ขอออกตัวกันตรงนี้ว่าบทความชิ้นนี้มีคุณค่าเป็นเพียง บันทึกช่วยจำ ถึงประสบการณ์การดูหนังครั้งที่สุดแสนจะพิลาศพิไล ของผมเอง เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้ด้วยการดูเพียงครั้งเดียว และเป็นไปได้ยากมากที่จะตัดสินการตีความของหนังว่าถูกต้องด้วยความเห็นเพียงข้างเดียว น่าเสียดายที่การฉายหนังเรื่องนี้เป็นการฉายครั้งสุดท้ายในไทยแล้ว (เพราะfilm หมดอายุลิขสิทธิ์เช่นเดียวกับINDIA SONG ที่ฉายไปก่อนหน้า) ดังนั้นท่านที่อยากชมหนังเรื่องนี้นั้นผมก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เช่นเคย ได้แต่หวังว่าสักวันจะมีใครทำ DVD หนังเรื่องนี้ออกมาครับ

ที่จริงแล้ว ทุกสิ่งในหนังล้วนเกิดขึ้นหมดสิ้นภายใน 3 นาทีแรกของหนัง ในช่วงเปิดเรื่อง ขณะที่ขึ้เครดิตคนทำงานในหนังเราจะมองเห็นภาพเป็นฉากหลังของสถานที่ซึ่งจะเกิดเหตุการณืทั้งหมดในเรื่องขึ้น ในขณะที่เสียงบรรยาย ได้บอกเล่าถ้อยคำราว 12 คำ อันประกอบด้วย คำเช่น ประตู , คุก , การเต้นรำ , ความตาย , เซกส์ , เขาวงกต , กระจก เป็นต้น ใช่แล้วถ้อยคำทั้งหมดนี้คือแก่นแกนของหนัง และที่เหลืทอนับจากนั้นล้วนคือการ จัดเรียงลำดับเรื่องเล่า โดยใช้ชุดตัวละครเดิม ที่อาจำม่ได้รับบทบาทเดิม คลายเป็นการขยายวงรอบของเรื่องเล่า ออกไปโดยซ้อนทับ สลับที่ปรากฏซ้ำ ตัดขาดความต่อเนื่อง และ ตัดขาดคนดูออกโดยสิ้นเชิง

ลองเล่าเรื่องย่อของหนังดูสักเล็กน้อยอาจจะเข้าที แต่เรื่องย่อไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจหนังได้มากขึ้น แพราะมันเป็นเพียงการเรียงลำดับรูปแบบหนึ่งท่ามกลางการรียงลำดับอันมากหล่ายของหนังเรื่องนี้ หนังเล่าเรื่องของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ที่มักไปรวมตัวกันที่คาเฟ่ EDEN พวกเขาชอบเล่นเหมประหลาดๆแก้เบื่อ เกมเช่นการรับบทบาทใดบทบาทหนึ่งแล้วเล่นไปตามนั้น บทของหญิงที่ถูกข่มขืน บทของการไล่ล่าเหยื่อ บทของความตายกลายเป็นศพ บทของการวางยาพิษ ทั้งหมดเป็นแค่การเล่นสนุก จนกระทั่ง DUCHEMIN ชายแปลกหน้าเข้ามาในร้าน พร้อมกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับการผจญภัยในดินแดนแอฟริกา ผงแห่งความกลัว ก่อนที่หนุ่มสาวจะแยกย้ายกัน ไปยังโรงงานลึกลับและไปดูหนังสารคดีตูนิเซีย แล้วกลืนหายไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่านั้น!!!

จะเห็นได้ว่า เรื่องย่อไม่ช่วยอะไร สำหรับท่านที่ยังไม่ดู เรื่องย่ออาจนำพาท่านไปสู่จินตนาการที่ผิดพลาดบิดเบี้ยว และท่านที่ดูแล้วจะพบว่าเรื่องย่อนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆอันแตกกระจายของหนังที่หามีความสำคัญไม่ เป็นเพียงส่วนบางๆเหมือนผิวหน้าของนมที่โดนอากาศเย็น ตักทิ้งไปได้โดยไม่เสียรส

เพราะที่แท้แล้วหนังคือการสร้างเรื่องเล่า จากสิ่งซึ่งมีอยู่เดิม เรียงลำดับมันซ้อนทับไปมา ซ้ำมัน ซ่อนมัน บางสิ่งที่เป็นปริศนาในเรื่องหนึ่งถูกนำไปคลี่คลายในอีกเรื่อง ตัวละครที่เรายึดจับไม่ได้ เพราะเขาและเธออาจเป็นคนเดิม แต่งกายชุดเดิม มีชื่อเดิม แต่ไม่ใช่คนคนเดิมในเรื่องเล่าชุดใหม่

ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้มี 2 VERSION ในฉบับที่ผมได้ดูนี้คือ EDN AND AFTER ในชื่อ ภาษาฝรั่งเศสคือ L EDE APRES แต่หนังมีอีกฉบับหนึ่งในชื่อ N TOOK THE DICE หรือในชื่อภาษาฝรั่งเศส คือ N APRIS LES DES โดยในเวอร์ชันนี้มีพิธีกรออกมาเล่าเรื่อง ทอดลูกเต๋าแล้วหนังจะพลิกมาเรียงลำดับใหม่ตามการทอดลูกเต๋าในแต่ละครั้ง! ซึ่งหากสังเกตุดีๆเราจะพบว่า ชื่อหนังในภาษาฝรั่งเศส ของทั้งสองเรื่องนี้คือ คำเดียวกัน แต่สลับตัวอักษร!

จากบางบทความมีการอ้างอิงว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นโดยวิธีเดียวกับการเล่นดนตรี การขยายวงรอบของตัวโน้ตทั้งเจ็ด โดยสลับบทบาทตำแหน่ง โทนเสียง เพื่อสร้างท่วงทำนองทางดนตรี (****ในบทความกล่าวถึง SCHOENBERG ซึ่งผมไม่สามารถค้นข้อมูลเพิ่มเติม มากกว่าว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการประสานเสียง วานท่านที่มีความรู้ช่วยขยายความจะเป็นพระคุณยิ่งครับ ***** )

หากวิธีการของดนตรีคือการสร้างเสียงใหม่จากโน้ตทั้งเจ็ด ดังนั้นใช่ว่าจะทำไม่ได้ในภาพยนตร์ !!

ลองนับตัวละครหลักในหนังเราจะพบว่าหนังมีตัวละครหลัก เจ็ดตัว ประกอบด้วย VIOLETTE นางเอกของเรื่อง MARIE EVE หญิงที่ถูกเล่นเกมในตอนแรก และถูกบังคับกินไข่ดิบ SONIA สาวร้าย แฟนสาวของ BORIS หนุ่มที่มักรับบทตัวร้าย และ แฟนหนุ่มของ VIOLETTE เด็กหนุ่มอีกคน และ บาร์เทนเดอร์

ตัวละครทั้ง 7 เปรียบเสมือนโน้ตตัวหนึ่งที่คงความเป็นโน้ต ด้วยการที่ใช้คนเดิมเล่น แต่งกลายแบบเดิม และมีชื่อเรียกเดิม แต่การวางตำแหน่งสลับของโน้ตนั้น ทำให้เกิดเพลงมากมายไม่รู้จบบนโลก และทั้ง7 โน้ตนั้นอาจเริ่มต้นจากการเรียงตัวอย่างง่ายๆเหมือนเกมที่พวกเขาเล่นน้านในช่วงแรกของหนัง ก่อนที่ DUCHEMIN (หรือในอีกชื่อว่า DUTCHMAN ซึ่งอ้างอิงได้จากตำนานโบราณ ที่ว่าด้วยเรือชื่อ FLYING DUTCHMAN ที่แล่นไปไม่รู้จบ /// http://en.wikipedia.org/wiki/Flying_Dutchman )

ในหนังเรื่องนี้ DUCHEMIN คือผู้เล่าเรื่อง (ว่ากันว่าในอีกฉบับ N หมายถึงNARRATOR แปลว่าผู้เล่า ซึ่งทอดลูกเต๋า อันหมายถึงสร้างเรื่องเล่า ตามแต่ใจผู้เล่า) DUCHEMIN บอกว่าเขาแอบมองเด็กๆจากนอกร้าน เห็นเหมประหลาด เช่นการข่มขืน การล่าเหยื่อ ความตาย (ฉากความตายนี้เราจะเห็นตัวละครนำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวมาสร้างเสียงดนตรีประหลาด) จากนั้นเขาจึงเข้ามาจัดระเบียบเรื่องเล่า เหล่านั้นใหม่ ไม่ใช่ด้วยการเล่า แต่เป็นการเสพผงแห่งความกลัว VIOLETTE เสพผงนั้นแล้วนิมิตเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด (ซึ่งเอาฉากในหนังมาตัดสลับจนเมื่อมันปรากฏซ้ำก็คล้ายจะกลายเป็น เดจาวู ) เมื่อหนังไปข้างหน้า เลยพ้นไปจาก คาเฟ่ เราไม่อาจจับทางหนังได้อีก แต่เป็นตอนนั้นเอง ที่เรื่องเล่าอันกระจัดกระจาย (หรือตัวโน้ตอันกระจัดกระจาย) ถูกจัดเรียงเสียใหม่

ในโรงงานเราจึงเห็น VIOLETTE โดนไล่ล่าโดยหนุ่มๆในเงามืด ไม่ต่างจากฉากไล่ล่าในตอนแรก ก่อนที่เธอจะหลงเข้าไปในโรงงาน (ที่ลึกลับคล้าย-เขาวงกต- ไม่ต่างจากคาเฟ่ ) พบแฟนของเธอจูบกับเพื่อนสาวเปลือยอก (กล้องตัดไป เมื่อตัดมาอีกครั้ง ภาพคือหญิงสาวเปลือยอกกำลังโดนฟาดด้วยแส้ )

แต่นั่นเป็นเพียงอารัมภบท ความตายของDUCHEMINอันลึกลับ นำทุกคนไปยังโรงหนังที่ฉายสารคดีตูนิเซีย โปสการ์ดของDUCHEMINเลือนซ้อนกับเมืองนั้นดึงดูดทุกคนเข้าไปรับบทบาทใหม่ คล้ายกับโน้ตตัวเดิมที่ถูกเล่นเพลงใหม่ กลายเป็นการผจญภัยอันประหลาดล้ำ รุนแรงและเต็มไปด้วยเลือด (ฉาก การข่มขืน การฟาดแส้ การวางยาพิษ การเสพผงแห่งความกลัว และนิมิตของVIOLETTE กลับมาเกิดอีกครั้ง หนึ่ง)

ที่แท้แล้วมันคือเรื่องเล่าเรื่องเดิม มีอยู่เรื่องเดียว(แต่อาจแตกย่อยเป็นเรื่องเล็กๆตามเหคุการณ์) แต่นำมันมาจัดเรียงลำดับใหม่ ทำให้เกิดเรื่องเล่าใหม่ๆ หากพูดกันอย่างไม่เกรงใจ วิธีนี้ไม่ใช่หรือที่เราสรุปย่อเรียกกันว่า POST MODERN

หนังมีชื่อภาษาอังกฤษว่า EDEN AND AFTER หาก เรื่องเล่าเกี่ยวกับ สวนอีเดน คือเรื่องเล่าแม่บทของโลกนี้ (อาดัมกับอีฟ อีฟแอบกินแอปเปิ้ลจากการหลงเชื่องูพิษพวกเขาจึงถูกเนรเทศออกมาจากสวนของพระเจ้า) เรื่องเล่าที่เหลือทั้งหมดในโลกก็ล้วนแตกกอต่อยอดออกมาจาเรื่องเล่าแม่บทเหล่านี้ทั้งสิ้น และหาดเราแทนที่ คาเฟ่ อีเดน เป็นสวนอีเดน เป็นเรื่องเล่าแม่บท แล้วล่ะก็มันก็เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า เรื่องที่เหลือหลังจากนั้นเป็นเพียงภาคขยาย ต่อเนื่อง ตอบโต้เรื่องเล่าแม่บทเท่านั้น

เอาเข้าจริงเราอาจค้นพบร่องรอยการคุกคามทางเพศได้จากหนังทั้งเรื่อง ในบทความชิ้นหนึ่งเล่าว่าชื่อ VIOLETTE นั้นไม่ได้เป็นชื่อจำเพาะเจาะจง เพราะมันเป็นได้ทั้งชื่อของ สตรี ดอกไม้ ไปจนถึงชื่อสี และ ในภาษาฝรั่งเศสมันอาจแปลได้ว่า little rape (การข่มขืนน้อยๆ) เรื่องเล่าของสวนอีเดนนั้นเราอาจพูดได้ว่าตัวละครหลักคือ อีฟ (ในหนังมีฉากตัวละครชื่อ MARIE EVE โดนบังคับให้กินไข่ดิบ ซึ่งในบทความบอกว่า มันเป็นตัวแทนของ SPERM ) ตัวละครเพศหญิงในเรื่องนี้จึงถูกทดสอบครั้งแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมี DUCHEMIN เป็นพระเจ้า (ฉากหนึ่งเขาลูบไล้ร่างเปลือยของVIOLETTE ราวกับว่าเขากำลังปั้นเธอซึ่งเป็นประติมากรรมชิ้นหนึ่งของเขา

พูดให้ง่ายเข้า เรื่องเล่าแม่บท อาจเล่าเรืองของตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นเด็ก ถูกทดสอบ แล้วเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยตัวละครเหล่านี้ในเรื่องเล่าแม่บทคือสตรีเพศ (อ้างอิงจากบทความชิ้นเดิม) ดังนั้น การทารุณสตรีในหนังจึงมีนัยยะไม่ต่างจากการทดสอบพวกเธอ

ตัวละครที่ตายไปไปแล้วทำไมจึงฟื้นขึ้นในฉากต่อมา ทำไมเรื่องเล่าจึงปรากฏซ้ำ คำถามที่ผุดบังเกิดขณะชมหนังเรื่องนี้ถูกคลี่คลายได้ทันทีหากเราไม่ได้แทนที่ตัวละครด้วยตัวบุคคลที่จำเพาะต่อชื่อหนึ่งสถานะหนึ่ง หากเป็นเหมือนโดน้ตตัวหนึ่งที่พร้อมจะถูกบรรเลงซ้ำในเพลงอื่นๆได้

และทั้งหมดนี้เป็นเพียงบันทึกช่วยจำความเข้าใจเบื้องต้นที่ผมมีต้อหนังเรื่องนี้ และนี่ยังไม่ใช่บทความที่สมบูรณ์ เพราะผมยังคั่งค้างการอ่านบทความชิ้นที่อ้างถึงตลอดนี้อยู่ หนำซ้ำหนังยังมีการอ้างถึงงานของMARCEL DUCHAMP ที่ชื่อ NUDE DESCENDING THE STAIR CASE 2 แต่เนื่องจากผมไม่แน่ใจการตีความงานชิ้นนั้นจึงไม่สามารถอธิบายได้ในขณะนี้ (หวังว่าท่านอื่นๆที่ทราบจะมาช่วยกันขยายความต่อไป)

สำหรับท่านที่ได้ดูหนังแล้ว โปรดกลับมาอ่านบทความนี้ซ้ำเป็นระยะ เพราะผมจะพยายามแกะบทความชิ้นนั้นต่อและอาจจะได้ความกระจ่างเพิ่มขึ้นครับ

อย่างไรก็ดีนี่คือหนังที่ชอบมากที่สุดในรอบเดือนนี้ และมีโอกาสติดหนึ่งในสิบในรอบปีอย่างแน่นอนครับ

บทความอ้างอิง ชื่อ SERIALISM IN ROBBE -GRILLET L' EDEN ET APRES โดย ROYAL S. BROWN

รูปประกอบ บทความ (และหนัง) เอื้อเฟื้อโดย FILMVIRUS


edit @ 2007/01/30 15:15:43

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

#1 By sofa on 2007-01-30 11:15

love it

#2 By oui (124.121.35.135) on 2007-01-30 19:43

เขียนได้เยี่ยมมากๆเลยค่ะ แล้วว่างๆดิฉันจะมาแสดงความเห็นเพิ่มเติมนะคะ

#3 By M.Scudery Worships Thomas Koener (61.7.150.212 /192.168.0.77, 61.7.150.212) on 2007-01-31 10:23

บันทึกช่วยจำชิ้นนี้คงมีประโยชน์ไม่ใช่แค่เฉพาะกับเจ้าตัวแน่ๆ สำหรับคนอื่นก็ช่วยจำด้วยเหมือนกันนะ

ขอซูฮก นี่ขนาดดูรอบเดียวนะเนี่ย

#4 By สนธยา (124.121.59.34) on 2007-01-31 11:14

พอดีเจอข้อมูลเก่าๆเกี่ยวกับนิยายเรื่อง REPETITION ของ ALAIN ROBBE-GRILLET กับข้อมูลเกี่ยวกับ CLAUDE SIMON ซึ่งเป็นนักประพันธ์ในกลุ่มเดียวกับ ROBBE-GRILLET ก็เลยก้อปปี้มาให้อ่านค่ะ

REPETITION
http://www.amazon.com/Repetition-Novel-Alain-Robbe-Grillet/dp/customer-reviews/0802117368

http://ec1.images-amazon.com/images/P/0802117368.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056491818_.jpg

นิยายเรื่อง Repetition ประพันธ์โดยอแลง ร็อบบ์-กริเยท์ นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์แนว nouveau-roman ชื่อดังของฝรั่งเศส โดยนักเขียนในกลุ่มนี้รวมถึงมาร์เกอริต ดูราส์, มิเชล บูตอร์, คล็อด ซิมอง และนาธาลี ซาโรเต

Repetition เป็นนิยายเล่มแรกที่ร็อบบ์-กรีเยท์เขียนหลังจากหยุดเขียนไปนานถึง 20 ปี โดยนิยายเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง, สายลับ และการลวงตา โดยฉากของเรื่องนี้คือกรุงเบอร์ลินในปี 1949 ซึ่งยังคงอยู่ในสภาพทรุดโทรมหลังถูกระเบิดถล่มอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่นักวิจารณ์ให้ความเห็นว่าบรรยากาศในเรื่องนี้คล้ายคลึงกับภาพยนตร์เรื่อง The Third Man ที่กำกับโดยแคโรล รีด และนำแสดงโดยออร์สัน เวลส์ และนิยายเล่มนี้ยังมีการใช้ตัวละครประเภท doppelganger หรือบุคคลที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกันเหมือนกับนิยายของโจเซฟ คอนราดด้วย

ตัวละครเอกของเรื่องนี้คืออองรี โรแบง สายลับของฝรั่งเศสที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจลับในเบอร์ลิน ซึ่งเป็นภารกิจที่ลับมากจนแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของภารกิจนี้คืออะไรกันแน่ และเมื่อเขาขึ้นรถไฟ เขาก็ได้พบกับนักเดินทางคนหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเขาทุกอย่าง ซึ่งเขาเคยเผชิญปัญหาที่คล้ายๆกันนี้มาแล้วตั้งแต่เด็ก

อองรีปลอมแปลงโฉมตัวเองในการเดินทางครั้งนี้ด้วยการสวมหนวดปลอม และเขาก็ตกใจมากเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าขณะนี้นักเดินทางอีกคนมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเขามากกว่าตัวเขาเอง เขาเริ่มวิตกว่าปิแอร์ การ์แรง เจ้านายของเขาที่รอรับเขาที่เบอร์ลินอาจเข้าใจผิดว่านักเดินทางคนนี้คือตัวเขา และการ์แรงอาจเปิดเผยความลับที่ไม่ควรเปิดเผยให้คนอื่นรู้

เมื่อเขามาถึงเบอร์ลิน เขาก็เริ่มรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยมาที่เมืองนี้มาก่อนแล้ว และในที่สุดเขาก็ค่อยๆนึกออกว่าเขาเคยมาที่เมืองนี้ตอนที่ยังเป็นเด็กพร้อมกับแม่ของเขา นอกจากนี้ อองรียังได้เผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆมากมาย เขาได้เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรม และถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร และหลังจากนั้นเขาก็พบว่าตัวเองถูกขังอยู่ในร้านขายตุ๊กตา ซึ่งที่จริงแล้วเป็นหน้าฉากสำหรับสถานโสเภณีที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการกับผู้ที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็กในแบบซาดิสม์-มาโซคิสม์

วิลเลียม พาวด์สโตน นักวิจารณ์ของวิลเลจ วอยซ์ตั้งข้อสังเกตว่า Repetition มีการดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว และมีลักษณะบางอย่างคล้ายภาพยนตร์เรื่อง Memento เนื่องจากอองรีจะตื่นขึ้นทุกเช้าโดยแทบไม่สามารถจดจำสิ่งใดในอดีตได้ นอกจากนี้ เขายังถูกมอมยาและมีปัญหาในการแยกแยะระหว่างความฝัน,ความจริง และความทรงจำ โดยจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการใช้เทคนิคการสร้างภาพซ้ำซ้อนในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ตัวละครที่เป็นคู่แฝดเหมือน, ตุ๊กตาที่มีลักษณะเหมือนคนจริงๆ, ภาพสะท้อนในกระจก และภาพวาดแบบลวงตา

Repetition ยังมีลักษณะบางอย่างสอดคล้องกับตำนานกรีกโบราณเรื่องอีดิปุสด้วย เนื่องจากอองรีไม่แน่ใจว่าเขาเคยฆ่าพ่อของตัวเองและเคยมีความสัมพันธ์ที่เกินเลยกับแม่ของตัวเองหรือไม่ นอกจากนี้ อองรียังพบว่าตัวเองเริ่มมีปัญหาด้านสายตาคล้ายกับอีดิปุสที่ควักลูกตาของตัวเองในตำนานกรีก

ผลงานการประพันธ์ของร็อบบ์-กริเยท์รวมถึงนิยายเรื่อง The Erasers (1953), The Voyeur (1955), Jealousy (1957), In the Labyrinth (1959), A Regicide (1978), Recollections of the Golden Triangle (1978), Djinn (1981), Ghosts in the Mirror (1987) และหนังสือรวมบทความอย่าง Generative Literature and Generative Art (1983)

ร็อบบ์-กรีเยท์เคยเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Last Year at Marienbad (1961) ที่กำกับโดยอแลง เรเนส์ และนำแสดงโดยเดลฟีน ซีริก ก่อนจะหันมากำกับภาพยนตร์ด้วยตัวเอง โดยผลงานการกำกับของเขารวมถึงภาพยนตร์เรื่อง L'Immortelle (1963), Trans-Europ-Express (1966), L'Homme Qui Ment (1968) และ Eden and After (1971) ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

บทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ของร็อบบ์-กรีเยท์ สามารถอ่านได้จากหนังสือ "ฟิล์มไวรัส" ซึ่งมีขายที่ร้านคิโนะคุนิยะ ชั้น 6 เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

ร็อบบ์-กริเยท์ซึ่งมีอายุแปดสิบกว่าปีกำกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ชื่อ C

#5 By M.Scudery Worships Thomas Koener (61.7.150.212 /192.168.0.77, 61.7.150.212) on 2007-01-31 14:33

CLAUDE SIMON

ซิมอง ซึ่งเป็นนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ได้เสียชีวิตแล้วขณะอายุ 91 ปี โดยเขาเสียชีวิตในกรุงปารีสในวันพุธที่ 6 ก.ค. 2005แต่เพิ่งมีการเปิดเผยข่าวนี้หลังจากการทำพิธีฝังศพในวันเสาร์

ซิมองเคยแต่งนิยายราว 20 เล่ม เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 1985 โดยเขาเป็นผู้แต่งหนังสือ 4 เล่ม ซึ่งได้แก่ The Grass, The Flanders Road (1960), The Palace และ History ซึ่งทั้ง 4 เล่มนี้มักพูดถึงตัวละครและเหตุการณ์เดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง นอกจากนี้ เขายังแต่ง The Wind (1957) ด้วย

THE GRASS (1958)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/2707310743.08._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056552534_.jpg

THE FLANDERS ROAD
http://ec2.images-amazon.com/images/P/2707306290.08._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056552520_.jpg

ซิมองเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ของวรรณกรรมฝรั่งเศสในช่วงหลังสงคราม และมโนภาพที่ปรากฏอยู่ในนิยายของเขามาจากมโนภาพของผู้ชายที่มีความฝังใจอย่างลึกซึ้งต่อสงครามและต่อความรุนแรงในประวัติศาสตร์

ซิมองเกิดที่มาดากัสการ์ในปี 1913 โดยเขาเป็นลูกชายของทหารบกที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาเติบโตขึ้นมาภายใต้การเลี้ยงดูของแม่ในเมืองเปอร์ปิยองทางภาคใต้ของฝรั่งเศส เขาได้ไปเรียนที่กรุงปารีสและได้ไปเรียนต่อที่ออกซ์ฟอร์ดกับเคมบริดจ์ และได้เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่สอง

ซิมองถูกทหารเยอรมันจับตัวในเดือนพ.ค.ปี 1940 แต่เขาสามารถหลบหนีออกมาได้ เขาได้ไปเข้าร่วมกับหน่วยรบใต้ดินของฝรั่งเศส และเขาแต่งนิยายเล่มแรกที่มีชื่อว่า The Trickster เสร็จในปี 1945 โดยนิยายเล่มนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่ฝรั่งเศสแพ้สงครามเยอรมนีในปี 1940

ซิมองตั้งรกรากที่เมืองเปอร์ปิยองในเวลาต่อมาและทำอาชีพปลูกองุ่น

งานเขียนของเขามักเน้นนำเสนอเรื่องราวความคงทนของวัตถุสิ่งของและเรื่องราวของผู้คนที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

งานเขียนของซิมองผสมผสานแนวทางการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาเข้ากับบทบรรยายกระแสความคิดในหัวของตัวละคร โดยเขาไม่ได้ใช้เครื่องหมายวรรคตอนระหว่างเล่ากระแสความคิดของตัวละคร และส่งผลให้บางประโยคในหนังสือของเขามีความยาวถึง 1,000 คำกว่าจะจบประโยค อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์กล่าวว่างานเขียนของซิมองยังคงเป็นงานเขียนที่น่าอ่านถึงแม้จะดูเหมือนเป็นสิ่งที่น่าจะทำความเข้าใจได้ยากในตอนแรกก็ตาม

THE ACACIA (1989, CLAUDE SIMON)
http://ec2.images-amazon.com/images/P/2707318515.08._SS500_SCLZZZZZZZ_V1073407836_.jpg

THE TROLLEY (2001, CLAUDE SIMON)
http://ec1.images-amazon.com/images/P/2707317322.08._SS500_SCLZZZZZZZ_V1056552583_.jpg

#6 By M.Scudery Worships Thomas Koener (61.7.150.212 /192.168.0.77, 61.7.150.212) on 2007-01-31 14:35

เขียนได้ดีมากๆเลยครับพี่ ขอซูฮกด้วยอีกคน

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ดูหนังแล้วมีความสุขมากๆในชีวิตครั้งนึงเลย มีหนังที่ได้ดูแล้วรู้สึกชอบมากๆที่สุดในชีวิต(ถึงขั้นคลั่งไคล้)ถึงสองเรื่องในเวลาไม่กี่อาทิตย์

ขอบคุณ มากริต ดูราส (สุวันนะเค้ด สุวันเขต) ขอบคุณ อแล็ง ร๊อบ กรีเยต์ ขอบคุณ อเล็กซานเดอร์ คลูเกอร์ ขอบคุณพี่สน ขอบคุณพี่จิตร ฯลฯ

#7 By เก้าอี้มีพนัก (124.120.15.168) on 2007-01-31 18:40

ผมเพิ่งคิดเพิ่มได้เรื่อง DOUBLE
เรื่องที่ปรากฏซ้ำในหนังจะปรากฏซ้ำแค่สองครั้งโดยไม่เรียงลำดับ
เช่น ฉากยาพิษ มีสองรอบ ตอนในคาเฟ่ กับ ในคุก
ฉากปิดตาก็มีสองที คือปิดตายิงผู้ชาย กับนางเอกโดนปิดตา
DUCHMIN ตายสองทีที่โรงงาน กับตอนจบ
ผงแห่งความกลัวก็มีสองที ใน คาเฟ่ กับ ในคุก
คือในบทความที่อานเขาจะแบ่งตีมหลักของเรื่องเป็รสิบสองตีม
เสร็จแล้วเขาจะแบ่งเรื่องเป็น 5 ส่วน
1 คาเฟ่ก่อนมีDUCHEMIN
2. DUCHEMIN ในคาเฟ่
3. โรงงาน
4.ช่วงแรกในตูนิเซีย
5.ช่วงหลังในตูนิเซีย
แล้วทั้งสิบสองตีมจะปรากฏอยุ่ใน 5 ช่วงของหนังโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณืเดียวกัน
แต่แทนที่กันได้

เช่น การเต้นรำ มีทั้งการเต้นรำจริงๆ หรือการเคลื่อนกล้องในมหาลัย ที่วกไปวนมาเหมือนเต้นรำ (ในช่วงรแก)

เอ้อ คนเขียนบทความบอกว่าถ้าจำได้ ฉากแรกๆของหนัง ครูสาวจะเป็นคนเดียวกับนักเรียนที่นั่งอยู่
อันนี้ผมไม่ทันสังเกต

จะไปซ้อนกับ ฉากท้ายเรื่องที่นางเอกมีสองคน(แต่เล่นคนละคน)

แล้วเขายังบิอกอีกว่า ไอ้อีกคนที่แต่งตัวเหมือนเนางเอกอะ คือเมียผุ้กำกับ(ซึ่งเป็นผู้กำกับด้วย)

มันจึงเป็นเหมือน ตัวตนแบบ ดับเบิ้ลของผู้เล่า

#8 By filmsick on 2007-01-31 23:52

ขี้เกียจเขียนว่ะ แต่เห็นพวกเดียวกันเองทั้งนั้น ขอแจมหน่อยน่า

เพิ่งรู้ว่าคู่เหมือนของนางเอกเป็นเมียรอบบ์ กรีเยต์ เพราะใน Trans Europ-Express ทั้งผัวเมียก็เล่นด้วยกันทั้งเรื่อง
แต่หน้าตาในเรื่องนั้นไม่เห็นเหมือนในเรื่องนี้เลย

ข่าวว่า แคธเธอรีน รอบบ์ กรีเยต์ ก็แต่งนิยายน่าสนใจเหมือนกัน รู้สึกมีคนแปลภาษาอังกฤษอยู่ 2 หรือ 3เล่ม เป็นแนว อคโกแล้ตรสเสียวฟัน M&M (S&M) เสียด้วย

ถ้าใครอยากอ่านหนังสือ รอบบ์ กรีเยต์ ก็มาเอาที่นี่นะ ลืมไปว่าซื้อมาหลายเล่มเหมือนกัน สารภาพว่าอ่านไม่จบ แหะ แหะ ปวดหัว เล่มประวัติบันทึกส่วนตัว Ghost in the Mirror ก็มี ว่าไปชื่อหนังสือมันไปกันได้กับแนวหนังเขานะ

เขามีนิยายเรื่องหนึ่งชื่อ The Voyeur หนังของเขามักจะมีเรื่องถ้ำมอง หรือการถูกจับตาดูของผู้ชายเหมือนกัน ผู้ชายชอบแอบดูผู้หญิง มุมมองที่ส่อไปในทางเพศและความตาย ทุกเรื่องต้องมีสาวทรมาน และคน (ส่วนใหญ่ผู้ชาย) เห็นผู้หญิงถูกทรมาน ฆาตกรรม

โอ้ย ดูแล้วปวดฟัน บอกหมอเอาอีก ๆ


#9 By สนธยา (124.121.60.18) on 2007-02-01 10:28

ที่จริง แนวทางหนังสือแบบนูโวโรม็อง แบบของร็อบบ์ กรีเยต์ น่าจะได้รับอิทธิพลมาบ้าง ไม่มากก็น้อย หรือแตกตัวเป็นสาขาย่อยมาจากงานเขียนของ Jorge Luis Borges บิดางานเขียนแนวอิงปริศนาความคิด จักรวาลห้องสมุดวรรณกรรมและเรื่องเล่าโบราณ อ่านเรื่องเขาได้ใน bookvirus 2 (โฆษณาหน่อย) แต่เรื่องสั้น 2 เรื่องที่คุณแดนอรัญแปลลงในเล่มนั้น คงไม่สามารถแทนภาพงานของเขาได้เท่าไหร่ ต้องลองไปอ่านเรื่องที่เคยมีแปลในสยามรัฐ ไว้จะค้นมาให้ ถ้าอยากอ่าน

ตอนหนัง ดอกฟ้าในมือมารของเจ้ย ไปฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังร็อตเตอร์ดัม ยังมีนักวิจารณ์ชาวดัทช์เขียนเทียบกับงานของ Borges ด้วย

แล้วอีกเล่มหนึ่งที่บอกไปแล้ว หนังสือของ Italo Calvino ที่มีแปลชื่อ "หากค่ำคืนหนึ่ง ในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง" ก็ลองไปอ่านดู แนวทางไม่หนีกันจาก ร็อบบ์ กรีเยต์ เท่าไหร่

เสียดายคนดูหนังร็อบบ์ กรีเยต์ เกิดช้าไปนิดนึง ไม่งั้นเราคงได้เอาฟิล์ม L' Immortelle, The Man Who Lies ,Trans-Europ Express 3 เรื่องแน่ะ มาฉายดูกันทั้งชุด คิดถึงฟิล์มพวกนั้นจริง ๆ ตอนพี่ฉายเมื่อก่อน ไม่เห็นมีคนแคร์เลย

#10 By สนธยา (124.121.60.18) on 2007-02-01 10:46

ตอบคุณสนธยา

พูดถึง ITALO CALVINO แล้ว ก็เลยมาทำลิงค์ไว้ให้ค่ะ เพราะคุณ LAUGHABLE LOVES เคยเขียนถึงหนังสือของ ITALO CALVINO เอาไว้ 3 เล่ม ซึ่งได้แก่
1.IF ON A WINTER

#11 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.150.27 /192.168.0.77, 61.7.150.27, 61.7.150.27) on 2007-02-02 09:29

พึ่งขอยืมงานวิทยานิพนธ์ที่เป็นบทแปลและบทวิเคราะห์ โมเดราโต ของ มาร์กริต ดูราส มาจากหอสมุดป๋วยที่รังสิตครับ ไม่รู้พี่ๆได้อ่านกันหมดรึยัง แต่ยังไงจะซีรอกซ์ไปให้ครับ

#12 By เก้าอี้มีพนัก (124.120.16.153) on 2007-02-03 12:52

ตอบน้องเก้าอี้มีพนัก

ยังไม่เคยอ่านค่ะ และยังไม่เคยดูหนังเรื่อง MODERATO CANTABILE (1960, PETER BROOK) ด้วยเหมือนกัน

#13 By M.Scudery Worships Harun Farocki (203.156.89.49) on 2007-02-03 15:09

เพิ่งนึกออกว่า เคยอ่านเรื่อง Exercises in Style ของ Raymond Queneau เรื่องนี้ก็ใช้การเล่าเรื่องเหตุการณ์เดียวกันแต่เล่าหลายแบบ หลายภาษา หลายมุมมองออกมาเป็นมุมมองต่างกันร้อยครั้ง น่าจะไปกันได้กับ รอบบ์ กรีเยต์ ในระดับหนึ่ง เหมือนกัน

Queneau คือคนแต่ง Zazie dans le Metro ที่ Louis Malle เอาไปทำหนัง

เรื่อง Moderato Cantabile เคยดูที่สมาคมฝรั่งเศส ชอบเหมือนกัน ตัวเรื่องเป็นแบบมาร์เกอริตเป๊ะ แต่สไตล์การเล่าเรื่องดูโบราณกว่า และในเรื่องฌอง ปอล เบลมองโดก็ดูผิดที่ผิดทาง เหมือนเล่นหนังผิดเรื่อง รู้สึกเจอราร์ด เดอปาดิเญอในหนังที่มาร์การิตกำกับเรื่อง Nathalie Granger จะดูดีกว่ามาก

เหตุที่ดูไม่ค่อยดีอาจต้องโทษ Peter Brook ที่กำกับเก่งแต่ละคร แต่เรื่องหนังคงไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่มั้ง เพราะ Lord of the Flies ก็ดูทื่อ ๆ ชอบกล

อยากเห็นวิทยานิพนธ์ดูราสเล่มที่ว่า จากน้องเก้าอี้ว่าหน้าตาเป็นยังไง

#14 By สนธยา (124.121.60.11) on 2007-02-03 16:51

EDEN AND AFTER (1970, ALAIN ROBBE-GRILLET, หนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดในชีวิต)

เนื่องจากคุณ FILMSICK เขียนถึงภาพยนตร์เรื่อง EDEN AND AFTER ไว้ได้อย่างถูกใจดิฉันมากๆที่บล็อกนี้


ดิฉันเลยขอเสริมความเห็นของตัวเอง+ข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไว้ด้วยค่ะ โดยข้อมูลเกี่ยวกับ ALAIN ROBBE-GRILLET นั้น ส่วนใหญ่จะมาจากหนังสือ THE FRENCH NEW NOVEL (1969) ของ JOHN STURROCK เนื่องจากดิฉันอ่านบทความในหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นว่าผลงานนิยายของ ALAIN ROBBE-GRILLET (ขอเรียกสั้นๆว่า ARG) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับหนังของเขามาก อีกทั้งนิยายหลายเรื่องของเขาก็เคยดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ ก็เลยขอคัดลอกเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้บางส่วนมาให้อ่านกันด้วยค่ะ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคุณ FILMSICK, น้องเก้าอี้มีพนัก และคนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง EDEN AND AFTER ซึ่งเปิดฉายในกรุงเทพไม่น้อยกว่า 4 ครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

(หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะดิฉันเคยดูหนังที่กำกับโดย ARG แค่ 2 เรื่องเท่านั้น และแทบไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับ ARG เลยแม้แต่นิดเดียว)

ARG เป็นหนึ่งในนักประพันธ์กลุ่ม NOUVEAU ROMAN ที่เริ่มโด่งดังขึ้นมาในฝรั่งเศสในทศวรรษ 1950 โดยนักประพันธ์กลุ่มนี้ไม่ได้รวมตัวเป็นกลุ่มกันขึ้นมาเอง พวกเขาเป็นนักประพันธ์ที่แต่ละคนต่างก็ทำงานของตัวเอง และมีลักษณะแตกต่างกันมากในงานเขียนของแต่ละคน แต่ก็มีจุดร่วมกันบ้างเช่นกัน โดยนักวิจารณ์บางคนในยุคนั้นเป็นผู้คิดศัพท์ NEW NOVEL ขึ้นมาใช้เรียกนักประพันธ์กลุ่มนี้อย่างหลวมๆเพื่อความเข้าใจได้โดยง่ายสำหรับผู้อ่านบทวิจารณ์ ซึ่งการเรียกเช่นนี้สร้างความไม่พอใจให้นักประพันธ์บางคนในกลุ่มนี้ที่อยู่ดีๆตัวเองก็ถูกเหมารวมว่าเป็นพวกเดียวกับนักประพันธ์คนอื่นๆ

นักประพันธ์ในกลุ่ม NOUVEAU ROMAN หรือ NEW NOVEL นี้รวมถึง

1.NATHALIE SARRAUTE ซึ่งเขียนนิยายเรื่องแรกในปี 1939

รูปของ NATHALIE SARRAUTE
http://www.uni-stuttgart.de/lettres/projekte/bilder/galeri/16.jpg

ปก LA PLANETARIUM ของ SARRAUTE
http://ec1.images-amazon.com/images/P/207036092X.01._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg

ปก LA USAGE DE LA PAROLE ของ SARRAUTE
http://ec2.images-amazon.com/images/P/2070374351.08._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg

ปกหนังสือ ENFANCE ของ SARRAUTE
http://ec1.images-amazon.com/images/P/2070376842.08._SS500_SCLZZZZZZZ_.jpg

ปก L

#15 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.150.217 /192.168.0.52, 61.7.150.217, 61.7.150.217) on 2007-02-05 01:08

นักวิจารณ์บางคนบอกว่าจุดร่วมกันของนักเขียนกลุ่ม NEW NOVEL คือการแสดงให้เห็นการทำงานของผู้แต่งนิยายในตัวนิยาย ซึ่งจุดนี้เห็นได้ชัดใน EDEN AND AFTER ที่เราได้เห็นว่าเรื่องราวในหนังเรื่องนี้อาจจะเกิดจากการเสกสรรค์ปั้นแต่งของตัวละครในเรื่อง อย่างเช่น

1.การแสดงในช่วงต้นเรื่องเกิดจากการแต่งเรื่องแต่งราวของเหล่านักศึกษา

2.เหตุการณ์ในช่วงต่อๆมาอาจจะเป็นได้ทั้ง

2.1 จินตนาการของ VIOLETTE ขณะที่เธออยู่ในห้อง

2.2 VIOLETTE กับเพื่อนๆเดินทางไปเล่นสนุกตามบทบาทของตัวเองที่เกาะเจอร์บา

2.3 เรื่องราวที่ชายแปลกหน้าเป็นผู้แต่งขึ้นมา

ดิฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจริงๆแล้วเหตุการณ์ส่วนใดใน EDEN AND AFTER เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งหรือเป็นการแสดงตามเรื่องแต่ง เพราะดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะทำให้ดิฉันต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเองในเกือบทุกฉากที่เหตุการณ์ดำเนินไป อย่างไรก็ดี

#16 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.150.217 /192.168.0.52, 61.7.150.217, 61.7.150.217) on 2007-02-05 01:09

ข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆเกี่ยวกับ ARG

--ARG และ BUTOR มีความเห็นตรงกันว่า

#17 By M.Scudery Worships Harun Farocki (61.7.150.217 /192.168.0.52, 61.7.150.217, 61.7.150.217) on 2007-02-05 01:10

ขอบคุณนะคะ กำลังหาบทความไปใช้วิเคราะห์ในการเรียนพอดี open-mounthed smile

#18 By คนไร้ใจ (58.147.37.198) on 2008-07-30 07:12

เขียนได้เยี่ยมมากๆเลย

#19 By iJigg (124.121.135.204) on 2009-11-19 10:53

ผมเพิ่งได้ดูครับและขอบคุณเอ็นทรี่นี้มากๆสำหรับความรู้เพิ่มเติม

Hot!

#20 By Seam - C on 2010-01-09 16:55