EDEN AND AFTER : เรื่องเล่า และการเล่าเรื่อง
posted on 30 Jan 2007 01:52 by filmsick in see-it-and-dieขอออกตัวกันตรงนี้ว่าบทความชิ้นนี้มีคุณค่าเป็นเพียง บันทึกช่วยจำ ถึงประสบการณ์การดูหนังครั้งที่สุดแสนจะพิลาศพิไล ของผมเอง เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้ด้วยการดูเพียงครั้งเดียว และเป็นไปได้ยากมากที่จะตัดสินการตีความของหนังว่าถูกต้องด้วยความเห็นเพียงข้างเดียว น่าเสียดายที่การฉายหนังเรื่องนี้เป็นการฉายครั้งสุดท้ายในไทยแล้ว (เพราะfilm หมดอายุลิขสิทธิ์เช่นเดียวกับINDIA SONG ที่ฉายไปก่อนหน้า) ดังนั้นท่านที่อยากชมหนังเรื่องนี้นั้นผมก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เช่นเคย ได้แต่หวังว่าสักวันจะมีใครทำ DVD หนังเรื่องนี้ออกมาครับ
ที่จริงแล้ว ทุกสิ่งในหนังล้วนเกิดขึ้นหมดสิ้นภายใน 3 นาทีแรกของหนัง ในช่วงเปิดเรื่อง ขณะที่ขึ้เครดิตคนทำงานในหนังเราจะมองเห็นภาพเป็นฉากหลังของสถานที่ซึ่งจะเกิดเหตุการณืทั้งหมดในเรื่องขึ้น ในขณะที่เสียงบรรยาย ได้บอกเล่าถ้อยคำราว 12 คำ อันประกอบด้วย คำเช่น ประตู , คุก , การเต้นรำ , ความตาย , เซกส์ , เขาวงกต , กระจก เป็นต้น ใช่แล้วถ้อยคำทั้งหมดนี้คือแก่นแกนของหนัง และที่เหลืทอนับจากนั้นล้วนคือการ จัดเรียงลำดับเรื่องเล่า โดยใช้ชุดตัวละครเดิม ที่อาจำม่ได้รับบทบาทเดิม คลายเป็นการขยายวงรอบของเรื่องเล่า ออกไปโดยซ้อนทับ สลับที่ปรากฏซ้ำ ตัดขาดความต่อเนื่อง และ ตัดขาดคนดูออกโดยสิ้นเชิง

ลองเล่าเรื่องย่อของหนังดูสักเล็กน้อยอาจจะเข้าที แต่เรื่องย่อไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจหนังได้มากขึ้น แพราะมันเป็นเพียงการเรียงลำดับรูปแบบหนึ่งท่ามกลางการรียงลำดับอันมากหล่ายของหนังเรื่องนี้ หนังเล่าเรื่องของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ที่มักไปรวมตัวกันที่คาเฟ่ EDEN พวกเขาชอบเล่นเหมประหลาดๆแก้เบื่อ เกมเช่นการรับบทบาทใดบทบาทหนึ่งแล้วเล่นไปตามนั้น บทของหญิงที่ถูกข่มขืน บทของการไล่ล่าเหยื่อ บทของความตายกลายเป็นศพ บทของการวางยาพิษ ทั้งหมดเป็นแค่การเล่นสนุก จนกระทั่ง DUCHEMIN ชายแปลกหน้าเข้ามาในร้าน พร้อมกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับการผจญภัยในดินแดนแอฟริกา ผงแห่งความกลัว ก่อนที่หนุ่มสาวจะแยกย้ายกัน ไปยังโรงงานลึกลับและไปดูหนังสารคดีตูนิเซีย แล้วกลืนหายไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่านั้น!!!
จะเห็นได้ว่า เรื่องย่อไม่ช่วยอะไร สำหรับท่านที่ยังไม่ดู เรื่องย่ออาจนำพาท่านไปสู่จินตนาการที่ผิดพลาดบิดเบี้ยว และท่านที่ดูแล้วจะพบว่าเรื่องย่อนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆอันแตกกระจายของหนังที่หามีความสำคัญไม่ เป็นเพียงส่วนบางๆเหมือนผิวหน้าของนมที่โดนอากาศเย็น ตักทิ้งไปได้โดยไม่เสียรส
เพราะที่แท้แล้วหนังคือการสร้างเรื่องเล่า จากสิ่งซึ่งมีอยู่เดิม เรียงลำดับมันซ้อนทับไปมา ซ้ำมัน ซ่อนมัน บางสิ่งที่เป็นปริศนาในเรื่องหนึ่งถูกนำไปคลี่คลายในอีกเรื่อง ตัวละครที่เรายึดจับไม่ได้ เพราะเขาและเธออาจเป็นคนเดิม แต่งกายชุดเดิม มีชื่อเดิม แต่ไม่ใช่คนคนเดิมในเรื่องเล่าชุดใหม่
ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้มี 2 VERSION ในฉบับที่ผมได้ดูนี้คือ EDN AND AFTER ในชื่อ ภาษาฝรั่งเศสคือ L EDE APRES แต่หนังมีอีกฉบับหนึ่งในชื่อ N TOOK THE DICE หรือในชื่อภาษาฝรั่งเศส คือ N APRIS LES DES โดยในเวอร์ชันนี้มีพิธีกรออกมาเล่าเรื่อง ทอดลูกเต๋าแล้วหนังจะพลิกมาเรียงลำดับใหม่ตามการทอดลูกเต๋าในแต่ละครั้ง! ซึ่งหากสังเกตุดีๆเราจะพบว่า ชื่อหนังในภาษาฝรั่งเศส ของทั้งสองเรื่องนี้คือ คำเดียวกัน แต่สลับตัวอักษร!
จากบางบทความมีการอ้างอิงว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นโดยวิธีเดียวกับการเล่นดนตรี การขยายวงรอบของตัวโน้ตทั้งเจ็ด โดยสลับบทบาทตำแหน่ง โทนเสียง เพื่อสร้างท่วงทำนองทางดนตรี (****ในบทความกล่าวถึง SCHOENBERG ซึ่งผมไม่สามารถค้นข้อมูลเพิ่มเติม มากกว่าว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการประสานเสียง วานท่านที่มีความรู้ช่วยขยายความจะเป็นพระคุณยิ่งครับ ***** )
หากวิธีการของดนตรีคือการสร้างเสียงใหม่จากโน้ตทั้งเจ็ด ดังนั้นใช่ว่าจะทำไม่ได้ในภาพยนตร์ !!
ลองนับตัวละครหลักในหนังเราจะพบว่าหนังมีตัวละครหลัก เจ็ดตัว ประกอบด้วย VIOLETTE นางเอกของเรื่อง MARIE EVE หญิงที่ถูกเล่นเกมในตอนแรก และถูกบังคับกินไข่ดิบ SONIA สาวร้าย แฟนสาวของ BORIS หนุ่มที่มักรับบทตัวร้าย และ แฟนหนุ่มของ VIOLETTE เด็กหนุ่มอีกคน และ บาร์เทนเดอร์
ตัวละครทั้ง 7 เปรียบเสมือนโน้ตตัวหนึ่งที่คงความเป็นโน้ต ด้วยการที่ใช้คนเดิมเล่น แต่งกลายแบบเดิม และมีชื่อเรียกเดิม แต่การวางตำแหน่งสลับของโน้ตนั้น ทำให้เกิดเพลงมากมายไม่รู้จบบนโลก และทั้ง7 โน้ตนั้นอาจเริ่มต้นจากการเรียงตัวอย่างง่ายๆเหมือนเกมที่พวกเขาเล่นน้านในช่วงแรกของหนัง ก่อนที่ DUCHEMIN (หรือในอีกชื่อว่า DUTCHMAN ซึ่งอ้างอิงได้จากตำนานโบราณ ที่ว่าด้วยเรือชื่อ FLYING DUTCHMAN ที่แล่นไปไม่รู้จบ /// http://en.wikipedia.org/wiki/Flying_Dutchman )
ในหนังเรื่องนี้ DUCHEMIN คือผู้เล่าเรื่อง (ว่ากันว่าในอีกฉบับ N หมายถึงNARRATOR แปลว่าผู้เล่า ซึ่งทอดลูกเต๋า อันหมายถึงสร้างเรื่องเล่า ตามแต่ใจผู้เล่า) DUCHEMIN บอกว่าเขาแอบมองเด็กๆจากนอกร้าน เห็นเหมประหลาด เช่นการข่มขืน การล่าเหยื่อ ความตาย (ฉากความตายนี้เราจะเห็นตัวละครนำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวมาสร้างเสียงดนตรีประหลาด) จากนั้นเขาจึงเข้ามาจัดระเบียบเรื่องเล่า เหล่านั้นใหม่ ไม่ใช่ด้วยการเล่า แต่เป็นการเสพผงแห่งความกลัว VIOLETTE เสพผงนั้นแล้วนิมิตเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด (ซึ่งเอาฉากในหนังมาตัดสลับจนเมื่อมันปรากฏซ้ำก็คล้ายจะกลายเป็น เดจาวู ) เมื่อหนังไปข้างหน้า เลยพ้นไปจาก คาเฟ่ เราไม่อาจจับทางหนังได้อีก แต่เป็นตอนนั้นเอง ที่เรื่องเล่าอันกระจัดกระจาย (หรือตัวโน้ตอันกระจัดกระจาย) ถูกจัดเรียงเสียใหม่
ในโรงงานเราจึงเห็น VIOLETTE โดนไล่ล่าโดยหนุ่มๆในเงามืด ไม่ต่างจากฉากไล่ล่าในตอนแรก ก่อนที่เธอจะหลงเข้าไปในโรงงาน (ที่ลึกลับคล้าย-เขาวงกต- ไม่ต่างจากคาเฟ่ ) พบแฟนของเธอจูบกับเพื่อนสาวเปลือยอก (กล้องตัดไป เมื่อตัดมาอีกครั้ง ภาพคือหญิงสาวเปลือยอกกำลังโดนฟาดด้วยแส้ )
แต่นั่นเป็นเพียงอารัมภบท ความตายของDUCHEMINอันลึกลับ นำทุกคนไปยังโรงหนังที่ฉายสารคดีตูนิเซีย โปสการ์ดของDUCHEMINเลือนซ้อนกับเมืองนั้นดึงดูดทุกคนเข้าไปรับบทบาทใหม่ คล้ายกับโน้ตตัวเดิมที่ถูกเล่นเพลงใหม่ กลายเป็นการผจญภัยอันประหลาดล้ำ รุนแรงและเต็มไปด้วยเลือด (ฉาก การข่มขืน การฟาดแส้ การวางยาพิษ การเสพผงแห่งความกลัว และนิมิตของVIOLETTE กลับมาเกิดอีกครั้ง หนึ่ง)
ที่แท้แล้วมันคือเรื่องเล่าเรื่องเดิม มีอยู่เรื่องเดียว(แต่อาจแตกย่อยเป็นเรื่องเล็กๆตามเหคุการณ์) แต่นำมันมาจัดเรียงลำดับใหม่ ทำให้เกิดเรื่องเล่าใหม่ๆ หากพูดกันอย่างไม่เกรงใจ วิธีนี้ไม่ใช่หรือที่เราสรุปย่อเรียกกันว่า POST MODERN
หนังมีชื่อภาษาอังกฤษว่า EDEN AND AFTER หาก เรื่องเล่าเกี่ยวกับ สวนอีเดน คือเรื่องเล่าแม่บทของโลกนี้ (อาดัมกับอีฟ อีฟแอบกินแอปเปิ้ลจากการหลงเชื่องูพิษพวกเขาจึงถูกเนรเทศออกมาจากสวนของพระเจ้า) เรื่องเล่าที่เหลือทั้งหมดในโลกก็ล้วนแตกกอต่อยอดออกมาจาเรื่องเล่าแม่บทเหล่านี้ทั้งสิ้น และหาดเราแทนที่ คาเฟ่ อีเดน เป็นสวนอีเดน เป็นเรื่องเล่าแม่บท แล้วล่ะก็มันก็เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า เรื่องที่เหลือหลังจากนั้นเป็นเพียงภาคขยาย ต่อเนื่อง ตอบโต้เรื่องเล่าแม่บทเท่านั้น
เอาเข้าจริงเราอาจค้นพบร่องรอยการคุกคามทางเพศได้จากหนังทั้งเรื่อง ในบทความชิ้นหนึ่งเล่าว่าชื่อ VIOLETTE นั้นไม่ได้เป็นชื่อจำเพาะเจาะจง เพราะมันเป็นได้ทั้งชื่อของ สตรี ดอกไม้ ไปจนถึงชื่อสี และ ในภาษาฝรั่งเศสมันอาจแปลได้ว่า little rape (การข่มขืนน้อยๆ) เรื่องเล่าของสวนอีเดนนั้นเราอาจพูดได้ว่าตัวละครหลักคือ อีฟ (ในหนังมีฉากตัวละครชื่อ MARIE EVE โดนบังคับให้กินไข่ดิบ ซึ่งในบทความบอกว่า มันเป็นตัวแทนของ SPERM ) ตัวละครเพศหญิงในเรื่องนี้จึงถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมี DUCHEMIN เป็นพระเจ้า (ฉากหนึ่งเขาลูบไล้ร่างเปลือยของVIOLETTE ราวกับว่าเขากำลังปั้นเธอซึ่งเป็นประติมากรรมชิ้นหนึ่งของเขา
พูดให้ง่ายเข้า เรื่องเล่าแม่บท อาจเล่าเรืองของตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นเด็ก ถูกทดสอบ แล้วเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยตัวละครเหล่านี้ในเรื่องเล่าแม่บทคือสตรีเพศ (อ้างอิงจากบทความชิ้นเดิม) ดังนั้น การทารุณสตรีในหนังจึงมีนัยยะไม่ต่างจากการทดสอบพวกเธอ
ตัวละครที่ตายไปไปแล้วทำไมจึงฟื้นขึ้นในฉากต่อมา ทำไมเรื่องเล่าจึงปรากฏซ้ำ คำถามที่ผุดบังเกิดขณะชมหนังเรื่องนี้ถูกคลี่คลายได้ทันทีหากเราไม่ได้แทนที่ตัวละครด้วยตัวบุคคลที่จำเพาะต่อชื่อหนึ่งสถานะหนึ่ง หากเป็นเหมือนโดน้ตตัวหนึ่งที่พร้อมจะถูกบรรเลงซ้ำในเพลงอื่นๆได้
และทั้งหมดนี้เป็นเพียงบันทึกช่วยจำความเข้าใจเบื้องต้นที่ผมมีต้อหนังเรื่องนี้ และนี่ยังไม่ใช่บทความที่สมบูรณ์ เพราะผมยังคั่งค้างการอ่านบทความชิ้นที่อ้างถึงตลอดนี้อยู่ หนำซ้ำหนังยังมีการอ้างถึงงานของMARCEL DUCHAMP ที่ชื่อ NUDE DESCENDING THE STAIR CASE 2 แต่เนื่องจากผมไม่แน่ใจการตีความงานชิ้นนั้นจึงไม่สามารถอธิบายได้ในขณะนี้ (หวังว่าท่านอื่นๆที่ทราบจะมาช่วยกันขยายความต่อไป)
สำหรับท่านที่ได้ดูหนังแล้ว โปรดกลับมาอ่านบทความนี้ซ้ำเป็นระยะ เพราะผมจะพยายามแกะบทความชิ้นนั้นต่อและอาจจะได้ความกระจ่างเพิ่มขึ้นครับ
อย่างไรก็ดีนี่คือหนังที่ชอบมากที่สุดในรอบเดือนนี้ และมีโอกาสติดหนึ่งในสิบในรอบปีอย่างแน่นอนครับ
บทความอ้างอิง ชื่อ SERIALISM IN ROBBE -GRILLET L' EDEN ET APRES โดย ROYAL S. BROWN
รูปประกอบ บทความ (และหนัง) เอื้อเฟื้อโดย FILMVIRUS



edit @ 2007/01/30 15:15:43

#1 By sofa on 2007-01-30 11:15