AFTERNOON TIME บรรยากาศยามบ่าย
posted on 22 Jan 2007 20:00 by filmsick in made-in-thailandหญิงสาวคนหนึ่งวันหนึ่งเธอเปิดร้านกาแฟ ชื่อ white loft café เธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอาณาเขตสีขาวเจือน้ำเงินนั้น ฟังเพลงบรรเลงเก่าแกในเทปคาสเซตต์ซ้ำไปซ้ำมา โทรศัพท์หาปลายสายว่างเปล่า ซ้ำไปซ้ำมา ทุกวันจะมีคนมาส่งของ และเธอเริ่มจะผุกสัมพันธ์กับเขา แต่เขาก็หายไป จนกระทั่งเธอพบเพื่อนเก่านักดนตรีข้างถนน และตัดสินใจ ปิดร้านลง
เรื่องมีเท่านี้เอง และน้อยลงกว่านี้เมื่อหนังที่มีความยาวชั่วโมงครึ่ง เรื่องนี้ทิ้งคนดูค้างๆว้ในอากาสยามบ่าย อันหม่นซึม หนืดเนือย และแทบไร้ความเคลื่อนไหว จากต้นจนจบ หนังเพียงแค่ถ่ายภาพตัวละครในสถานที่เดิม กระทำสิ่งซ้ำๆเดิมๆโดยลำพัง ทิ้งช่วงว่างยาวนานจนบรรดาคนดูผู้ไม่ทนทานต่อหนังจังหวะช้าต้องพับไปก่อน
นี่คือหนังไทย ฝีมือคุณ ทศพล บุญสินสุข ผมไม่เคยดูหนังของเขามาก่อน และได้ดุหนังเรื่องนี้ด้วยความช่วยเหลือ ของ ราชินีหนังมืด Madeliene de Scudery (ซึ่งเธอชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆ) และหลังจากหนึ่งชั่วโมงครึ่งอันยาวนานและดูน่าเบื่อมากๆนั้นจบลง ผมก็รู้สึกลึกๆ
ความน่าเบื่อนั้นงามยิ่ง !
ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็นหนังจังหวะช้าๆ จากคนทำหนังไทย (จะว่าไปไม่ว่าชาติไหนก็ทั้งนั้น ) ความเชื่องช้า และเวลาของหนังที่ดูเหมือนยืดยาวออกไป ไม่สิ้นสุด นั้น ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อสอดแทรกฉากเล็กฉากน้อย ให้ตีความ มันเพียงบังเกิดอยู่ไม่ได้ซ่อนความขำขื่น แบบหนังของ TSAI MING LIANG ให้อารมณ์สงบซ่อนนัยยะฝีกล้องแบบ โหวเสี่ยวเชี่ยน หรือ เข้มข้นทรงพลังแบบ BELA TARR หรือเหล่าปรมาจารย์หนังช้าทั้งหลาย
การให้จังหวะอันเชื่องช้าของหนัง ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า การสร้าง - เวลา - ขึ้น หนังให้ชื่อไทยว่า บรรยากาศยามบ่าย และชื่ออังกฤษว่า AFTERNOON TIME บรรยากาศของหนังอันอ้อยอิ่งทำให้ตัวละครหลักที่สำคัญของหนังไม่ใช่ตัวละครคนใดคนหนึ่ง หากแต่คือ เวลา- และ บรรยากาศ- เพลงเดิมที่เล่นซ้ำไปซ้ำมา เรื่องราวที่ไม่คืบหน้าไปไหน ส่งผลน่าสนใจเมื่อเพลงนั้นจบลง เพราะมันทำให้ความเงียบหลังจากนั้นดูยะเยือกขึ้น
แต่ภายใต้ความอืดเนือยของหนัง หนังกลับมีบรรยากาศเหนือจริงอวลลอย อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านที่แทบไม่มีลูกค้า หรือฉากหนึ่งที่ผมชอบมากเมื่อเธอแต่งตัวแบกเป้ ทำท่าจะไปเที่ยว แต่กลับเดินออกไปแล้วเปิดประตูเข้ามาในร้านเดิม กระทั่งปูถุงนอนนอนบนพื้นร้าน ราวกับจะบอกว่าไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน ร้านนี้ก็ติดตามเธอไปทุกที่ หรือในฉากที่เทปคาสเซตต์ของเธอพันกับเครื่องแล้วขาด ม้วนเทปขยุกขยุยก็นองเลือด ไปจนถึงวันฝนตกที่เธอได้คุยกับหนุ่มส่งของ จู่ๆ ประตูร้านก็เกิดเปิดไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ
และหลังจากฉากนั้น เธอเลิกโทรศัพท์ (ที่ไม่มีคนรับสาย) แล้วหันมาวาดรูปเด็กหนุ่มในหอบถุงข้าวของแทน
ราวกับว่าในบรรยากาศยามบ่าย ความสัมพันธ์ที่ต้องการมาถึงช้าเสมอ หลังจากพบกัน เด็กหนุ่มก็หายตัวไป (อาจจะเหมือนกับคนปลายสายในหมายเลขที่เธอโทรหา ) และเมื่อพบกันอีกครั้ง ( บางที หนุ่มนักดนตรีคนนั้นอาจเป็นคนที่เธอโทรหา มาตลอด) พวกเขาก็ไม่มีอะไรจะพูดกันอีกแล้ว นอกจากรื้อเก็บความสัมพันธ์อันไม่เหมาะเจาะแก่เวลาลงลังไปเท่านั้น
แม้หนังจะออกมาหน่วงช้า และ ตรึงบรรยากาศยามบ่ายไว้ได้อย่างน่าสนใจมากๆ (และโดยส่วนตัวผมชอบมากๆ ) หนังยังมีปัญหาเล็กน้อยจากการที่นักแสดงนำหญิง ซึ่งดูเหมือนไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ที่จริงเธอต้องแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง อาการประดักประเดิดใน การแสดงของเธอในบางส่วนจึงทำลายความสมจริงและความเหนือจริงของหนังลงไปพอแรง
หากแต่ในฐานะของหนังยาวอิสระ นี่คือหนังไทยที่น่าสนใจมากๆ จนอยากดูผลงานหนังสั้นเรื่องอื่นของคุณทศพล ทั้งก่อนหน้าและหลังจากหนังเรื่องนี้
และนี่คือการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า เลยพ้นไปจากหนังสตูดิโอ หนังอิสระของไทยน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ที่ไหนในโลกครับ
สำหรับใครที่อานแล้วอยากชม ผมไม่สามารถช่วยอะไรท่านได้ครับ เพราะผมก็พึ่งใบบุญเขามาเหมือนกัน แหะๆ
อ่านความเห็นของ Madelien de Scudery เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ
http://celinejulie.blogspot.com/2006_01_01_celinejulie_archive.html

จึงใคร่ขอความร่วมมือจากท่านเจ้าของเว็บบล็อกนี้ ถ้าไม่เป็นการรบกวนกรุณาติดต่อกลับมาที่ greentea_sp@hotmail.com
ถ้าขอความนี้เป็นการรบกวนท่าน ผมก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ และก็ต้องขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับท่านที่ให้ความร่วมมือครับ
#1 By greentea (125.24.132.78) on 2007-01-22 22:37