INDIA SONG บันทึกช่วยจำถึงเสียงครวญคร่ำจาแดนแสนไกล (ที่ยังดังเรื่อยไปจนตอนนี้)
posted on 15 Jan 2007 23:49 by filmsick in see-it-and-die
บทความชิ้นนี้จะเป็นเสมือนบันทึกช่วงจำมากกว่าบทความภาพยนตร์นะครับ ผมตามเรื่องในหนังไม่ทันมากนักและหลายส่วนเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของตัวเองจนเมื่อได้ดูหนังจบลงแล้วสนทนาต่อๆกับ บรรดาเซียนหนัง ทั้งหลายจึงค่อยๆเข้าใจมากขึ้น จนทำให้เชื่อว่าความเข้าใจทั้งหมดที่มีต่อตัวหนังตอนดูอาจจะผิดทั้งหมด อย่างไรก็ดี นี่คือหนังที่ทำให้รู้สึกตกตะลึงพรึงเพริด ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถูกกดีบออกมาให้ห่างตัวหนังอยู่ตลอดเวลา จนต้องแซงคิวเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อนครับ (จากจำนวนหนังสามชุดที่ได้ดูในวันนั้น ซึ่งประกอบด้วยหนังสองเรื่อง กับหนังทดลองชุดใหญ่
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
http://celinejulie.blogspot.com/2004_09_01_celinejulie_archive.html
ท่านที่อานบทความชิ่นนี้ (และบทความในลิงค์) จบ ได้โปรดอย่าถามว่าหาหนังเรื่องนี้มาดูได้อย่างไร เพราะบางทีนี่อาจเป็นการฉายหนังเรื่องนี้ครั้งสุดท้ายในประเทศไทย !

INDIA SONG เล่าเรื่องของหญิงชายกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในสถานทูตของฝรั่งเศส ในเกาะกลางแม่น้ำคงคา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ ANNE MARIE STRETTER หญิงสาวผู้เดินทางมาจากสะหวันนะเขต ในลาว ข้ามหลายแผ่นดินมายังอินเดีย ตลอดทั้งเรื่องพวกเขาแค่เดินไปเดินมา เต้นรำ สูบบุกรี่ ดื่มเหล้า ในขณะที่ตลอดเวลาจะมีเสียงบรรยาย บ้างเป็นบทสนทนา บ้างเล่าถึงอนาคตของบางตัวละคร บ้างประชดเสียดสีตัวละคร บ้างเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง บ้างเป็นเสียงของผู้ที่ไม่อยู่ในฉาก และ แทรกสอดด้วยเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวชาวลาว ที่ร้องเพลง และร้องขอข้าวกิน โดยตลอดทั้งเรื่องไม่มีตัวละครตัวใดเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของภาพ และเสียง อันไม่สัมพันธ์ หนังกลับตอกตรึงสายตาผู้ดูด้วยภาพอันทรงพลัง อาคารเก่าแก่ปิดตาย สนามที่ปูนแตกกร่อน สนามเทนนิสว่างเปล่า แนวต้นไม้ทอดยาวไม่รู้จบ กล้องทอดสายตาไปในสวนอันค่อยๆมืดมน โถงทางเดินอันยืดยาว

หนังใช้ภาพกับเสียงที่ไม่สัมพันธ์กันทำลายความสามารถในการรับรู้ของคนดู เมื่อตัวละครไม่ได้พูดแต่เรากลับได้ยินเสียง และเสียงนั้นมีมากกว่าหนึ่งคน บางครั้งอ่อนหกวาน บางครั้งกราดเกรี้ยว มันอาจอเข้าใจได้ หากเสียงนั้นคือเสียงของ ผู้เล่า แต่เปล่าเลย เสียงนั้นบางครั้งก็ดังมาราวกับมีส่วนร่วมกับตัวละคร (แต่อยู่นอกจอ)บางครั้งก็เสไปเล่าเรื่องของตัวละคร
นอกจากเสียง หนังใช้กระจกทำลายการรับรู้ทิศทางของคนดูจนหมดสิ้น เมื่อบางครั้งหนังทอดกล้องให้เราเห็นตัวละครเดินลงบันไดมา แต่เธอกลับโผล่มาปรากฏอยู่ด้านข้างของจอ ฉากหนึ่งเราเห็นฉายหนุ่มเบือนหน้าหนีคู่เต้นรำ แต่ภาพนั้นสะท้อนเงากระจก ที่แท้เขาจ้องมองคู่เต้นหากหันหลังให้กระจก
กล่าวอย่างง่ายที่สุด นี่คือการพลัดหลงอย่างถึงที่สุดของคนดู เพราะหนังเรื่องนี้คือเรื่องเล่าไม่ปะติดปะต่อ เสียงที่ไม่ทราบที่มา และภาพที่ไม่อาจกำหนดทิศทาง คนดูถูกทอดทิ้งไว้ท่ามกลางสรรพสิ่งอันเป็นองค์ประกอบของภาพยนตร์ที่ไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน หากเต็มไปด้วยพลังลึกลับ ราวกับหลัดหลงไปในมิติประหลาด ที่เราไม่รู้จัก ไม่มีทางเข้า และไม่มีทางออก

ตังละครในหนังดูราวภูตพรายมากกว่าผู้คน นับจากที่พวกเขาไม่พูดแต่มีเสียงบรรยาย มีเปียโนเสียงเพี้ยนที่ไม่มีคนเล่นหกมีเสียงดนตรี
หนังมีตัวละครเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ดูเป็นตัวละครมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่ ANNE MARIE STRETTER หรือ MICHEAL RICHARDSON หากแต่เป็นรองกงสุล ซึ่งมาตกหลุมรักของ ANNE MARIE ผู้ซึ่งมักปรากฏตัวด้วยน้ำตา และเมื่อเขาถูกปฏิเสธ เสียงกรีดร้องของเขาก็สะท้อนก้องไปในอากาศค้างอยู่นานแสนนาน จนแม้วันล่วงไปก็ยังได้ยินเสียงของเขาอยู่ ราวกับเสียงนั้นคือมวลความทรงจำตกค้างในอากาศที่ว่ากันว่า ร้อน เร่า เต็มไปด้วยผงฝุ่น และเชื้อโรคเรื้อน อาจจะเพราะเสียงกรีดร้องของเขา ทำให้คนดูรู้สึกชิดใกล้กับตัวละครตัวนี้ ( ฝรั่งคนหนึ่งที่ไปดูในรอบเดียวกันกล่าวกับผมว่าเขารู้สึกว่าเขาไม่สนิทชิดเชื้อ กับตัวละคร ราวกับ DURAS ไม่ใส่ใจตัวละคร และในขณะเดียวกันนักวิจารณ์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ดูราส์มักมีความสัมพันธ์กับคนดู (และคนอ่าน)ของเธอในลักษณะ SADOMASOCHISTIC )
อย่างไรก็ดีเสียงที่หลอกหลอนเราที่สุดกลับเป็นเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวชาวลาว ในฉากแรกของหนังนั้น เธอร้องเพลงพื้นบ้านเพลงหนึ่ง ตามด้วยเพลง โอ้ดวงจำปา ซึ่งเป็นเพลงประจำชาติลาว โดยกล้องนั้นจ้องจับพระอาทิตย์ตกแบบREAL TIME

และการมีอยู่ของเสียงสาวลาวคนนี้นำมาซึ่ง ความน่าสนใจว่า ใช่หรือไม่ที่เธออาจเป็นตัวแทนของ มาร์เกอริต ดุราส์ ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมด ในฐานะผู้กำกับ (แต่ไม่ใช่เสียงบรรยาย) เสียงนี้คือการสอดแทรก ตัวตนของเธอในอีกระดับที่มากกว่าการสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของตัวเธอ ( มาเกอริต ดูราส์ผู้กำกับเคยใช้ชีวิตในวัยเด็กแถบอินโดจีน และเคยมีประวัติโชกโชน ทั้งในเรื่องของชีวิตและเชิงกาม ถ้าจำกันได้เธอผู้เขียนนิยาย THE LOVER ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเด็กผิวขาวกับหนุ่มใหญ่ชาวเวียตนาม และถูกนำมาสร้างเป็นหนังที่เธอเองไม่ชอบเลย) นอกจากเธอแล้ว ในหนังยังมีตัวละครหญิงอีกอย่างน้อยสองตัว ที่มีอยู่แต่ไม่ได้มีบทบาทในเรื่อง โดยทั้งสองตัวนี้มีส่วนที่ ซ้อนทับ- กับ ANN MARIE STRETTER และในทางหนึ่ง ซ้อนทับกับกับตัวดูราส์เอง (และหากเป็นไปตามข้อสังเกตที่พี่แมเดอลีนเขียนไว้ มันสามารถซ้อนทับกับตัวรองกงสุลได้อีกด้วย โดยทั้งหมดถูกสรุปรวมไว้ในฉากสุดท้าย คือฉากการวาดกล้องตามเส้นทางแผนที่ นั่นเอง
ฝรั่ง(คนเดิม) ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าในหนังเรื่องนี้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการ แฉ- ชีวิตของคนผิวขาวในดินแดนอาณานิคม แต่หนังไม่ได้เป็นการตีแผ่ความเลวร้ายหนำซ้ำ ดูเหมือนดูราส์จะยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบนี้อย่างน่าชื่นตาบานด้วยซ้ำ

และการที่หนังฉายภาพปิดล้อมของคนผิวขาว แต่เรื่องเล่า(และเสียงเพลง ) กลับบรรยายถึงคนทุกข์ที่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมด้วย ทำให้ผมเองรู้สึกว่าหนังสร้างความย้อนแย้งใหญ่หลวง และมันสะท้อนความทุกข์ยากของผู้คนภายใต้ลัทธิจักวรรดินิยมออกมาได้ โดยเฉพาะในฉาก ท้ายเรื่องที่ตัวละครทั้งห้ายืนโพสต์ท่าในห้องมืดที่มีแสงเจิดจ้า แล้วดับวูบลง แล้วเจิดจ้าขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นเราจะได้ยินเสียงร้องขอข้าวกินจากสาวชาวลาว อยู่ไกลๆ ถ้าเสียงเพลง (
สุดท้ายนี้น่าเสียดายยิ่งนักที่ผมมีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้เพียงรอบเดียว และคงมีโอกาสเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว (นี่เป็นหนังที่เหมาะแก่การชมมากกว่า 2 รอบขึ้นไป ) และน่าเสียดายที่วันฉาย เครื่องฉายมีปัญหาเล็กน้อย ทำให้ช่วงกลางเรื่อง ผมจับทิศทางผู้เล่าไม่ถูกแล้ว โดยส่วนตัวนี่คือหนังที่น่าตื่นตามากที่สุดเรื่องหนึ่งครับ


ยังอุตส่าห์เล่าออกมาเป็นเรื่องได้
#1 By ON AIR on 2007-01-16 11:02