MIND GAME นิพพานของนิชิในท้องปลาวาฬชรา
posted on 18 Jan 2007 09:00 by filmsick in humanism
นี่คือเรื่องการผจญภัยสุดระทึก นี่คือหนังยากูซ่ามหาโหด นี่คือหนังรักหวานกว่าหวาน นี่คือหนังสุดเซกสืที่นางเอกนมโตเท่าแตงโม นุ่งชุดวาบหวิวตลอดเวลา คือหนังที่จะทำให้หัวใจพองโต นี่คือหนังที่แสนซับซ้อนสับสน นี่คือหนังที่ใช้พลังทางศิลปะครบทุกรูปแบบ นี่คือหนังที่โอว โอ้วว ว้าววว อ๊ายยยยยยยย!
ไม่ว่าจะเลือกคำขึ้นต้นว่าอย่างไรมันก็ใช้กับหนังเรื่องนี้ได้ทั้งหมดแหละครับ! (ผู้พูดแสดงสีหน้าสุดระทึก)
ใช้ได้ทั้งหมด!! ( ผู้พูดแสดงสีหน้าสุดระทึกขั้นกว่า)
ใช่โคตรๆ!!! (ผู้พุดทำสีหน้าสุดระทึกขั้นสุด ขณะที่ทำหล่อไปด้วย)
เอาล่ะ พอแล้ว กลับไปตั้งต้นกันใหม่ เอาใหม่ตั้งแต่ต้นเลยนะ นี่คือเรื่องเล่าของพ่อยอดายนายนิชิ นักเขียนการ์ตูนกระป๋องกระแป๋งสุดแสนจะขี้แพ้ นายนิชิ แอบรักน้องเมยอง เพื่อนรักที่เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาล ตอนมัธยม พวกเขาแลกเปลี่ยนจดหมายรักกันอยู่สามปีเต็ม โดยไม่พุดกันเลย แค่เดินสวนกันเท่านั้น อยู่มาวันหนึ่งเมยองก็มาบอกว่า มันจะเป็นยังไงถ้าเธอคบคนอื่น!
หนำซ้ำพ่อหนุ่มนิชิ ยังเห็นเธอเข้า เลิฟโมเต็ลอีกอ่ะ !!!!
แต่ชีวิตก็ดำเนินต่อไป ไอ้หนุ่มนิชิ ยังแอบรักน้องเมยองเสมอ เมื่อทั้งคู่พบกันคืนนั้น น้องเมยอง พานิชิไปที่ร้านเหล้าของพ่อ จอมซ่าส์ ที่เพิ่งไปคั่วเด็กสาวคราวลูก มาเป็นแฟน แต่ยังไม่ทันไร ไอ้หนุ่มสิบล้อแฟนเมยองก็เข้ามานร้าน ท่าทีอี๋อ๋อ (นี่มันหนังรักสามเส้านี่นา คนอ่านรำพึงด้วยท่าทีสุดระทึก)
แต่ที่ตามมาคือไอ้ยากูซ่าจิตป่วนสองคน ที่ตามล่าพ่อของเมยอง (ที่ชิ่งได้รวดเร็วยิ่ง) มันบุกเข้ามาพังร้าน ข่มขืนเมยอง แลเวเป่าตูดนิชิ ดับอนาถ!
หนังจบ!
(อ๊าย หนังบ้าอารายฟะ คนอ่านรำพึงด้วยท่าทีที่ผู้เขียนเริ่มระทึกเพราะอาจโดนเตะ! ) (ไหนล่ะนม!)

เอ่อ เอาเป็นว่ารู้เรื่องย่อเท่านี้ก่อนแล้วกัน เพราะนี่มันแค่สิบห้านาทีแรก แล้วหลังจากนั้น คือทุกสิ่งที่ว่ามา(โปรดกลับไปอ่านย่อหน้าแรก ) จึงได้โอกาส ระเบิดเถิดเทิง !!!!!!!!!!
สำหรับท่านที่ต้องการบทความภาพยนตร์ปกติ เอาล่ะมาเริ่มกันตรงนี้ครับ
MINS GAME เป็นหนังอนิเมชั่นเรื่องแรก ของ MASAAKI YUASA (ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นลูกทีมในการ์ตูนชินจัง และ CAT SOUP ) ที่สร้างขึ้นจากการ์ตูนเรื่องเดียวกันของROBIN NISHI (ซึ่งมารับทหน้าที่เขียบบทหนังเอง และให้ตัวเอกใช้ชื่อ NISHI ชื่อเดียวกับตัวเองอีกต่างหาก)
แต่เพียงแค่ทำเรื่องแรก MIND GAME ก็กลายเป็นอนิเมชั่นสุดมันไปแล้ว
คอหนังอาจคุ้นเคยกับ หนังการ์ตูนยกระดับจิตใจจากค่าย GIBHLI หรือ การ์ตูนที่มีเรื่องชีวิตเข้มๆของ SATOCHI KON หรือการ์ตูนหุ่นยนต์อย่างEVANGELIAN ไปจนถึงการ์ตูนวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาอย่างAKIRA และสำหรับคอการ์ตูนพวกเขาก็อาจจะดูมาหลากหลาย แต่ไม่มีการ์ตูนเรื่องไนเหมือนเรื่องนี้

มันไม่ได้สวยสดงดงามเปี่ยมจินตนาการ หรือจ้นเมด้วยอารมณื ไม่มีหุ่นยนต์ สุดเท่ (และเรื่องเศร้าๆ) ไม่มีประเด็นวิทยาศาสตร์อันหนักหน่วง(และหนักแน่น) แต่ที่มันเป็นกลับคือ การ์ตูนบ้าๆบอๆ ที่เดินเรื่องเหมือนดับเครื่องชน พุ่งไปข้างหน้าโดยไม่มีจุดหมายจะให้กลืนเป็นเรื่องเดียวกัน หนำซ้ำ มันยังใช้เทคนิคทุกแบบเท่าที่พอจะคิดได้ตั้งแต่การซ้อนหน้าคนลงในการ์ตูน การสร้างCG สุดอลัง ไปจนถึงการใช้สีน้ำมัน การใช้เทคนิคภาพตัดปะ จนกหนังแทบจะกลายเป็นวีดีโออาร์ตโชว์เทคนิค เจ๋งๆไป

จุดเด่นของการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นับตั้งแต่ โอซามุ เทสึกะ ปรมาจารย์มังงะ วาด ไอ้หนูปรมาณูจนถึงตอนนี้คือการไม่ยอมให้การ์ตูนเป็นเพียงสมบัติของเด็กๆ การที่ในญี่ปุ่นการ์ตูนเป็นของทุกคนตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยทำงาน ไอ้หนุ่มโอตาขุหน้ามัน จนถึงเด็กตัวเล้กๆ ทำให้การ์ตูนญี่ปุ่นกลายเป็นกำลังหลักในการพาจินตนาการผู้คนไปสุดขอบโลก ได้อย่างน่าทึ่ง และในคนรุ่นผู้เขียน (รวมถึงรุ่นก่อนหน้าสักเล็กน้อย) ร้อยละเจ็ดสิบ ล้วนโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น เรียนรู้คุณค่าการมีชีวิต เปิดเปลือยประสปการณืทางเพศ รุ้จักความรุนแรง และเติมเต็มจินตนาการตัวเองก็ด้วยการ์ตูนญี่ปุ่น ดังนั้นจึงไม่ช่เรื่องยากที่เราจะเข้าถึงแนวคิด กระทั่งวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น (ลองคิดดู ว่าเรารู้จักขนมโดรายากิ ของโดเรมอน มากกว่า ขนมไทยในรั้วในวังบางอย่างเสียอีก) และนี่คือข้อพิสูจน์ว่าการ์ตูนเป็น พลังทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง สำคัยเกินกว่าจะต้องตกอยู่ใต้กรอบศีลธรรมอันดีงามเวอร์ชันกระทรวงวัฒนธรรม จนทำให้กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ และกลายเป็น -ของเด็กเล่น (ถ้าผู้ใหญ่จะเล่นต้องหลบซ่อน และมักถูกมองว่าลามก )ไปเสีย
กลับมาที่MIND GAME หากเราพิจารณามันในฐานะของหนังแล้วล่ะก็ นี่เป็นหนังที่น่าตื่นตกใจพอสมควรด้วยว่า นี่คือหนังที่รวบรวมเอาขนบของหนังสามสี่ขนบมามัดติดกันแล้วยิงมันออกไปด้วยปืนใหญ่
สิบห้านาทีแรกของหนังเป็นหนังรักสามเส้าซึ้งๆ ก่อนที่จะกลายเป็นหนังเซอร์เรียลเหนือจริง เมื่อนิชิ หลบหนีพระเจ้ากลับมาบนโลก ตามด้วยการเป็นหนังแอคชั่นเลือดเดือด ในฉากขับรถไล่ล่า (การ์ตูนก็มีฉากขับรถไล่ล่า! ) แล้วกลายเป็นการ์ตูน ผจญภัยในท้องปลาวาฬ ก่อนที่จะพลิกไปเล่นกับแนวทางการแสวงหาจิตวิญญาณ ในช่วงท้ายของเรื่อง และทั้งหมดทีร่ว่ามา ไม่ได้พยายามที่จะร้อยรัด เพื่อให้เรื่องเล่าสมบูรณ์ ทุกชิ้นส่วนถูกผูกไว้ด้วยกันหลวมๆ โดยไม่สนใจควาราบรื่นทางอารมณ์ ยิ่งหนังพลิกฉากต่อฉาก ได้บ้าพลังมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็พาเราไปไกลไก้มากเท่านั้น

โครงสร้างประหลาดๆ ของหนัง จึงอัดแน่นไปด้วยเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า ซ้อนเรื่องเล่า ด้วยตัวละครเพียงไม่กี่ตัว หนังเปิดต้นเรื่องด้วยการตัดสลับเรื่องเล่าทั้งหมดมาให้คนดูดูคร่าวๆราวกับเป็นหนังตัวอย่าง ก่อนจะพุ่งเข้าสู่เรื่อง และในตอนท้ายเมื่อภาพชุดเดียวกันผุดพรายขึ้นมาอีก คนดุก็ต้องตะลึงที่พบว่าการประมวลเรื่องเลาเหล่านี้ส่งผลกระทบจิตใจและทั้งตั้ง ทั้งตอบคำถามที่หนังถามมาตลอดเรื่อง
แน่นอน หนังมีประเด็นยึดจับเป็นแกนหลัก ท่ากลางการหมุนเหวี่ยงของพลอต หนังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงเต็มที่ (ซึ่งมักเป็นแนวคิดที่พบในการ์ตูนญี่ปุ่นเสมอ) ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องยากลำบากหรือแพ้พ่าย การใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัว ก็ไม่ช่วยอะไร
นิชิ โดนยิงตาย ตอนต้นเรื่อง เขาดำดิ่งลงไปพบพระเจ้า(ที่มีหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย เพราะนิชิไม่เคยคิดถึงหน้าตาของพระเจ้ามาก่อน) พระเจ้าบอกว่า นิชิเอ๋ย ชีวิตเธอจบเท่านี้ ไม่มีหลังความตายไม่มีการเวีนว่ายตายเกิด ตายดับ เกมโอเวอร์ก็เลิกกัน หายไปเสีย ฟังดูราวกับนิชิถึงนิพพาน แต่นิพพานของนิชิไม่ได้เป็นแสงสว่างตอบคำถาม เพราะนิชิยังไม่ทันตั้งคำถามเลยจนตัวเองมาพบพระเจ้า ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งตระหนกั อ้าวชีวิต 20 ตนๆขี้แพ้ของเขา มีเพื่ออะไร ตายแล้วก็ดับสูย เขายังไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยสักอย่าง!!!! (แน่นอนว่า หากนิชิเรียนรู้มากเข้า เขาคงพึงใจในนิพพาน ทำให้ผมเองตั้งข้อสงสัยว่า - หนทางหลุดพ้น จะมีขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่รับรู้ว่าการดำรงอยู่เป็นทุกข์ ก่อนหรือเปล่า - )

นิชิเลยกลับมา หลบหนีพระเจ้า ในคราบเสือ แล้วกลัขึ้นมาซ่าส์ไม่ยั้ง
ต่อมาหนังให้นิชิ เมยอง และหยาน (นางสาวนมโต กับนางสาวนมเล้กสองศรีพี่น้อง) ต้องมาติดอยุ่ในท้องปลาวาฬชรา และพบกับ ชายชราที่อาศัยในท้องปลาวาฬทมากว่าสามสิบปี พวกเขามาติดอยุ่ที่นั่น และไม่มีอะไรทำ การกินอยุ่ เต้นระบำรำฟ้อน หรือกระทั่งการมีเซกสื สำหรับพวกเขาเป็นเพียงเรื่องที่ทำเพื่อให้แต่ละวันอันมืดมิดและยืดยาวพ้นไป มองจากจุดนี้ โลก ก็ไม่ต่างจากท้องปลาวาฬชรา ที่เรามาอาศัยอยู่อย่างมืดมิด และพยายามหานั่นนี่ทำฆ่าเวลา จนเมื่อปลาวาฬชรากใล้ล้มตายลง เราจึงพลันคิดได้ ว่า ต้องหลุดพ้นไปจากมัน
การพายเรือในช่วงท้ายของเรื่อง ที่ทุกคนได้ย้อนคิดไปในชีวิตของตน ยอมรับอดีต ข้อผิดพลาด ความทุกข์เศร้าของตน ( ในช่วงนี้หนังสร้างบรรยากาศ เซอร์เรียลมากๆ) แล้วมุ่งไปข้างหน้า ไม่ต่างจากที่นิชิทำกับพระเจ้า แต่เขาไม่ได้มุ่งหนีนิพพาน เขาอาจำกลังมุ่งไปหานิพพาน แต่ไม่ใช่ในวีการไปสุ่ความหลุดพ้น
มันคือการไปสู่การใช้ชีวิตสามัญ การเดินแจกใบปลิว การนั่งด้วยกันใต้แสงแดดอุ่น การได้ไปใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง ได้เป็นศิลปิน เป็นนักว่ายน้ำทีมชาติเป็นนักเขียนการ์ตูน ได้มีรัก ต่างหาก
แล้วหนังก็จบลงตรงนี้ โดยบอกว่ามันไม่มีตอนจบ
แน่นอน เพราะนิพพานยังมาไม่ถึง และที่หนังฉายภาพ ที่แท้ก็เพียงต้นเรื่องของเรื่องเล่าเรื่องใหม่เท่านั้น
และเรื่องเล่าที่อัดแน่นในหนังก็คลี่คลายตัวเองลง หากชีวิตมนุษยืประจุด้วยร้อยพันเรื่องเล่าที่เราอาจมองแยกส่วนแล้วพบว่ามันเป็นเหมือนหนังล้านแนวเรียงกันอยุ่ในชีวิตของเรา
ทั้งหมดนั้นจะไร้ความหมายถ้าเราขาดไร้ความเข้าใจมันในฐานะ ของเรื่องเล่าแต่ละเรื่อ ง
ไม่ใช่การเข้าใจต้นกลางปลายของเรื่อง หากอยุ่ที่การเข้าใจความหายแฝงของการมีชีวิต ความน่าเบื่อหน่ายและสนุกสนานของมัน มันคือเสี้ยวหนึ่งของการใช้ชีวิต ดีที่สุดหรือเลวที่สุดชีวิตมีไว้ให้ใช้

จะว่าไปนี่คือการ์ตูนมนุษย์นิยมที่บอกว่าชีวิตเราสวยสดงดงามขนาดไหน หนังไม่ได้มุ่งตอบปัญหายากทางศาสนา เช่นเรื่องของนิพพานเพียงตั้งคำถามเล็กๆแล้วโยนทิ้ง ราวกับจะบอกว่า
ระหว่างรอความเข้าใจในนิพพาน จงใช้ชีวิตให้เต็มที่เถิดน้องเอ๋ย และเข้าใจมันด้วยนะ!
ใช่โคตรๆ! นิชิอาจคิดเช่นนั้น
ขอบคุณ พี่ ธเนศ นุ่นมัน สำหรับ DVD อนุเคราะห์
หนังเรื่องนี้ติด 1 ใน 10 แห่งปีของ ทีม ARTVIRUS ด้วย อ่านเต็มๆที่นี่ครับ (ยาวมากๆ)
http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1398

............................
กรุณาติดมันมาภูเก็ตด้วย
เราหามานานแว้ว
จำได้แค่ว่า มันเป็นการ์ตูน
ของคนเขียนชินจัง
#1 By ON AIR on 2007-01-18 10:35