บทความชิ้นนี้จะเป็นเสมือนบันทึกช่วงจำมากกว่าบทความภาพยนตร์นะครับ ผมตามเรื่องในหนังไม่ทันมากนักและหลายส่วนเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของตัวเองจนเมื่อได้ดูหนังจบลงแล้วสนทนาต่อๆกับ บรรดาเซียนหนัง ทั้งหลายจึงค่อยๆเข้าใจมากขึ้น จนทำให้เชื่อว่าความเข้าใจทั้งหมดที่มีต่อตัวหนังตอนดูอาจจะผิดทั้งหมด อย่างไรก็ดี นี่คือหนังที่ทำให้รู้สึกตกตะลึงพรึงเพริด ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถูกกดีบออกมาให้ห่างตัวหนังอยู่ตลอดเวลา จนต้องแซงคิวเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก่อนครับ (จากจำนวนหนังสามชุดที่ได้ดูในวันนั้น ซึ่งประกอบด้วยหนังสองเรื่อง กับหนังทดลองชุดใหญ่

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับINDIA SONG จากสตรี ราชินีมืด ผู้หลงใหลหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง (และเธอชมหนังเรื่องนี้ไปแล้ว เจ็ดรอบ! ที่นี่ครับ

http://celinejulie.blogspot.com/2004_09_01_celinejulie_archive.html

ท่านที่อานบทความชิ่นนี้ (และบทความในลิงค์) จบ ได้โปรดอย่าถามว่าหาหนังเรื่องนี้มาดูได้อย่างไร เพราะบางทีนี่อาจเป็นการฉายหนังเรื่องนี้ครั้งสุดท้ายในประเทศไทย !

INDIA SONG เล่าเรื่องของหญิงชายกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในสถานทูตของฝรั่งเศส ในเกาะกลางแม่น้ำคงคา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ ANNE MARIE STRETTER หญิงสาวผู้เดินทางมาจากสะหวันนะเขต ในลาว ข้ามหลายแผ่นดินมายังอินเดีย ตลอดทั้งเรื่องพวกเขาแค่เดินไปเดินมา เต้นรำ สูบบุกรี่ ดื่มเหล้า ในขณะที่ตลอดเวลาจะมีเสียงบรรยาย บ้างเป็นบทสนทนา บ้างเล่าถึงอนาคตของบางตัวละคร บ้างประชดเสียดสีตัวละคร บ้างเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง บ้างเป็นเสียงของผู้ที่ไม่อยู่ในฉาก และ แทรกสอดด้วยเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวชาวลาว ที่ร้องเพลง และร้องขอข้าวกิน โดยตลอดทั้งเรื่องไม่มีตัวละครตัวใดเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเลยแม้แต่น้อย

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของภาพ และเสียง อันไม่สัมพันธ์ หนังกลับตอกตรึงสายตาผู้ดูด้วยภาพอันทรงพลัง อาคารเก่าแก่ปิดตาย สนามที่ปูนแตกกร่อน สนามเทนนิสว่างเปล่า แนวต้นไม้ทอดยาวไม่รู้จบ กล้องทอดสายตาไปในสวนอันค่อยๆมืดมน โถงทางเดินอันยืดยาว

หนังใช้ภาพกับเสียงที่ไม่สัมพันธ์กันทำลายความสามารถในการรับรู้ของคนดู เมื่อตัวละครไม่ได้พูดแต่เรากลับได้ยินเสียง และเสียงนั้นมีมากกว่าหนึ่งคน บางครั้งอ่อนหกวาน บางครั้งกราดเกรี้ยว มันอาจอเข้าใจได้ หากเสียงนั้นคือเสียงของ ผู้เล่า แต่เปล่าเลย เสียงนั้นบางครั้งก็ดังมาราวกับมีส่วนร่วมกับตัวละคร (แต่อยู่นอกจอ)บางครั้งก็เสไปเล่าเรื่องของตัวละคร

นอกจากเสียง หนังใช้กระจกทำลายการรับรู้ทิศทางของคนดูจนหมดสิ้น เมื่อบางครั้งหนังทอดกล้องให้เราเห็นตัวละครเดินลงบันไดมา แต่เธอกลับโผล่มาปรากฏอยู่ด้านข้างของจอ ฉากหนึ่งเราเห็นฉายหนุ่มเบือนหน้าหนีคู่เต้นรำ แต่ภาพนั้นสะท้อนเงากระจก ที่แท้เขาจ้องมองคู่เต้นหากหันหลังให้กระจก

กล่าวอย่างง่ายที่สุด นี่คือการพลัดหลงอย่างถึงที่สุดของคนดู เพราะหนังเรื่องนี้คือเรื่องเล่าไม่ปะติดปะต่อ เสียงที่ไม่ทราบที่มา และภาพที่ไม่อาจกำหนดทิศทาง คนดูถูกทอดทิ้งไว้ท่ามกลางสรรพสิ่งอันเป็นองค์ประกอบของภาพยนตร์ที่ไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน หากเต็มไปด้วยพลังลึกลับ ราวกับหลัดหลงไปในมิติประหลาด ที่เราไม่รู้จัก ไม่มีทางเข้า และไม่มีทางออก

ตังละครในหนังดูราวภูตพรายมากกว่าผู้คน นับจากที่พวกเขาไม่พูดแต่มีเสียงบรรยาย มีเปียโนเสียงเพี้ยนที่ไม่มีคนเล่นหกมีเสียงดนตรี INDIA SONG ที่เป็นเพียงโน้ต ก็บรรเลง และเสียงบรรยายย้ำว่ามันคือINDIA SONG อาคารที่พวกเขาอาศัยนั้นเราเองเห็นแต่แรกว่าปิดตาย พวกเขาไม่ออกไปไหนเกินอาณาเขตของสถานทูต โดยมากหลบอยู่ในร่ม และเสียงที่ไม่ได้มีอยู่ดังห้องราวกับว่ามันคือเสียงสะท้อนของอดีตที่อวลอยู่ในมวลอากาศ

หนังมีตัวละครเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ดูเป็นตัวละครมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่ ANNE MARIE STRETTER หรือ MICHEAL RICHARDSON หากแต่เป็นรองกงสุล ซึ่งมาตกหลุมรักของ ANNE MARIE ผู้ซึ่งมักปรากฏตัวด้วยน้ำตา และเมื่อเขาถูกปฏิเสธ เสียงกรีดร้องของเขาก็สะท้อนก้องไปในอากาศค้างอยู่นานแสนนาน จนแม้วันล่วงไปก็ยังได้ยินเสียงของเขาอยู่ ราวกับเสียงนั้นคือมวลความทรงจำตกค้างในอากาศที่ว่ากันว่า ร้อน เร่า เต็มไปด้วยผงฝุ่น และเชื้อโรคเรื้อน อาจจะเพราะเสียงกรีดร้องของเขา ทำให้คนดูรู้สึกชิดใกล้กับตัวละครตัวนี้ ( ฝรั่งคนหนึ่งที่ไปดูในรอบเดียวกันกล่าวกับผมว่าเขารู้สึกว่าเขาไม่สนิทชิดเชื้อ กับตัวละคร ราวกับ DURAS ไม่ใส่ใจตัวละคร และในขณะเดียวกันนักวิจารณ์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ดูราส์มักมีความสัมพันธ์กับคนดู (และคนอ่าน)ของเธอในลักษณะ SADOMASOCHISTIC )

อย่างไรก็ดีเสียงที่หลอกหลอนเราที่สุดกลับเป็นเสียงคร่ำครวญของหญิงสาวชาวลาว ในฉากแรกของหนังนั้น เธอร้องเพลงพื้นบ้านเพลงหนึ่ง ตามด้วยเพลง โอ้ดวงจำปา ซึ่งเป็นเพลงประจำชาติลาว โดยกล้องนั้นจ้องจับพระอาทิตย์ตกแบบREAL TIME

และการมีอยู่ของเสียงสาวลาวคนนี้นำมาซึ่ง ความน่าสนใจว่า ใช่หรือไม่ที่เธออาจเป็นตัวแทนของ มาร์เกอริต ดุราส์ ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมด ในฐานะผู้กำกับ (แต่ไม่ใช่เสียงบรรยาย) เสียงนี้คือการสอดแทรก ตัวตนของเธอในอีกระดับที่มากกว่าการสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของตัวเธอ ( มาเกอริต ดูราส์ผู้กำกับเคยใช้ชีวิตในวัยเด็กแถบอินโดจีน และเคยมีประวัติโชกโชน ทั้งในเรื่องของชีวิตและเชิงกาม ถ้าจำกันได้เธอผู้เขียนนิยาย THE LOVER ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเด็กผิวขาวกับหนุ่มใหญ่ชาวเวียตนาม และถูกนำมาสร้างเป็นหนังที่เธอเองไม่ชอบเลย) นอกจากเธอแล้ว ในหนังยังมีตัวละครหญิงอีกอย่างน้อยสองตัว ที่มีอยู่แต่ไม่ได้มีบทบาทในเรื่อง โดยทั้งสองตัวนี้มีส่วนที่ ซ้อนทับ- กับ ANN MARIE STRETTER และในทางหนึ่ง ซ้อนทับกับกับตัวดูราส์เอง (และหากเป็นไปตามข้อสังเกตที่พี่แมเดอลีนเขียนไว้ มันสามารถซ้อนทับกับตัวรองกงสุลได้อีกด้วย โดยทั้งหมดถูกสรุปรวมไว้ในฉากสุดท้าย คือฉากการวาดกล้องตามเส้นทางแผนที่ นั่นเอง

ฝรั่ง(คนเดิม) ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าในหนังเรื่องนี้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการ แฉ- ชีวิตของคนผิวขาวในดินแดนอาณานิคม แต่หนังไม่ได้เป็นการตีแผ่ความเลวร้ายหนำซ้ำ ดูเหมือนดูราส์จะยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบนี้อย่างน่าชื่นตาบานด้วยซ้ำ

และการที่หนังฉายภาพปิดล้อมของคนผิวขาว แต่เรื่องเล่า(และเสียงเพลง ) กลับบรรยายถึงคนทุกข์ที่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมด้วย ทำให้ผมเองรู้สึกว่าหนังสร้างความย้อนแย้งใหญ่หลวง และมันสะท้อนความทุกข์ยากของผู้คนภายใต้ลัทธิจักวรรดินิยมออกมาได้ โดยเฉพาะในฉาก ท้ายเรื่องที่ตัวละครทั้งห้ายืนโพสต์ท่าในห้องมืดที่มีแสงเจิดจ้า แล้วดับวูบลง แล้วเจิดจ้าขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นเราจะได้ยินเสียงร้องขอข้าวกินจากสาวชาวลาว อยู่ไกลๆ ถ้าเสียงเพลง (INDIA SONG และ เพลงพื้นบ้าน เป็นสุรเสียงอันแสนไกล ที่ตัวละครไม่ได้ยิน (เว้นแต่ ANNE MARIE STRETTER ) มันอาจเป็นความรู้สึกของตัวดูราส์เองก็ได้ที่รู้สึก ห่างไกล และใกล้ชิดกับความทุกข์ยากเหล่านั้น

สุดท้ายนี้น่าเสียดายยิ่งนักที่ผมมีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้เพียงรอบเดียว และคงมีโอกาสเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว (นี่เป็นหนังที่เหมาะแก่การชมมากกว่า 2 รอบขึ้นไป ) และน่าเสียดายที่วันฉาย เครื่องฉายมีปัญหาเล็กน้อย ทำให้ช่วงกลางเรื่อง ผมจับทิศทางผู้เล่าไม่ถูกแล้ว โดยส่วนตัวนี่คือหนังที่น่าตื่นตามากที่สุดเรื่องหนึ่งครับ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เก่งนะ
ยังอุตส่าห์เล่าออกมาเป็นเรื่องได้

#1 By ON AIR on 2007-01-16 11:02

ดูอีกรอบก็ยัง
ไม่รู้ว่าจะรู้เรื่องรึป่าวนะ

#2 By sofa on 2007-01-16 12:21

วันนี้ถูกผี INDIA SONG เข้าสิง เพราะอยู่ดีๆก็นึกอยากเลียนแบบ ANNE MARIE STRETTER ด้วยการเดินเยื้องย่างหน้ากระจกพร้อมกับเท้าสะเอวข้างนึง โดยค่อยๆเดินก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว พร้อมกับเชิดหน้าเล็กน้อย แบบที่ ANNE MARIE STRETTER ทำตอนเดินเข้าไปในโรงแรมกลางเกาะ รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กๆอีกครั้ง เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้ทำท่าทางเลียนแบบตัวละครในภาพยนตร์มานานแล้ว แต่พอได้ดู INDIA SONG ก็เลยทำให้รู้สึกอยากทำท่าทางเลียนแบบตัวละครขึ้นมาอีก

คุณ FILMSICK เขียนถึง INDIA SONG ได้ถูกใจดิฉันมากๆค่ะ ชอบที่คุณเขียนมากๆ

การดูหนังเรื่องนี้แล้วเข้าใจเนื้อเรื่องผิด ถือเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะความเข้าใจของดิฉันที่มีต่อเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไปทุกครั้งในการดูแต่ละรอบเหมือนกัน ยิ่งดิฉันดูหนังเรื่องนี้มากรอบเท่าไหร่ ก็ยิ่งสังเกตพบสิ่งที่ตัวเองไม่ทันสังเกตในรอบก่อนๆมากขึ้นเท่านั้น

พอดีลองไปค้นสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนถึง INDIA SONG ใน SCREENOUT ก็เลยก็อปปี้ข้อความเก่าๆที่ตัวเองเคยเขียนมาแปะไว้ในที่นี้ด้วย

--จาก SCREENOUT หน้า 27

วันนี้ซื้อ Practicalities ซึ่งเป็นหนังสือแนวเรียงความของ Marguerite Duras มาค่ะ ลองเปิดผ่านๆดูก็เจอประโยคที่น่าสนใจมาก ซึ่งก็คือความเห็นของ Duras ที่ว่า

#3 By M.Scudery Worships Thomas Koener (125.24.226.26) on 2007-01-16 23:21

--จาก SCREENOUT หน้า 30

ขอแจ้งข้อมูลกับคุณอ้วนนิดนึงค่ะ เมื่อวานบอกข้อมูลผิดไปเกี่ยวกับหนังเรื่อง INDIA SONG ในหนังเรื่อง INDIA SONG จะมีผู้ชายผมสีเข้มหน้าตาดีคนนึง (ดาราคนนี้คือ DIDIER FLAMAND) ดิฉันบอกคุณอ้วนไปว่าตัวละครคนนี้คือ FRENCH AMBASSADOR ซึ่งเป็นสามีของนางเอก แต่พอตอนหลังไปเช็คข้อมูลดูแล้ว ปรากฏว่าดิฉันเข้าใจผิดค่ะ ตัวละครคนนี้คือ

#4 By M.Scudery Worships Thomas Koener (125.24.226.26) on 2007-01-16 23:22

ความรู้สึกเพิ่มเติมจากการดู INDIA SONG

1.ลองสังเกตดูแล้วก็พบว่าเสียงผู้หญิงสองคนที่คุยกันในช่วงต้นของ INDIA SONG น่าจะเป็นคู่เลสเบียนกันจริงๆ เพราะจะมีประโยคนึงที่ผู้หญิงคนนึงพูดถึงความรักที่มีต่อผู้หญิงอีกคนนึง แต่ถ้าหากไม่ทันสังเกต ก็จะไม่รู้ เพราะเสียงคนคุยกันเหล่านี้มักจะใช้

#5 By M.Scudery Worships Thomas Koener (125.24.226.26) on 2007-01-16 23:23

5.ถ้ามีเวลาว่าง ก็อยากจะอ่านนิยาย THE RAVISHING OF LOL V. STEIN ของ MARGUERITE DURAS เพราะตัวละคร LOLA VALERIE STEIN นี้ได้รับการพูดถึงใน INDIA SONG ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในเรื่อง

LOLA VALERIE STEIN คือคู่หมั้นของ MICHAEL RICHARDSON แต่ MICHAEL RICHARDSON กลับตกหลุมรัก ANNE MARIE STRETTER และถอนหมั้น LOLA VALERIE STEIN ไป

ชีวิตของ LOLA VALERIE STEIN หลังจากนั้นก็ชิบหายไม่แพ้ชีวิตของ ANNE MARIE STRETTER เพราะเหตุการณ์การถูกถอนหมั้นครั้งนั้นสร้างบาดแผลทางจิตใจอย่างร้ายแรงสุดขีดให้กับ LOLA และถึงแม้ LOLA จะแต่งงาน, มีผัว และมีลูกแล้ว 3 คน เธอก็ยังลืมเหตุการณ์ที่ถูกนางเอก INDIA SONG แย่งผัวในครั้งนั้นไม่ได้ และ LOLA ต้องหาทางเยียวยาจิตใจจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น และในที่สุด LOLA ก็มีชู้กับผัวของเพื่อนสนิทของเธอเอง
6.ส่วนตัวละคร vice consul ใน INDIA SONG นั้น ก็จะได้รับการพูดถึงอย่างชัดๆในนิยายเรื่อง THE VICE CONSUL ของ MARGUERITE DURAS โดยทั้ง ANNE-MARIE STRETTER, MICHAEL RICHARDSON และรองกงสุล นั้นก็เป็นตัวละครสำคัญใน THE VICE CONSUL ด้วย โดยในนิยายเรื่องนี้ เราจะได้รู้จักกับตัวละครอีกตัวนึงที่ชื่อ PETER MORGAN ซึ่งเป็นคนสนิทอีกคนของ ANNE-MARIE STRETTER โดยตัวละครปีเตอร์ มอร์แกนคนนี้ได้พบกับหญิงขอทานคนนึง เขาเลยนำแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการพบปะกับหญิงขอทานคนนั้น มาแต่งเป็นนิยายเกี่ยวกับสาวเวียดนามคนนึงที่เดินทางด้วยเท้าเป็นเวลา 10 ปีมาจนถึงกัลกัตตา โดยสาวเวียดนามคนนี้ได้นอนกับคนโรคเรื้อนทุกคืนๆๆ แต่เธอไม่เคยติดโรคเรื้อน


7.ตัวละครจากนิยาย/ละครเวที 3 เรื่องของ MARGUERITE DURAS ซึ่งได้แก่ THE RAVISHING OF LOL V. STEIN, THE VICE CONSUL และ INDIA SONG ได้มาปะทะกันอีกครั้งในนิยายเรื่อง L

#6 By M.Scudery Worships Thomas Koener (125.24.226.26) on 2007-01-16 23:25

เข้ามาดูเว็บเฉยๆ

#7 By jittithapnaudom (118.173.12.223) on 2009-05-23 13:13