4:30 ช้าเกินกว่าที่จะหลับ และเร็วเกินกว่าที่จะตื่น
posted on 26 Jan 2007 00:12 by filmsick in alienation
ทุกคืนตอนตีสี่ครึ่ง เสี่ยวหวู่ผู้ไม่เคยนอนหลับจะลุกจากเตียง แล้วแอบย่องมายังห้องข้างๆ เปิดประตูเพียงเบาๆ ใช้ฟากโทรศัพท์มือถือ ส่องดูข้าวของตรวจสอบความเป็นไปของคนในห้อง
เสี่ยวหวู่เป็นหนุ่มน้อยอายุ 15 อาศัยอยยู่ในอพาร์ทเมนท์แคบๆ แม่ไปธุระต่างเมือง แล้วทิ้งเขาไว้ให้ดูแลตัวเอง โดยมีเพื่อนร่วมบ้านเป็นคุณน้าชาวเกาหลีที่นอกจาจะพูดกันไม่รุ้เรื่อง ยังเอาแต่หมกตัวในห้องไม่ก็เมามาย
เสี่ยวหวู่เบือหน่ายโรงเรียน วันๆเอาแต่กินยาน้ำแก้ไอ ไม่หลับไม่นอน ดูละครที่ฉายซ้ำจนจำบทพูดได้ทั้งหมด พอตีสี่ครึ่งก็แอบเข้าไปในห้องคุณน้าเกาหลี สำรวจข้าวของ เปิดเพลงที่คุณน้าฟัง แอบขโมยชิ้นส่วนข้าวของ แอบถ่ายรูป แล้วเอามาแปะไว้ในสมุดที่ทำจากหนังสือเก่า
คุณน้าเกาหลีนั้นวันๆไม่ทำอะไร ถ้าไม่ออกข้างนอก เขาก็จะเมามายร้องให้อยู่ตรงหัวบันใด ฟังเพลงน้ำตาไหลไปวันๆ

ในโลกที่ทั้งคู่เหมือนคนถูกทอดทิ้ง เสี่ยวหวู่ขยับเข้ามายึดเกาะคุณนาชาวเกาหลีที่เขาไม่เคยคุยด้วย ไว้เป็นเหมือนกับฟาง้ส่นสุดท้ายก่อนที่เขาจะต้องจมหายไปในความเดียวดาย
นี่คือผลงานล่าสุดของROYSTON TAN ผู้กำกับหนุ่มชาวสิงคโปร์ เจ้าของหนังอย่าง 15 ที่เหล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นสุดห่ามของสิงคโปร์ หรือหนังสั้นเรื่องดังอย่าง CUT ที่ท้าทายกับระบบเซนเซอร์ของสิงคโปร์ และในหนังเรื่องนี้เขาได้ ERIC KHOO (ผู้กำกับสุดรักอีกคนของเรา) มาเป็นPRODUCER ให้
ผลลัพทธิ์ของหนังนั้นออกมาในสภาพที่คล้ายคลึง ซ้อนทับ กับหนังของผู้มาก่อนหน้ามากมาย ทั้งกับERIC KHOO เอง ไล่เรื่อยไปจนถึง TSAI MING LIANG หรือ WONG KAR WAI หนังออกมานิ่ง เงียบ เรียบเรื่อด้วยการแช่ภาพในสถานที่สามัญดาษดื่น ดึงเอาหลืบมุมซ้ำซากให้ออกมาดูดี เรื่องเล่าของผู้คนโดเดี่ยวเดียวดายในโลกที่เขาสร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเองจากคนรอบข้าง การสื่อสารที่ไปไม่ถึงไหน ความสัมพันธ์ขาดพร่องครึ่งๆกลางๆที่เป็นเสมือนการหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้ตัวเองต้องสาบสูญไป อารมณ์เปลี่ยวเหงาเคว้งคว้างไร้คนเข้าใจ
หนังจึงกลายเป็นเพียงการผลิตซ้ำ วาทกรรมความเหงา ทีเป็นเสมือนหมุดหมายของคนร่วมสมัยหลายคนในโลกปัจจุบัน ที่ผู้คนพากันนิยม ความเดียวดายอย่างโรแมนติค-
แต่ดูออกจะเป็นการกล่าวร้ายเกินไปถ้าจะมองหนังเรื่องนี้เป็นเพียงหนังCliche เรื่องหนึ่ง เพราะเอาเข้าจริงตัวหนังก็มีประเด็นน่าสนใจมากมายให้หยิบยกพูดถึง

ท่ามกลางอารมณ์ถวิลหาหม่นเศร้า ตัวหนังก็อบอวลด้วยบรรยากาศ HOMOEROTIC แม้หนังจะไม่ได้แสดงออกมาตรงๆ ว่าเสี่ยวหวู่ตกหลุมรักน้าเกาหลี แต่หลายพฤติกรรมก็ส่อนัยไปในทางนั้น ไม่ว่าจะเป็นฉากที่คุณน้ามายืนฉี่ต่อหน้าขณะที่เขากำลังอาบน้ำ การลอบขโมย ขนเพชร ของคุณน้ามาแปะสมุด ไล่เรื่อยไปจนถึงการทำให้เรารู้สึกถึง ความเป็นหญิง- ฝนตัวเสี่ยวหวู่ บทละครที่เขาท่องออกมาตอนนอนดูทีวีเป็นบทผู้หญิง และ การเฝ้าคอยจัดหาอาหาร ไอศกรีม ก็เป็นพฤติกรรมที่ เป็นหญิง- อย่างยิ่ง เอาเข้าจริง อารมณ์ แบบรักร่วมเพศในหนังนั้นหากน้อยหรือมากเกินไป อาจทำลายหนังได้ เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นเพียงเด็กชายที่เพิ่งเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม โชคดีที่ ROYSTON TAN คุมโทนในส่วนนี้ออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะมันจึงดูคลุมเครือ อบอวล และไม่หวือหวาจนน่าตกใจ
และในอีกฐานะหนึ่ง ตัวละครเสี่ยวหวู่ ก็ถูกนำมาใช้วิพากษ์วิจาณ์ประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน ที่พ่อแม่ทำงานจนต้องทิ้งเด็กๆให้ผเชิญโชคลำพัง ในขณะที่ครูก็ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากการเสริมแต่งความรุนอรงเชิงโครงสร้าง ฉากที่ครูพยายามจะยื้อแย่งสมุดของเสี่ยวหวู่ โดยมีไม้อันใหญ่เป็นอาวุธเป้นแกที่รุนแรงและชวนให้ประหวัดถึงระบบคิดบ้าอำนาจที่ปลูกฝังกันในสถานศึกษษ ผ่านทางการใช้อำนาจของครูบ้าอำนาจเหล่านั้น
และที่เสี่ยวหวู่ทำได้ก็เพียงหลบหนีไปสร้างโลกของตัวเองขึ้น ในโลกนั้น คุณน้าเกาหลีเป็นพ่อและเป็น IDOL ของเขา พวกเขามีชีวิตแสนสุข แม้ที่จริงจะไม่เคยคุยกันเลย ในฉากหนึ่งที่เสี่ยวหวู่อ่านเรียงความเรื่องเกี่ยวกับคุณน้า เขาเขียนมันออกมาได้ดีมาก แต่สิ่งที่เขาได้รับคือการทำโทษจากคุณครู เพราะว่าเขาเขียนไม่ครบจำนวนคำตามที่สั่ง!
และเลยพ้นไปจากความเป็นเด็กและความเป็นรักร่วมเพศ นี่คือหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์เจ็บปวดที่เราพบเสมอๆในชีวิต การเฝ้ามองและใกล้ชิดกับใครสักคน เพื่อที่จะพบว่าเขาจะผ่านเราไปในวันหนึ่ง วันที่เสี่ยวหวู่และคุณน้าเข้าใกล้ที่สุด เป็นคืนสุดท้ายอันเศร้าสร้อย ที่สุด เสี่ยวหวู่ผู้ซึ่งประกอบภาพคุณน้าส่วนตัวขึ้นจาก ขนในที่ลับ ภาพถ่าย หรือรอยน้ำตาบนเสื้อกล้าม ค้นพบว่าคุณน้าคนที่อยู่ในสมุด กับคุณน้าจริงๆใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป
โดยส่วนตัว(ไม่เกี่ยวกับคุณงามความดีของหนัง) ผมพบว่าตัวเองอินกับหนังเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะฉากความรุนแรงในโรงเรียน อาการเปลี่ยวเหงาแปลกแยกของเสี่ยวหวู่ แน่นอนมันอาจเกิดจากการมีภูมิหลังบางประการของผู้เขียนที่สอดคล้องต้องกันกับตัวละคร ทำให้หนังเรื่องนี้ โดน มากกว่าที่คิด

แต่ที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดคือฉากจบ เพราะโดยทั่วไป หนังในแนวทางนี้มักเลือกจบแบบ COMING OF AGE เสี่ยวหวู่เรียนรู้ความเจ็บปวดแล้วเติบโตขึ้น แต่ในหนังเรื่องนี้กลับเลือกจบด้วยการบอกว่าในที่สุดเสี่ยวหวู่ไม่ได้ออกมาจากโลกของตัวเอง เขากลับเลือก ปิดตายและขังตัวเองไว้ในนั้น การให้หนังจบลงด้วยการทาสีดำที่หน้าต่างบานเกล็ด จึงเป็นการจบที่เจ็บปวดและดิ่งลึกลงอย่างยิ่ง
ตีสี่ครึ่งเป็นเวลาที่คนฆ่าตัวตายมากที่สุด เพราะมัน ดึกเกินกว่าที่จะหลับ และเร็วเกินไปที่จะตื่น ROYSTAN TON เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไว้เช่นนั้น และในตอนจบของหนัง เสี่ยวหวู่ส่องไฟฉายมายังคนดู กระพริบแสงร้องขอความช่วยเหลือที่เราให้ไม่ได้ เพราะเราอาจจ่างติดอยู่ใน ตีสี่ครึ่งของตัวเอง ช้าเกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่ และเร็วเกินกว่าที่จะยอมรับ

เพิ่งรู้เหมือนกันว่าช่วงเวลา 4:30 เป็นช่วงเวลาที่คนฆ่าตัวตายกันมากที่สุด เพราะตัวเองก็มักจะนอนไม่ค่อยหลับและชอบตื่นนอนมาตอนช่วงนี้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากฆ่าตัวตายแต่อย่างใด แค่คิดว่าเมื่อไหร่จะเช้าสักที ถ้ายังไม่หลับอีกเดี๋ยวจะลุกขึ้นไปตักบาตรแล้วนะ พระกำลังจะออกบิณฑบาตรพอดี
#1 By black forest (125.24.163.164) on 2007-01-26 01:20