงในจุดประสงค์ขององค์ฮ่องเต้อีกต่างหาก) โน้มเอียงไปทางตัวละครเพศหญิง ยิ่งในฉากสุดท้าย เขากระทำสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับตัวละครฝั่งผู้ชายในเรื่อง ยิ่งทำให้เรื่องนี้ชัดขึ้น

หนังยังคงตอกย้ำประเด็น ความพ่ายแพ้ส่วนบุคคลภายใต้กรอบจารีตอันแน่นหนาแบบเดียวกับหนังยุคแรกของจางอี้โหมว การกระทำผิดจารีตจะนำหายนะมาสู่ทุกคน ชะตากรรม ของฮองเฮา แทบไม่จากชะตากรรมของJU DOU ในจูโด้ หรือฮูหยิน สี่ ในRAISE IN THE RED LANTERN แต่อย่างใด (อันที่จริงกระทั่งในหนังชุดที่สองของจางอี้โหมวเขาก็ยังคงเล่าเรื่องชะตากรรมของสตรีภายใต้จารีตเช่นกัน )

dededed

dedede

ในอีกทางหนึ่ง หากมองหนังเรื่องนี้เป็นเสมือนภาคต่อของ HERO และ HOUSE OF FLYING DAGGERS แล้วล่ะก็ ใช่หรือไม่ว่าในที่สุดหนังทั้งสามได้ให้มุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวด พิจารณาในข้อที่ว่า หนังทั้งสามล้วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอยู่กับชนชั้นปกครอง (โดยทั่วไป หนังกำลังภายในมักนิยมเรื่องในบู๊ลิ้มมากกว่าเรื่องภายในราชวงศ์) ในHERO การใช้ปัจเจกบุคคลวิพากษ์การเมือง ด้วยมุมมองของ จอมยุทธ์ มีนัยยะไม่แตกต่างจาก มุมมองของ ปัญญาชนที่มีต่อผู้ปกครอง การมีผู้ปกครองซึ่งใส่ใจคำว่า ใต้หล้า- ดังที่นิรนามบอกแก่ จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นเสมือนข้อเสนอแนะที่ปัญญาชนมีต่อชนชั้นปกครอง ในขณะที่ HOUSE OF FLYING DAGGERS พลิกไปเล่าเรื่องของปัจเจกบุคคลในระดับล่างที่เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในสงครามระหว่าง

ทางการกับกบฏบ้านมีดบิน ตัวละครหลักในเรื่องต้องเลือกระหว่าง การเป็นสายลมอิสระ กับการเป็นส่วนหนึ่งในสังกัด รักหรือแค้นของตัวละครในHOUSE OF FLYING DAGGERS ล้วนมีที่มาที่ไปจากการเมืองทั้งสิ้น

และเมื่อมาถึง CURSE OF GOLDEN FLOWERS ก็ได้เวลาที่จะมองจากมุมภายในของชนชั้นปกครองเสียที ฮ่องเต้ในหนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะหลงลืม ใต้หล้า- ไปแล้ว หนำซ้ำยังอหังการถึงขั้นประกาศขอบเขตฟ้าดินอีกต่างหาก ในขณะที่ๆไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินตายลงอย่างมดปลวกตัวหนึ่ง (ในฉากสู้รับสุดอลังการท้ายเรื่อง (และอาจนับรวมฉากต้อนรับการเสด็จกลับในช่วงต้นเรื่องด้วย) มีตัวละครมากมายเสียชีวิตลงและถูกลากศพออกไปราวกับเป็นเพียงดอกเบญจมาศกลีบช้ำที่พร้อมจะถูกทดแทนด้วยเบญจมาศชุดใหม่ เป็นแค่เหล่าผู้คนที่ถูกหลงลืมในหล่มหลุมประวัติศาสตร์ ในขณะที่หนังเรื่องนี้หามีปัญญาชนใดๆมาเตือนสติอีกต่อไปไม่ พวกเขาถูกกำจัดเสียตั้งแต่ในฉากสุดท้ายของ HERO เสียแล้ว

แต่ดูเหมือนสายตาที่เขามองชนชั้นปกครองจะเปลี่ยนไปไม่น้อย จากที่เคยให้คนที่มีตำแหน่งกึ่งผเด็จการในพื้นที่จำกัด(เช่น โรงย้อมผ้า คฤหาสน์เจ้าสัว หรือ โรงงานเหล้า) เป็นตัวแทนของชนชั้นปกครอง เขากลับเปลี่ยนเป็น ระบอบกษัตริย์(ที่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์ล้มล้างไปในอดีต) ความอู้ฟู่หรูหราอลังการของระบอบกษัตริย์ที่ล่มสลายลง จึงทำให้ดูเหมือนเขาจะหันมายืนอยู่ข้างพรรคคอมมิวนิสต์ จนหลายคนค่อนขอด (มีบทความบางชิ้นเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็น โฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน )

vweefw

ewdedwde

และอดคิดต่อไปไม่ได้ถึงองค์ชายทั้งสามของฮ่องเต้ ที่ดูมีบุคลิกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จนนึกสงสัยไปว่า องค์รัชทายาทอาจเป็นตัวแทนของคนรุ่นก่อนหน้าที่ยึดติดอยู่กับอำนาจนิยมแบบเดิม อ่อนแอ และไร้ความสามารถ องค์ชายรอง คือหนุ่มสาวจีนในยุคปฏิวัติต่อสู้เพื่อล้มล้างจารีตเก่า ในขณะที่องค์ชายสามผู้ทะยานอยาก ไม่ต่างจากวัยรุ่นในยุคจีนใหม่ในกระแสโลกาภิวัฒน์

ไม่ว่าจะมองในมุมใด ไม่ว่าบทความนี้จะเป็นการวิเคราะห์ที่ชวนคิดหรือเป็นเพียงความฟุ้งซ่านของไอ้หนุ่มหนังป่วยคนหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความน่าสนใจอยู่ดี และไม่ว่าจะเป็นแฟนของจางอี้โหมวหรือไม่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่เป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับท่านนี้

และที่ยังไม่ได้กล่าวถึง คือฉากสุดท้ายของหนัง หลังการกระทำ อัตวินิบาตกรรมขององค์ชายรองและการขัดขืนครั้งสุดท้ายของฮองเฮา หนังพาเราย้อนกลับไปสู่สิ่งที่สำคัญที่สุดในหนังนั่นคือ วงกลม และสี่เหลี่ยม อันเป็นตัวแทนอาณาเขตของจารีต และธรรมชาติ มนุษย์ และฟ้าดิน หากมนุษย์ไม่อาจเอาชนะจารีตได้ หากจารีตไม่อาจชนะธรรมชาติได้ หากมนุษย์เป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ ทั้งต่อโลกนี้และต่อกันและกัน วิธีที่จะหลบหนีอาจมิใช่การทำลายกรอบ หรือมุ่งมันจะเอาชนะในสิ่งซึ่งไม่อาจเอาชนะได้ เพราะมันอาจเป็นเพียงหลุดจากกรอบหนึ่งไปยังกรอบหนึ่ง บางทีที่ทำได้ก็เป็นเพียงการสร้างรอยบากลงบนสิ่งหน้า สร้างรอยคำสาปที่จะเบ่งบานเหมือนดอกเบญจมาศ คือการต่อสู้ทั้งที่รู้ว่าผลของมันจะเป็นเช่นไร ดังเช่นประโยคหนึ่งของฮองเฮา

-ดอกไม้ก็ปักแล้ว ให้มันเบ่งบานสักครั้งเถิด -

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังและรายละเอียดเพิ่มเติมครับ

http://www.imdb.com/name/nm0955443/

http://en.wikipedia.org/wiki/Curse_of_the_golden_flower

ZHANG YIMOU

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ยิ่งใหญ่ ยิ่งดูก็ยิ่งใหญ่.....ใหญ่จริง....ชอบๆ

#1 By rafilmstruck on 2007-02-16 09:30

ไปดมาูสองรอบแบบไม่เสียดายเงินเลย
เด๋วจะตามเก็บ dvd ด้วย

ชอบฉากที่เจย์ โชว์วิ่งนำทัพพร้อมผ้าพันคอดอกเบญจมาศมั่กๆ เท่ห์ได้ใจจริงๆ

#2 By ailadear (203.150.208.19) on 2007-02-16 10:39

สงสัยต้องรีบๆ หาเวลาไปดูด่วนนนนนนซะเเล้ว

#3 By Rachinai* (202.129.34.212 /202.129.34.212) on 2007-02-16 10:41

ก่อนดูเรื่องนี้ก็หวั่นๆ อยู่นะว่าจะเข้าไปนั่งหลับ
แต่พอดูจบรู้สึกว่าไม่เสียดายเงินค่าตั๋วเลย

#4 By Canabizz on 2007-02-16 19:29

ชอบบทความนี้มากครับ
คุณ FILMSICK เก็บรายละเอียดในหนังได้ดีกว่าผมมาก

และรู้สึกดีใจมากครับ ที่คุณช่วยคิดอะไรต่อยอดจากสิ่งที่ผมเสนอไป
เพราะกรอบการวิเคราะห์ของผม ที่พยายามจะทำงานทางความคิดภายในกรอบของความเป็นคู่ตรงข้ามระหว่าง ธรรมชาติ กับ จารีตฯ นั้น จริง ๆ แล้ว เป็นกรอบความคิดของสำนักโครงสร้างนิยมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร และมีนักคิดจำนวนมากที่พยายามจะก้าวให้พ้นจากกรอบการวิเคราะห์แบบมองหาคู่ตรงข้ามดังกล่าว
โดยทฤษฎีประพันธกรที่คุณ FILMSICK นำมาใช้ ก็ถือเป็นวิธีการที่ดีมากวิธีหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เราสามารถก้าวพ้นจากการใช้กรอบความคิดแบบคู่ตรงข้ามมามองหนังเรื่องนี้

สิ่งที่ผมต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือ ผมมีความรู้เกี่ยวกับหนังของจาง อี้ โหมว น้อยมากครับ คือ ผมไม่เคยดูหนังในยุคแรกของเขาเลย ส่วนหนังในยุคที่สองและสาม ก็ได้ดูไม่ครบทุกเรื่อง
ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับจาง อี้ โหมว ที่คุณ FILMSICK เขียนไว้ จึงถือเป็นส่วนประกอบสำคัญมาก ๆ ซึ่งเข้ามาเติมเต็มการมองหนังเรื่อง Curse of the Golden Flower ของผม

#5 By คนมองหนัง on 2007-02-18 00:43

เมื่อดอกเบญจมาศร่วงโรย

หนังเรื่องล่าสุดของจางอี้โหมวบรรจุความถึงพร้อมของวุฒิภาวะไว้อย่างเต็มเปี่ยม จากประสบการณ์การทำงานของผู้กำกับที่เริ่มต้นจากการแสดงทัศนคติเพียงด้านเดียว ในงานหนังยุคแรกๆ อันได้แก่ Red sorghum , Ju dou และ Rises the red lantern นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของระบบจารีตโบราณ และต้องการจะหลุดพ้นไปจากระบบเดิมๆ เหล่านั้น ตามความปรารถนาส่วนตน
ทัศนคติด้านเดียวในหนังยุคแรก กล่าวถึงการต่อสู้กับระบบโดยจัดผู้ชมให้อยู่ฝั่งเดียวกับผู้กำกับและให้เจ้าตัวระบบเหล่านั้นเป็นเสมือนผู้ร้ายในหนังของเขา (ฟังดูก็คล้าย The Matrix อยู่ไม่น้อย) ซึ่งระบบสมมุติที่ปรากฎอยู่มีตั้งแต่จารีตประเพณี , ระบอบการปกครอง และการถูกข่มเหงจากศัตรูสงครามแดนอาทิตย์อุทัย (Red sorghum)
วิธีในการมองชีวิตของจางอี้โหมวที่เปลี่ยนไปถูกสะท้อนออกมาในหนังยุคหลัง ได้แก่ The Road Home , Hero , Happy time , House of flying dagger และ Riding alone for thousands of mile
หนังของจางอี้โหมว ดูมีมิติที่หลากหลายและลึกขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเขาเริ่มเปิดกว้างทางทัศนคติ สิ่งที่เคยเป็นเสมือนคู่แค้นคู่อาฆาตได้กลับกลายมาเป็นมิตร จางอี้โหมวเริ่มเข้าอกเข้าใจและมองกลับด้านผ่านทัศนคติของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะวินิจฉัยให้คุณค่าว่าสิ่งนั้นๆ ถูกหรือผิดอย่างไร การเปลี่ยนมาหามุมมองที่หลากหลายนี้เองได้ปรากฎอยู่ในหนังเรื่อง Hero ความรู้สึกประนีประนอมของจางอี้โหมวถูกถ่ายทอดผ่านงานชิ้นต่อๆ มาอยู่เสมอ
Curse of the golden flower สานต่อแนวคิดที่เคยเปิดประเด็นไว้ตั้งแต่ Hero (อันที่จริงแนวคิดนี้ได้ถูกซ่อนนัยยะเอาไว้แล้วกลายๆ ตั้งแต่เรื่อง The Road Home ด้วยเทคนิคการแบ่งสี) แนวคิดอันว่าด้วยการสมานฉันท์ที่หลอมรวมความแตกต่างให้เป็นหนึ่งเดียว ความเป็นเอกภาพอันจะนำมาซึ่งความสงบสันติในที่สุด
Hero ถ่ายทอดความงดงามของแนวคิดนี้ได้อย่างวิจิตรบรรจง จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Ju dou และ Rises the red lantern ก็เคยผ่านเวทีนี้มาแล้วเช่นกัน) Hero เล่าเรื่องราวได้อย่างลึกซึ้งคมคาย ไล่ไปตั้งแต่ปรัชญาระดับจิตจนถึงสาระการเมืองในระดับชาติ
Hero กล่าวถึงคุณค่าของสันติภาพ หากความแตกต่างถูกรวมเข้ากันเป็นหนึ่งเดียว แต่ Curse of the golden flower กล่าวถึงความล่มสลายย่อยยับ หากความแตกต่างที่ปรากฎอยู่ยังคงต่อสู้ขับเคี่ยวกันต่อไป
Curse of the golden flower พยายามวิจัยหาจุดร่วมของความแตกต่างเหล่านั้นให้ได้ โดยสื่อผ่านดอกเบญจมาศ ดอกไม้ซึ่งในภาษาจีนออกเสียงว่า Ju แปลว่า ร่วมกัน รวมกัน รวมตัวกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อของชาวจีนแล้วยังเป็นสัญลักษณ์ประจำสถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นอีกด้วย (เหรียญ 1 หยวน ที่ใช้กันในจีนก็มีดอกเบญจมาศอยู่บนนั้น)

ดอกเบญจมาศมีรูปลักษณ์ที่ก่อให้เกิดมโนทัศน์บางอย่าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหนังเรื่องนี้ นั่นคือ แต่ละกลีบที่แฉกออกไปแตกต่างทิศทางถูกรวมเอาไว้ภายใต้ฐานดอกเพียงหนึ่งเดียว จุดร่วมตรงนี้แหละที่จางอี้โหมวพยายามค้นหาเสมอมาในหนังของเขายุคหลัง ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการรวมหนังสีกับหนังขาวดำไว้ด้วยกัน (The Road Home) หรือหนังที่มีสี monotone เข้าไว้ด้วยกัน (Hero) หรือแม้แต่การผสานความเป็นหนังศิลปะ (หนังอาร์ตดูยาก) ให้เข้ากันได้กับหนังตลาดทุนสูง (เพื่อให้กลายเป็นขวัญใจมหาชนหมู่มากให้ได้)
งานวิจัยชิ้นล่าสุดของจางอี้โหมว มีความทะเยอทะยานอย่างสูงยิ่ง เพราะแตกประเด็นออกไปอย่างกว้างขวางและมีสารทางการเมืองอยู่สูงกว่าหนังเรื่องก่อนๆ (ในแง่จิตวิทยาของปัจเจกบุคคลก็กล่าวถึงอยู่บ้างเหมือนกัน) แต่ที่เด่นชัดจริงๆ ก็ได้แก่ประเด็นว่าด้วยเพื่อนร่วมเชื้อชาติ (จีนแผ่นดินใหญ่ , ฮ่องกง และไต้หวัน สื่อผ่านตัวละครที่เป็นตัวแทนจากแต่ละประเทศ) ที่ควรจะสมานฉันท์เป็นมิตรที่ดีต่อกันได้สักที และประเด็นอันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งระหองระแหงกันมายาวนาน นับแต่ยุคสงครามโลกจวบจนปัจจุบัน
กระแสของโลกปัจจุบัน เริ่มหันมาให้ความสนใจกับงานหนังที่สื่อถึงปัญหาสังคมมากขึ้น (จนเหมือนมองข้ามหนังแนวมนุษยนิยมไปซะงั้น) เพราะความหลากหลายทางความคิดของผู้คนในโลกที่แตกต่างทางเชื้อชาติ , สัญชาติ และศาสนา ฯลฯ ถือเป็นชนวนของการสู้รบและสงครามอยู่เสมอ ความพยายามในการลดแรงปะทะนี้เคยถูกเสนอมาแล้วในหนัง hollywood เรื่อง Crash (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2006) และ ในปี 2007 นี้ก็ยังปรากฏ Babel อีกหนึ่ง หนังที่บอกเล่าประเด็นนี้ผ่านจอเงินได้อย่างขึงขัง จริงจัง และงดงามยิ่ง
Curse of the golden flower ของจางอี้โหมวคือหนึ่งในแนวทางนั้น
ขอบเขตการเล่าเรื่องของ Curse of the golden flower ไม่กว้างเกินไปและไม่แคบเกินไป เพราะมุ่งมุมมองที่มีต่อสถาบันครอบครัว สถาบันซึ่งทุกคนคุ้นเคยอยู่แล้วเป็นอย่างดีเป็นระบบสัญลักษณ์ (Symbolic) ในหนังเรื่องนี้ ครอบครัวอันถือได้ว่าเป็นการรวมตัวของมนุษย์รูปแบบแรกที่แม้แต่สัตว์ในระดับปฐมภูมิยังรู้จักดี เหตุผลเริ่มต้นในการมารวมตัวกันนี้เพื่อประโยชน์ของความอยู่รอด (แม้จะฟังดูดิบเถื่อน แต่จริง) ผ่านเวลานับร้อยนับพันปีสถาบันนี้กลายเป็นแหล่งรวมของความรักความอบอุ่นที่สมาชิกในครอบครัวมีให้แก่กันและคอยช่วยเหลือกันยามผจญทุกข์ยากในชีวิต
ส่วนคำถามที่ว่าครอบครัวเป็นรูปแบบของสถาบันที่มนุษย์เราสมมุติขึ้นหรือเป็นรูปแบบตามธรรมชาติ ยังคงถกเถียงกันได้และไอ้ความคลุมเคลือนี่แหละเหมาะสมอย่างยิ่งกับหนังเรื่องนี้
ไม่ใช่ครั้งแรกที่จางอี้โหมวเลือกใช้ครอบครัวเป็นตัวเล่าเรื่อง เพราะงานในอดีตของเขาก็เคยหยิบยกความสัมพันธ์ระดับครอบครัวเล็กๆ ขึ้นเทียบเคียงกับความเป็นครอบครัวเดียวกันระดับชาติ (ระบบคอมมูนแบบคอมมิวนิสต์) ในยุคการปกครองของเหมาเจ๋อตุงจากหนังเรื่อง To Live (หนังที่ว่าด้วยความผิดพลาดของการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนและยกย่องคุณค่าความเป็นมนุษยปุถุชนเหนือนโยบายสมมุติของรัฐบาล)

Curse of the golden flower แนะนำฮองเฮา (กงลี่) ในฐานะตัวละครหลักตัวแรก ก่อนที่จะเปิดตัวฮ่องเต้ (โจเหวินฟะ) อีกตัวละครหลักในฉากถัดมา 2 ตัวละครที่จะคะคาน , เสียดสีและกระแทกกระทั้นกันตลอดทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจน End Credit ลอยขึ้นมาในตอนจบ
ครอบครัวระดับราชวงศ์นี้ ยังมีโอรสอีก 3 พระองค์ อันเป็นตัวแทนของคนใน 3 ยุคของสังคมจีนไล่มาตั้งแต่สมบูรณาญาสิทธิราช

#6 By เบียร์ (203.154.187.177) on 2007-03-09 19:00

ขอบคุณคุณเบียร์ มากครับ เยี่ยมมากๆครับ

#7 By filmsick on 2007-03-10 10:39

ค่อนข้างชอบเรื่องนี้ แต่ชอบงานเก่าๆมากกว่า
กว่าจะอ่านจบปวดตามาก ๆ แต่เพราะมันน่าสนใจผมเลยอ่านจนจบ
พิมพ์ผิดเยอะค่ะ

#10 By เบญจมาศ (202.12.73.20) on 2008-08-07 20:01