FANDO AND LIS รักแรกผวา

posted on 31 Jan 2007 00:14 by filmsick  in sickfilm

เขาและเธอจะไปเมืองทาร์ เมืองที่ว่ากันว่าเมื่อไปถึงจะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ไม่ต่างจาก ยูโทเปีย เขาชื่อ FANDO ไอ้หนุ่มร่างผอม และเธอคือ LIS สาวขาพิการ FANDO จับLIS ใส่รถเข็น เดินทางไปพร้อมกับเครื่องเล่าจานเสียงรุ่นโบราณ และ กลองแต๊กหนึ่งอัน ออกเดินทางไปในดินแดนประหลาดแห้งแล้งร้างไร้ไม่ต่างจากทะเลทรายของซากปรักหักพัง ถ้าเมืองทาร์ไม่มีอยู่ เราจะสร้างมีนขึ้นมาเองก็ได้ LIS บอกเช่นนั้น

และระหว่างทาง ทั้งคู่พเจอแต่เรื่องวิปริตผิดประหลาด ทั้งจากผู้คนและจากกันและกัน อันประกอบด้วย กลุ่มไฮโซที่ออกมาเปิดบาร์แจซซ กันกลางซากปรักหักพัง โดยนักดนตรีเล่นเปียโนที่กำลังลุกเป็นไฟ! หรือเหล่ามนุษย์โคลนที่ลุกขึ้นมาเริงระบำในยามค่ำคืน(ที่ดูไม่เหมือนกลางคืนสักหน่อย) หรือเหล่าคุณป้าขาไพ่ ที่พนันกันด้วยลูกพุทราเชื่อม ใครชนะได้ป้อนพุทราให้ทาสหนุ่มในชุดกางเกงในตัวเดียว โบว์ลิ่งมรณะที่ไล่ล่าFANDO ยามใดที่ถูกโบว์ลิ่งชนล้ม อีสาวผิวสีมือแส้จะวิ่งตามมาฟาดเปรี้ยง ฟาดเปรี้ยง หรือเหล่ากระเทยแต่งหญิงที่จับFANDOกับLIS มาสลับเครื่องแต่งกายกัน ไปจนถึง อารมณืแปรปรวนของทั้งคู่ที่บางทีLIS ก็ร่ำให้ออกมาเหมือนเด็กๆ ในขณะที่เวลา FANDO อารมณ์ร้าย เขาจะลากLIS ครูดไปกับพื้นกรวดทรายบางทีก็จับเธอแก้ผ้า เลยเถิดไปจนกระทืบเธอ

ใช่แล้วครับ นี่มันวิปริตชัดๆ! เฟมินิสต์อาจลุกขึ้นมากรีด มนุษย์เคร่งศีลธรรม อาจชอคตาตั้งเป็นลมเป็นแล้งไป บางคนอาจอยากเผาทำลายโรงหนัง และกระทืบผู้กำกับ(เหตุการณ์หลังสุดนี้เกิดขึ้นจริงๆเมื่อหนังออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังที่ ACAPULCO ตัวผู้กำกับนั้นรีบคลานขึ้นรถไปอย่างทุลักทุเล )

แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่า PANIC MOVEMENT ชื่อ PANIC มาจากเทพเจ้าPAN เทพเจ้ากรีกโบราณที่มีรูปร่างครี่งคนครึ่งแพะ และยามค่ำมืดคอยส่งเสียงคำรามให้คนที่ผ่านไปมาตกใจเล่น นำซึ่งอาการหวาดผวาอย่างไร้สาเหตุ และเป็นที่มาของคำว่า PANICที่ใช้ในปัจจุบัน

ใช่แล้วความตระหนก วิตกจริต หวาดผวาอันไร้สาเหตุคือของหวานของพวกเขา ศิลปินกลุ่มPANIC MOVEMENT กลุ่มคนที่รวมตัวกันปฏิเสธวิธีคิดหลักตรรกะเหตุผลแบบสมจริง (REALISTIC) อีกทั้ง ปฏิเสธความเหนือจริง (SURREAL ) ซึ่งใช้ลักษณะผิดประหลาดเหนือจริงมาเป็นลายแทงให้ตีความหมาย เพื่อเสียดสี จิกกัด สังคมสมจริงอีกชั้นหนึ่งสำหรับกลุ่มPANIC พวดเขาปล่อยงานศิลปะให้ล่องลอยในอวลอารฒณ์ชวนหวาดหวั่นผวาเยือก เปล่าประโยชน์จะตีความภาพที่เห็น เองด้วยผู้สร้างก็ไม่ประสงค์ให้ตีความมาตั้งแต่ต้น มันคือการล่องไหลไปตามแรงกดดันภายในอันลึกเร้นและชวนสยอง

พวกเขาเริ่มจากงานละครเวที การแสดงละครประหลาด ก่อนจะขยับมาทำหนัง และ FANDO AND LIS เรื่องนี้คือผลผลิตเรื่องแรกๆของ ศิลปินกลุ่ม PANIC MOVEMENT ที่สั่นสะเทือน ทั้งวงการภาพยนตร์ และวงการศิลปะ โดยหัวหอกคนสคัญคนหนึ่งของกลุ่มอย่าง ALEJANDRO JODOROWSKY ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหนังอย่างEL TOPO และ SANTA SANGRE ที่ความแรงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าหนังเรื่องนี้

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่ม PANIC MOVEMENT ได้จาก บทความของคุณ กัลปพฤกษ์ ในFILMVIRUS เล่ม 4 สางสำแดง ครับ)

FANDO AND LIS สร้างจากบทละครเก่าของ FERNANNDO ARRABAL อีกหนึ่งผู้กำกับในกลุ่ม PANIC โดยสร้างขึ้นในปี 1967 ด้วยฟิล์มขาวดำ และงบประมาณอันจำกัด โดยถ่ายกันเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ เท่านั้น

ภายใต้ความวิปริต วิตถารของตัวหนัง ใช่ว่ามันจะเป็นเพียงการปลดปล่อยอารมณ์ดิบกร้าวของผู้กำกับแต่เพียงถ่ายเดียว เอาเข้าจริง หนังร้อยเรียงตัวเองไว้อย่างหลวมๆ สะเปะสะปะในการกล่าวถึงประเด็นต่างๆ ด้วยวิธีการสุดโต่ง เปิดกว้าง และไม่ได้มุ่งเน้นไปยังจุดใดจุดเดียว แต่ละฉาก อาจมีความหมายเริ่มต้นและจบลงในตัวของมันเอง หรืออาจเป็นเพียงสิ่งไร้สาระเรียงต่อเนื่องกันไป เพื่อทำให้ความไร้สาระนั้นเต็มล้นไปด้วยความมีสาระก็เป็นได้

หนังเปิดฉากด้วยLIS กินดอกกุหลาบ เธอประจงกัดกินกลืนอย่างเชื่องช้า ต่อหน้าเรา บางทีหนังอาจพูดเรื่องรัก เพราะเรามักเปรียบความรักคล้ายดั่งดอกกุหลาบ แต่เธอไม่ได้ให้หรือรับ ดอกกุหลาบ เธอ กิน- มันเข้าไปต่างหาก หากมันเป็นเรื่องรักมันจะเป็นการ-กลืนกิน-ความรักต่างหาก

จะว่าไปแล้วการผจญภัยของFANDO กับ LIS เราอาจเล่าคร่าวๆอย่างสรุปได้ว่าคือการสำรวจตรวจตราความสัมพันธ์หญิงชายคู่หนึ่งผ่านทางการเดินทางไปด้วยกัน ไม่ต่างจากหนังROAD MOVIE เจาะลึกความสัมพันธ์คู่ผัวตัวเมียเรื่องอื่นๆ เพียงแต่มันคือการเดินทางไปในความวิปริต

หนังเล่าเรื่องของเมืองทาร์ ผ่านทางรูปวาดสุดหลอนของ ROLAND TOPOR ภาพรุนแรงประหลาดผิดเพี้ยน สวนทางกับการบอกเล่าว่าเมืองทาร์นี้หนาเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และเสรีภาพ และเมื่อการเดินทางเริ่มขึ้นเราก็เริ่มสงสัยว่าพวกเขาไปไหนระหว่างเมืองทาร์กับนรก

ผู้คนประหลาดที่ผ่านเข้ามาในเรื่องคล้ายกับบททดสอบในความสัมพันธ์ ฉากหนึ่งFANDO ถูกผูกผากิดตา ล่อลวงด้วยสัมผัสหญิงเปลือย ให้จูบกับคนหนุ่ม ในทางหนึ่งมันคือการล่อลวงนอกใจ แต่ในอีกทางหนึ่งมันอาจยั่วล้อพวกคนชั้นสูงที่เห็นผู้อื่นเป็นของเล่น หรืออาจจะไม่ทั้งสองอย่าง กะเทยแต่งหญิงสลับบทบาทของชายหับหญิงให้แก่ FANDO และ LIS รถเข็น ขาที่พร่องพิการ ล้วนบ่งบอกสภาวะความสัมพันธ์ของชายหญิงแบบสุดโต่งเมื่อฝ่ายชายเห็นฝ่ายหญิงเป็นเพียงวัตถุ เขาอาจเข็นเธอไปไหนๆ แต่ก็ทำลายเธอได้ ทอดทิ้งเธอได้เมื่อพึงใจ ฝ่ายหญิงขาพิการ ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกรีดร้อง ขณะที่ FANDO ล่ามโซ่เอติดกับรถเข็น และพยายามจะใส่กุยแจมือเธอ (ซึ่งน่าจะซ่อนนับยวิพากษ์ วิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่เอาไว้)

สำหรับความรักพวกเขาให้เห็นว่าทั้งคู่รักกันที่สุดในตอนFANDO คร่อมบนตัวLIS เขียนชื่อตัวเองลงบนร่างเปลือยของเธอและ LIS ที่ตอนนั้นยังไม่พิการเขียนชื่อ FANDO บนผนัง เขาเองก็เขียนชื่อเธอ บนตัวของฝ่ายหนึ่งมีชื่อของอีกฝ่าย จากนั้นก็ละเลงสีจนห้องทั้งห้องเปรอะเปื้อนเจิ่งนอง

และความรักของคนทั้งคู่มักเกี่ยวข้องกับความตายเสมอ เมื่อ LIS ร้องเพลงเศร้าว่าถ้าเธอตาย จะไม่มีใครไปเยี่ยมหลุมศพของเธอ แต่ FANDO บอกว่าเขาจะไปพร้อมกับหมาและดอกไม้ ตามาด้วยฉากที่ทั้งคู่เล่นสนุก(กึ่งวิปริต) ในสุสาน ดูเหมือนจะเป็นฉากที่สว่างไสวที่สุดของหนัง และในที่สุดหนังได้พิสูจน์ว่า ความตายเท่านั้นทำให้เรารู้จักความรัก

หนังมีฉากย้อนอดีตของคนทั้งคู่ที่ทำได้น่าสนใจ และสุดหลอกหลอน LIS อาจถูกล่อลวง และข่มขืนโดยกลุ่มผู้แสดงละครสัตว์ ในฉากหนึ่งนักแสดงหุ่นชักออกมาแสดงด้วยการตัดเชือกทีละเส้น จนหุ่นชักตกพื้น เมื่อ LIS เข้าไปยื้อแย่งเธอก็ถูกจับโยนไปหลังเวที

ขณะที่ FANDO มีแม่เป็นนักแสดงผู้ยิ่งยง( ฉากการปรากฏตัวของแม่ และไข่ต้มทำให้อดคิดไม่ได้ว่านี่คือแรงบันดาลใจหนึ่งในหารสร้างตัวละครแม่ (เล่นโดย EDITH MASSEY )ในหนัง PINK FLMINGOES ของJOHN WATERS ) ก่อนตายเธอสั่งให้คนไล่ฆ่าสามีตัวเองกรีดผ่าเอานกในหัวใจออกมาให้สามใช้ของเธอกิน FANDO รำลึกเรื่องนี้ได้ขณะเผาแมงมุมทั้งเป็น และพบชายคนหนึ่งที่กำลังผ่าตุ๊กตาตรงส่วนที่เป็นอวัยวะเพศ แล้วยัดงูลงไป

ตุ๊กตาของ LIS และ กลองของFANDO ดูเหมือนจะมีนัยยะที่โยงไปยังความเป็นเด็กของคนทั้งคู่ ซึ่งมีแต่เรื่องเลวร้าย เมื่อตุ๊กตาของLIS ถูกฝัง และ กลองของFANDO พังจากการระเบิดอารมณ์ของLIS นำมาสู่ฉากจบสุดสะพรึง

มาถึงจุดนี้ผมไม่แน่ใจว่าที่เขียนลงไปเป็นการวิเคราะห์หนัง หรือเป็นเพียงการเล่าฉากวิปริตของหนังโดยไม่มีอะไรมากกว่านั้นกันแน่ ความพยายามตีความทำให้ผมรู้สึกโง่เง่า และการนิ่งเฉยมองดูมันด้วยความหวาดผวาเพียงอย่างเดียวทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจ บางทีนี่กระมังสิ่งเรียกกันว่า PANIC

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แค่อ่าน ก็รู้สึก panic
บางที ความวิปริต ก็อาจ rebel อะไรซักอย่าง (ที่ก็ยังไม่รู้ว่าอะไร เพราะบอกตรงๆ ก็ตีความไม่ออกเหมือนกัน โฮ่ๆ)

#1 By nyanta on 2007-01-31 01:00

คงไม่ได้ดูแน่ ๆ เลย เพราะไม่ชอบหนังแนวนี้น่ะค่ะ แค่อ่านยังเอ่อ ๆ ๆ

เมื่อคืนดูมหานคร ตอนผู้กำกับปะทะนักวิจารณ์หรือเปล่าคะ เห็นหน้าพี่เกี๊ยงหรือเปล่า

#2 By Mrs. Holmes on 2007-01-31 11:56

อย่างนี้ต้องหามาดูสถานเดียว

#3 By yuttipung (58.9.29.39) on 2007-02-01 00:38

--ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ในระดับ A+ โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง, การแบ่งเรื่องออกเป็นตอนๆ และฉากวิปริตพิสดารต่างๆ โดยเฉพาะตอนเผชิญหน้ากับฝูงกะเทยควาย

ชอบ EL TOPO (1970, A+) และ SANTA SANGRE (1989, A+) มากๆเหมือนกัน

เห็นคนพิการใน EL TOPO แล้วทำให้นึกถึงคนพิการในหนังที่เป็นเรื่องแต่งบางเรื่องของ WERNER HERZOG อย่างเช่นในเรื่อง COBRA VERDE (1987, A) แต่คนพิการใน EL TOPO ดูแรงที่สุด ในขณะที่คนพิการใน COBRA VERDE ดูแล้วทำให้รู้สึกว่าโลกโหดร้าย ส่วนคนพิการใน FUR: AN IMAGINARY PORTRAIT OF DIANE ARBUS (2006, STEVEN SHAINBERG) ดูน่ารักและเป็นคนดี

COBRA VERDE ใช้คำโปรยว่า THE SLAVES WILL SELL THEIR MASTERS AND GROW WINGS
http://ec2.images-amazon.com/images/P/6305972796.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg

In their last film together, director Werner Herzog drew from actor Klaus Kinski a performance that grounds Kinski's volcanic passions with a new gravity--perhaps age was bringing Kinski down to earth. He plays Cobra Verde, a notorious Brazilian bandit, whom a plantation owner hires to keep his slaves in line. After Cobra Verde impregnates all his daughters, the owner and the authorities conspire to send the bandit to Africa to reopen the slave trade. They expect him to be killed, but through a mixture of his own cunning and the volatile politics of West Africa, Cobra Verde ends up leading an army of women to overthrow the king. Cobra Verde is disjointed, but that doesn't mean it isn't worth watching. Kinski is magnetic in scene after remarkable scene, and though the whole isn't satisfying, the parts certainly are.

เคยดูหนังเรื่อง VIVA LA MUERTE ของ FERNANDO ARRABAL ด้วยเหมือนกัน หนังก็เพี้ยนดี แต่มันไม่สุดขีดและไม่ติดอยู่ในความทรงจำมากเท่าหนังของ ALEJANDRO JODOROWSKY
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00007149L.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg

--สิ่งที่ไม่ค่อยชอบในหนังของผู้กำกับกลุ่มนี้คือการฆ่าสัตว์

#4 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.150.27 /192.168.0.77, 61.7.150.27, 61.7.150.27) on 2007-02-02 14:44

--พูดถึงเมือง ACAPULCO แล้ว ก็เลยนึกถึงหนังใหม่เรื่องนึงที่อยากดูที่ใช้ฉากหลังเป็นเมือง ACAPULCO ซึ่งก็คือหนังเม็กซิโกเรื่อง DRAMA/MEX (2006, GERARDO NARANJO GONZALEZ)

หนังเรื่องนี้ใช้ฉากหลังเป็นเมืองอาคาปุลโกในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวราคาถูกและอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม หลังจากที่เมืองนี้เคยเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวระดับไฮโซในอดีต โดยหนังเรื่องนี้เล่าถึงคนกลุ่มหนึ่งที่มีเส้นทางชีวิตมาตัดผ่านกันโดยบังเอิญ และหนังก็นำเสนอสิ่งต่างๆอย่างไม่โฉ่งฉ่าง ซึ่งนั่นส่งผลให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังของ ALEJANDRO GONZALEZ INARRITU

เนื้อหาทั้งหมดใน DRAMA เกิดขึ้นในเย็นวันเดียว โดยตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ได้แก่เฟร์นันดา หญิงสาวที่ทนแฟนเก่าไม่ไหว, ไฮเม่ ชายวัย 50 ปีที่ผิดหวังกับชีวิต เขาหลบซ่อนตัวอยู่ในที่เงียบๆหลังจากนายจ้างของเขาโดนปล้น และเขาก็ตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ดี เขาได้พบกับหญิงสาวผู้มีบุคลิกสดใสชื่อติกริโย ซึ่งทำให้เขาเปลี่ยนใจ

เว็บไซท์ของ DRAMA/MEX
http://www.revolcadero.com/dramamex/

รูปจากหนังเรื่อง DRAMA/MEX
http://outnow.ch/Media/Img/2006/DramaMex/
http://farm1.static.flickr.com/160/377197693_e8bc96bff1_o.jpg
http://farm1.static.flickr.com/172/377197691_2b67a6636a_b.jpg
http://farm1.static.flickr.com/162/377197689_62a6554a29_b.jpg
http://farm1.static.flickr.com/139/377197686_ee1de18123_b.jpg
http://farm1.static.flickr.com/143/377197680_16e11b87ae_b.jpg

#5 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.150.27 /192.168.0.77, 61.7.150.27, 61.7.150.27) on 2007-02-02 14:45

--ในความเห็นส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันคิดว่าดินแดน MEXICO มีพลังของไสยาศาสตร์สูงมากๆ เหมือนกับเขมรและอียิปต์ และความเฮี้ยนของผืนดินประเทศเม็กซิโกอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศนี้เต็มไปด้วยลัทธิความเชื่อพิธีกรรมแปลกๆ และอาจจะส่งผลให้หนังจากดินแดนนี้เฮี้ยนตามไปด้วย

ผู้กำกับเฮี้ยนๆของเม็กซิโกรวมถึง

1.ALEJANDRO JODOROWSKY

2.LUIS BUNUEL ซึ่งเคยทำหนังในประเทศนี้ในทศวรรษ 1950

3.ARTURO RIPSTEIN ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ LUIS BUNUEL และเป็นเจ้าของหนังเฮี้ยนๆอย่าง EL EVANGELIO DE LAS MARAVILLAS (1998, A++++++++++) ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของเด็กสาวคนหนึ่งที่ได้รับการอุปโลกน์ให้เป็นเจ้าลัทธิประหลาด และเธอก็ออกกฎใหม่ให้ชายหนุ่มทุกคนในลัทธิมาร่วมรักกับเธอ (ช่างเป็นไอเดียที่ดีจริงๆ)
http://cvc.cervantes.es/actcult/cine/personajes/imagenes/ripstein/evangelio.jpg
http://cinemexicano.mty.itesm.mx/imagenes/evangelio.jpg

4.CARLOS REYGADAS เจ้าของหนังเฮี้ยนอย่าง JAPON (2002, A+) และ BATTLE IN HEAVEN (2005, A+)


5.JUAN LOPEZ MOCTEZUMA (1932-1995) เขาเคยร่วมงานกับ JODOROWSKY และเขาเคยกำกับหนังเรื่อง

5.1 ALUCARDA (1978) หรือ SISTERS OF SATAN
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B0002V7SLQ.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg


5.2 THE MANSION OF MADNESS (1973)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/B0007GP6S8.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg

สร้างจากบทประพันธ์ของ EDGAR ALLAN POE และได้รับคำวิจารณ์ว่าเหมือนกับ LUIS BUNUEL + FEDERICO FELLINI + KEN RUSSELL

#6 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.150.27 /192.168.0.77, 61.7.150.27, 61.7.150.27) on 2007-02-02 14:50

JOURNEY OF A LIFETIME

--พูดถึงการเดินทางที่เฮี้ยนสุดๆของ FANDO AND LIS แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า

#7 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.151.248 /192.168.0.77, 61.7.151.248, 61.7.151.248) on 2007-02-02 15:18

แนะนำหนังเม็กซิโกแปลกๆ (ต่อ)

นอกจาก 5 ผู้กำกับหนังเฮี้ยนชาวเม็กซิโกที่แนะนำไปข้างบนแล้ว เม็กซิโกยังมีหนังแปลกๆที่น่าสนใจอีกเช่น

1. PACHITO REX: I

#8 By M.Scudery Worships Harun Farocki (203.156.89.49) on 2007-02-03 16:02


พอดีเจอข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่อง CABEZA DE VACA (1991, NICOLAS ECHEVARRIA) ที่ได้รับคำชมว่าคล้ายกับภาพยนตร์ของ ALEJANDRO JODOROWSKY ก็เคยก็อปปี้มาให้อ่านค่ะ


หนึ่งในภาพยนตร์เม็กซิโกที่ได้รับคำชมอย่างมากคือเรื่อง Cabeza de Vaca (1991) ที่กำกับโดยนิโคลัส เอเชบาร์เรีย และสร้างจากหนังสือชื่อ Naufragios ของอัลบาร์ นูนเยซ คาเบซา เด บาคา โดยนักวิจารณ์ของไทม์ เอาท์ระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเหมือน "สารประกอบที่เกิดจากการผสมผสานกันอย่างวิปริตระหว่างภาพยนตร์ของแวร์เนอร์ แฮร์โซก, อเลฮานโดร จาโดโรสกี และอังเดร ทาร์คอฟสกี"

Cabeza de Vaca เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับอัลบาร์ นูนเยซ คาเบซา เด บาคา นักสำรวจชาวสเปนที่เดินทางมายังโลกใหม่ในทวีปอเมริกาในปี 1528 แต่เรือของเขาที่บรรทุกผู้โดยสาร 600 คนเกิดล่มลงในชายฝั่งรัฐฟลอริดา และเขาต้องใช้เวลาเดินทางด้วยเท้านานถึง 8 ปีก่อนจะมาถึงชุมชนของชาวสเปนในเม็กซิโก โดยในยุคนั้นยังไม่มีการใช้ม้าเนื่องจากม้าเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปนำมายังอเมริกาในภายหลัง

คาเบซา (ฮวน ดีเอโก) และเพื่อนๆที่รอดชีวิตจากเรือต้องเผชิญกับการโจมตีจากชนเผ่าอินเดียนแดง และคาเบซาได้กลายเป็นทาสของหมอผีในเผ่าแห่งหนึ่งที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ รวมทั้งต้องรับใช้มาลาโคซา ซึ่งเป็นผู้ช่วยหมอผีที่มีรูปร่างแคระแกร็นและไม่มีแขน ในตอนแรกคาเบซารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะเป็นบ้าในการต้องทำงานรับใช้สองคนนี้ แต่เขาก็เรียนรู้ที่จะใช้ความฉลาดของตัวเองในการเรียนเวทมนตร์จากหมอผี จนกระทั่งตัวเขาเองได้กลายเป็นหมอผีด้วย ทั้งนี้ เมื่อหมอผีที่เป็นหัวหน้าของเขาเห็นว่าคาเบซาสามารถรักษาหัวหน้าเผ่าที่ตาบอดได้สำเร็จ เขาก็รู้ว่าคาเบซามีอำนาจเท่ากับเขาและปลดปล่อยคาเบซาให้เป็นอิสระในที่สุด อย่างไรก็ดี คาเบซายังต้องเผชิญกับอินเดียนแดงเผ่าอื่นๆอีกก่อนจะเดินทางไปถึงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกในเม็กซิโก

Cabeza de Vaca เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวที่สร้างจากเรื่องแต่งเรื่องแรกของเอเชบาร์เรีย ซึ่งเป็นนักมนุษยวิทยาที่เคยสร้างภาพยนตร์สารคดีมาแล้วหลายเรื่อง โดยเอเชบาร์เรียนั้นเป็นคนที่มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมอินเดียนแดงดีมาก และปัจจัยนี้ส่งผลให้อินเดียนแดงในเรื่องนี้แตกต่างจากอินเดียนแดงในภาพยนตร์คาวบอยหรือในภาพยนตร์เรื่อง Dances with Wolves เพราะอินเดียนแดงในเรื่องนี้เป็นอินเดียนแดงที่ไม่เคยพบกันคนผิวขาวมาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้จักม้าและยังคงยังชีพด้วยการล่าสัตว์และพึ่งพาอาศัยกัน และเทคโนโลยีของพวกเขาก็ยังคงใกล้เคียงกับมนุษย์ยุคหิน

โธมัส อี. บิลลิงส์ นักวิจารณ์ทางอินเทอร์เน็ตระบุว่านอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเดินทางทางกายของคาเบซาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังพูดถึงการเดินทางทางจิตใจของเขาด้วย โดยปฏิสัมพันธ์ที่เขามีต่อลัทธิหมอผีคือจุดสนใจสำคัญของเรื่องนี้

ริตา เคมพ์ลีย์ นักวิจารณ์ของวอชิงตันโพสท์ระบุว่า Cabeza de Vaca เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณที่ทุกข์ทรมาน และให้บทสรุปว่าชาวอินเดียนแดงในอเมริกาคือเหยื่อของชาวยุโรปที่ป่าเถื่อนและเต็มไปด้วยความละโมบ ซึ่งบทสรุปนี้ตรงกับภาพยนตร์เรื่อง The Mission และ Black Robe

รูปของ CABEZA DE VACA ตัวจริง
http://www.sjsu.edu/faculty/watkins/cabeza.jpg

รูปจากภาพยนตร์เรื่อง CABEZA DE VACA
http://ec1.images-amazon.com/images/P/B00005JXYF.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg

http://g-ec2.images-amazon.com/images/G/01/ciu/0b/f2/0dec7220eca0c41944469010.L.jpg

#9 By M.Scudery Worships Si Begg (61.7.149.161 /192.168.0.52, 61.7.149.161, 61.7.149.161) on 2007-03-03 09:37

โปสเตอร์หนังน่าสนใจมาก ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลยคะ

#10 By only human*EM on 2010-08-19 17:56