หนังบางเรื่องถูกสร้างขึ้นสำหรับการับชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้น และหนังของALEXANDER SOKUROV ผู้กำกับชาวรัสเซียท่านนี้คือหนึ่งในหนังเหล่านั้น เขาคือผู้กำกับจาก St. PETERSBERG เพื่อนสนิทกับปรมาจารย์ผู้ล่วงลับ ANDREI TARKOVSKY( ซึ่งจริงๆแล้วหนังของTARKOVSKY ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูในโรงภาพยนตร์ ) และสร้างหนังโยมีแรงบันดาลใจจาก MIRROR ของ TARKOVSKY ทั้งคู่ชื่นชมงานของกันและกันมาก น่าเสียดายที่ TARKOVSKY จากโลกนี้ไปก่อน และกลายเป็นตำนานผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ และสร้างหนังที่กินลึกถึงจิตวิญญาณมนุษย์มากที่สุดคนหนึ่ง

ในหนังของSOKUROV ทุกสิ่งทุกอย่างจะตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้กำกับ ไม่เพียงเฉพาะ ฉาก สถานที่ หรือนักแสดง หากยังรวมถึงการจัดวางภาพ การควบคุมแสง และเสียง จนทำให้มันเป็นการสร้างภาพเฉพาะใน โลกของเขาเอง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วนคิด คัดกรองเพื่อสื่อความหมายอย่างละเอียดละออ โดยไม่หลุดแม้แต่ฉากเดียว

ในงานเทศกาลหนังปีที่ผ่านมา THE SUN หนังเรื่องใหม่ของเขา (และเป็นเรื่องที่สามในหนังที่ว่าด้วย ผเด็จการ หรืนักการเมืองคนสำคัญในศตวรรษที่ยี่สิบ ซึ่งก่อนหน้านี้ประกอบด้วย MOLOCH ที่ว่าด้วย HITLER TAURUS ซึ่งว่าด้วย LENIN และ THE SUN ที่ว่าด้วย พระจักรพรรดิ HIROHITO ) ใน THE SUN แม้ชื่อหนังจะแปลว่า แสงอาทิตย์ แต่ตัวหนังกลับถูกกดแสงจนมืดมิด แทบทั้งเรื่องหนังดำเนินไปในความสลัวราง กระทั่งในฉากที่สว่างจ้าที่สุดนอกอาคาร ก็ยังกูราวกับเกิดสุริยุปราคา หรือเมฆควันแห่งความพ่ายสงครามปิดบังแสงอาทิตย์ไปจนหมด

การกดแสงจนมืดมิด ยังผลให้หนังทรงพลัง และหลอนหลอกมากการดูหนังเรื่องนี้ด้วยวิธีอื่นไม่ว่าจอภาพของคุณจะวิเศษสักแค่ไหนก็ไม่อาจจะซึมซับความมืดสลัวจากตัวหนังได้เท่ากับดูมันโรงภาพยนตร์

และในMOTHER AND SON นี้ก็เช่นกัน

หนังเล่าเรื่องของแม่ลูกคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านเล็กเชิงเขา แม่ป่วยและอาจกำลังจะตาย และลูกชายคอยดูแลแม่อย่างใกล้ชิด และมันมีอยู่เท่านั้น

ตลอด73 นาที เราจะได้เห็น ลูกชายนั่งอยู่ข้างเตียงแม่ อุ้มแม่ออกไปเดินเล่น อ่านหนังสือให้แม่ฟัง เอาน้ำให้ดื่ม คอยดูจนแม่หลับ แล้วออกไปเดินเล่นลำพัง

หนังแทบไม่มีดนตรีประกอบ และแทบไม่มีบทสนทนา หากมีก็เป็นเพียงคำกระซิบ ปราศจากเรื่องเล่าเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวอันเชื่องช้า

หากแต่เราไม่อาจนับว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนัง มันทั้งอาจใช่และไม่ใช่ เพราะที่เราสัมผัสได้ มันอาจเป็น บทกวีทางสายตา ภาพเคลื่อนไหวงามวิจิตร โศลกแห่งสรรพเสียง และการบันทึกความฝันลงบนแผ่นฟิล์ม

หนังสร้างทุกฉากให้กลายเป็นภาพเขียนที่เคลื่อนไหวได้ วิจิตรบรรจงตั้งแต่การคัดเลือกฉาก สี การใช้เลนส์ ไปจนถึงขนาดที่ในทุกฉาก นักแสดงจะหยุดการเคลื่อนไหวชั่วครู่ (อย่างแนบเนียน) เพื่อให้เห็นว่ามันสามารถเป็นภาพเขียนได้ ในขณะที่บทสนทนา แม้จะแผ่วเบา และแทบไม่มี แต่ในทุกถ้อยคำ กลับซุกซ่อน ความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับความเป็นความตาย และการดำรงคงชีวิต

ภายใต้ภาพอันสวยสดงดงาม(จนอยากจะบอกว่าภาพอันมีฝีแปรงเข้มข้นปาดสีลงบนแคนวาส) สีสันอันเข้มข้น และทัศนียภาพบรรเจิดเฉิดฉาย ยามกล้องอยู่ในระยะประชิดเลนส์ประหลาดทำให้ของภาพแตกพร่า บิดเบี้ยว เรื่องเล่าที่แท้ของหนังคือความสัมพันธ์ของแม่และลูก ซึ่งหนังซ่อนไว้ลึกซึ้งโดยไม่ต้องเล่าออกมา

หากเราแบ่งหนังเป็นสองช่วง ในช่วงแรกคือภาพของความผูกพันของแม่กับลูก ภาพธรรมชาติสวยสดงดงามที่ทำขึ้นไม่ใช่การเสกสรรปั้นแต่งพื่อเพียงสนองความต้องการภายในของผู้กำกับเท่านั้นหากแต่กลับเต็มไปด้วยนัยยะซ่อนเร้น มากมาย

ทุ่งหญ้าสีเขียว ถนนดินสีแดง ป่าโปร่งในแสงสีเหลืองเรืองรอง หุบเข้าและหนองน้ำ คือภาพสงบงดงามของธรรมชาติ ภาพแทน แม่ ความเป็นแม่ หรือลึกลงไปกว่านั้น คือพระแม่ธรณี

แต่แม่กำลังป่วย!

อาการป่วยไข้ใกล้ตายของแม่ในเรื่องอาจเป็นได้ทั้งความป่วยไข้สามัญ หรือความป่วยไข้ทางวิญญาณหากเราเฝ้าฟังคำสนทนากระซิบกระซาบเราอาจพอเข้าใจได้ว่า ความป่วยไข้ของแม่ในทางหนึ่งเกิดจากการเติบโตของลูกชาย ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ความชราภาพของมารดาตน และความหวากลับการสูญเสียลูกชายของนาง เพราะอย่างไรเสียในที่สุดลูกชายก็ต้องไปตามเสียงเรียกร้องของ ความรัก ของหน้าที่ ของชีวิต ดังนั้นตลอดทั้งเรื่องในฉากภายนอก ระหว่างที่ลูกชายอุ้มแม่ออกไป จึงปรากฏขึ้นอย่างเข้มข้นโดยมีฉากหลังเป็นพะยับฝนเทาเข้มที่ก่อตัวขึ้น

และในระดับลึกกว่านั้น หากแม่คือแม่พระธรณี ชีวิตที่ผูกพันกับแผ่นดินอันอุ่นเอื้อ ความป่วยไข้และความตายของแม่ก็ไม่ต่างอันใดจากความเสื่อมทรุด ทรามโทรมที่บังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ โลกที่เราเป็นลูกๆของแม่แผ่นดิน

ในเรื่อง แม่ชิงชังฤดูใบไม้ผลิที่กำลังเดินทางมาเพราะนางไม่มีชุดจะสวมใส่ หากลึกๆใช่หรือไม่ว่า นางหวดกลัวตัวเองจะไปไม่ถึงฤดูใบไม้ผลิ และโลกเราก็เช่นกัน ใบไม้ผลิมาไม่ถึงอีกแล้ว

และลูกชายกำลังฝัน!

หลังจากสนทนากันชั่วครู่แม่หลับใหลไประหว่างแสงแดดสีส้มประหลาดกับเงาไม้ที่สาดไกวเข้ามาคล้ายม่านตรงหัวเตียง ลูกชายออกไปเดินเล่นลำพัง และเป็นตอนนั้นเอง ที่เราได้เห็น

ท่ามกลางภาพหนึ่งหนังสอดแทรกเสียงหนึ่งเข้ามา ภาพที่ไม่สัมพันธ์กับเสียงสะท้อนความสับสนในความฝันของลูกชาย

ภาพกวาดไล่ยอดไม้บนภูเขา หูเราแว่วยินเสียงคลื่น กล้องกวาดไกวเชื่องช้า ปล่อยเสียงทะเลดังจนเราเชื่อว่าทะเลอยู่ใกล้ที่ไหนสักแห่ง แต่สุดสายตากล้อง เรากลับเห็นเพียงหนองน้ำสะท้อนเงาภูเขา

แล้วฉับพลัน ลูกชายเพ่งมองจากแนวไม้ แสงสนธยาสีส้มสาดไหว ภาพทะเลถูกซ้อนเช้ามาโดยไม่ให้เห็นความต่อเนื่อง ราวกับบังเกิดขึ้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับทัศนียภาพใดๆ

เด็กหนุ่มก้มลงร้องให้ และคนดูได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็ก แว่วไกลๆ แน่นอน เสียงทะเลคือการขานเพรียกเรียกจากดินแดนแสนไกล และเสียงเพลงกล่อมเด็กคือการขานเพรียกของบ้านเกิด

นอกจากเพลงกล่อมเด็กและทะเล มีอย่างน้อยสองครั้งที่เราได้ยินเสียงรถไฟ ครั้งแรกระหว่างการเดินเล่นของเขากับแม่ อีกครั้งหนึ่งเราได้ยินเสียงรถไฟ ขณะเห็นภาพมันอยู่ไกลๆสุดขอบเฟรม

และเมื่อไรที่มีภาพรถไฟ หนังก็จะมีดนตรีประกอบคลอไปด้วยเสมอ

ดนตรี หวูดรถไฟ และเสียงคลื่น เป็นการขานเพรียกจากโลกอื่น ขณะที่ เพลงกล่อม และเสียงครืนครั่นคร่ำครวญของพยับฝน คือความอาลัยจากโลกของแม่

และหากแม่ผู้ป่วยไข้คือโลกนี้ ลูกชายก็คือเราเหล่ามวลมนุษย์ ผู้ในที่สุดก็ถูกเพรียกเรียกหาจาก การเดินทาง(รถไฟ) ความท้าทาย (ทะเล) และ ความสว่างไสวจากโลกอื่น (เสียงดนตรี) และในที่สุดเราเลือกต้อยตามมันไป ทิ้งแม่ของเราไว้ในความป่วยไข้โรยล้า

หนังจบลงอย่างเรียบง่ายและทรงพลังเหลือเชื่อ เมื่อลูกชายมาลาแม่ที่กำลังหลับใหล บทสนทนาเรียบให้แม่รอบาดลึกลงในเราโดยไม่ต้องพยายามสร้างเหตุการณ์ร้าวรานใจ แม่ไม่ได้ตอบคำ นางกำลังหลับไม่ก็ไม่อาจได้ยินลูกชายอีก

ในอีกทางหนึ่งหนังน่าสนใจในความคลุมเครือของความสัมพันธ์ของแม่กับลูกชายอย่างยิ่ง เพราะหากตัวละครไม่ได้เรียกขานกันด้วยนามของแม่กับลูก มันก็กลับดุคล้ายการปฏิบัติต่อกันของคนรัก อย่างยิ่ง (ว่ากันว่าในหนังเรื่องต่อมาที่เป็นเสมือนกระจกของMOTHER AND SONนั่นคือ FATHER AND SON ก็เต็มไปด้วยอารมณืแบบHOMOEROTIC ที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง )

และทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมานี้ไม่ใช่อื่นใดนอกจากฝันกลางวัยของผู้เขียนที่เคลิ้มคล้อยลอยลับไปกับภาพวิจิตรตระการตาในหนัง กับการเคลื่อนไหวอ้อยสร้อย เชื่องช้า และดึงดูดให้จมลึกลงไปโลกเฉพาะของหนัง

FOOTNOTE

ว่ากันว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนของจิตกรชาวเยอรมันชื่อ CASPER DAVID FREIDRICH ดูเกี่ยวกับจิตกรคนนี้ได้ที่นี่ ครับ

http://www.menggang.com/movie/russia/sokurov/momson/e-momson-d.html

เอารูปของFREIDRICH มาให้ดูเปรียบเทียบ ครับ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่เหมือนโลกมนุษย์เลยอ่ะ
มันสวยเกินไป...
หนังน่าดูจัง

#1 By sofa on 2007-01-13 16:50

คอมเม้นต์ไม่เกี่ยวกับเอนทรี่ค่ะ

แต่ขอตามหาหนังเรื่องหนึ่ง

เกี่ยวกับพระเอกเป็นนักเปียโน ที่เติบโตและเล่นเปียโนแต่บนเรือจนโด่งดัง เขาไม่ยอมขึ้นเรือจนกระทั่งวันหนึ่งได้เจอนางเอก จึงได้ยอมขึ้นบกเพื่อนางเอก

จำได้ว่าเคยถูกโพสไว้ในบลอกนี้ แต่หาไม่เจอค่ะ ถ้าไงช่วยบอกชื่อเรื่องทีนะคะ

ขอบคุณค่ะ

#2 By พู่ไหม on 2007-01-13 16:57

ไม่เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ครับ

แต่หนังเรื่องที่ว่าคือ LEGEND OF 1900 ครับผม

มีแผ่นลิขสิทธิ์ขายราคาถูกมากกกกกในบ้านเรา

ลองเดินเชคตามร้าน APS ตามห้างครับ

#3 By filmsick on 2007-01-13 17:02

พระคุณของแม่นั้นมากมายนัก เกินจะบรรยายได้จากหนัง

#4 By sammart (125.27.209.194) on 2009-08-03 21:33

Canada Goose Jacket sale

#5 By Canada Goose Jacket sale (110.85.115.185) on 2011-09-09 13:10