SILENCE WILL SPEAK : เงียบจำนรรจ์
posted on 10 Jan 2007 18:09 by filmsick in made-in-thailandนี่คือหนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดในรอบปี หนังจะฉายรอบพิเศษ ในวันที่ 20 มกรา ที่ไบโอสโคปดูรายละเอียดที่นี่ครับ
http://www.bioscopemagazine.com/web2006/film_detail.php?nPage=1&nPos=7
โป้งแปะไว้ตั้งแต่ WORLD FILM FESTIVAL แต่ไม่ได้เขียนเสียที จนจัดสิบอันดับในรอบปีแล้วหนังเรื่องนี้ติดอันดับหนึ่งในสิบด้วยก็แล้ว จนกระทั่งได้ข่าวว่าไบโอสโคปจะฉายหนังเรื่องนี้ในวันอาทิตย์นี้ ก็เห็นว่าได้เวลาเชียรือย่างออกหน้าออกตาครับ
ดูตัวอย่างหนังที่นี่ครับ
http://www.liveindy.com/ph/silence_trailer.htm
.........................................

เด็กสาวนั่งรถเมลล์ตอนเช้า เด็กหนุ่มเดินเล่นถ่ายรูปทั่ววัดวาและพิพิธภัณฑ์ในฝั่งพระนคร เด็กหนุ่มในรถที่ติดแหง็กอยู่กลางถนนนั่งพับนกกระดาษฆ่าเวลา คุณลุงรือเอาอัลบั้มรูปเก่าๆมานั่งดู หญิงวสาวนั่งร้องให้ที่ป้ายรถเมลล์เด็กหนุ่มนรั่งเล่นคอมพิวเตอร์แล้วไฟดับ
เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนถ่ายทำแบบ real time โดยไม่มีการเคลื่อนกล้อง ไม่มีการตัดต่อเร้าอารมณ์ ไม่เห็สีหน้าของนักแสดง(เพราะมักตั้งกล้องในระยะไกล) ไม่เล่าเรื่องใดๆ และไม่มีดนตรีประกอบ ยังผลให้หนังตั้งตนเป็นปฏิปักษ์แก่คนดูผู้มีความอดทนน้อยอย่างไม่ประนีประนอม จนมีคนลุกอกจากโรงฉายทุก 3 นาที
แต่หากเราข้ามพ้นความน่าเบื่อของการไร้เรื่องเล่านั้นไปได้ นี่กลับเป็นหนังที่อัดแน่นด้วยเรื่องเล่า ที่ทพลักล้น และมันเป็นเช่นที่ผู้กำกับบอกไว้ นี่คือภาพร่างความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยภายใต้แรงกดของการเมือง นับเนื่องมาตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา
หนังถ่ายทอดภาวะ -ความเงียบพูดได้- อย่างน่าทึ่ง เมื่อฉากภาพในหนังแทบจะไม่มีการเคลื่อนกล้องหรือตัดต่อ หนังแทบจะไร้บทสนทนโดยิ้นเชิง และภาพเคลื่อนไหวที่เราเห็น อาจดูไร้ความหมาย (เช่นการถ่ายLONGTAKE คนนั่งพับนกกระดาษ) บางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ที่มีสัญลักษณ์ และจบในบทของมันเอง เช่นฉากเล่นคอมไฟดัยแล้วถือเทียนออกมา ริมถนน เข้าหาแสงไฟเมือง! บางฉากก็กลายเป็นหนัง SURREAL เช่นฉากชายคนหนึ่งขโมยกระเป๋าหญิงสาวจากป้ายรถเมลล์ เสื้อสีแดงของเขาเขียนว่า CAPITALISM
เป็นการยากในการปะติดปะต่อเรื่องราวจากตัวหนัง ที่เป็นเสมือชิ้นส่วนกระจัดกระจาย และบางชิ้นส่วนคือภาพชวนช๊อค ที่นำฟุตเตจจาก เหตุกาณณื พฤษภาทมิฬ มาใส่เอาไว้ ภาพผู้คนบนถนน การกราดยิงของทหาร และภาพไฟลุกโชติช่วงจากการเผารถ บนถนนราชดำเนิน เหจุการจราจล ของผู้คนในประเทศยี้ไม่เคยขึ้นจออย่างทมี่มันควรเป็นมาก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ (ในคู่กรรมภาค สอง มีนัยยะประหลาดๆ ส่วนใน 14ตุลา ก้ปรากฏเพียงผ่านๆ) เราผ่าน 14 ตุลา 6 ตุล พฤษภาทมิฬ มาแล้ว แต่ไม่มีใครทำหนังเกี่ยวกับมัน หนังสือเรียนไม่เคยบันทึกเหตุการณ์ ทุกอย่างกลายเป็นความเงียบที่ลยอไปกับลม บางข้อหาก็ด้วยว่า เพื่อความมั่นคงของชาติ จนในที่สุดคนสองรุ่นที่ต่างกันเพียงสิบปีไม่ได้สืบทอด มีส่วนร่วม หรือกระทั่งย้อนแย้งร่วมอุดมการณ์เดียวกันอีกแล้ว
เมื่อฉากพฤษภาทมิฬบังเกิดขึ้น เราสามารถถอยเรื่องทั้งหมดมาพินิจใหม่ได้ในฐานะหนังการเมืองทันที
ภาพถ่ายตอนต้นเรื่อง ที่เมื่อกดชัตเตอร์ก็กลายเป็นภาพโบราณ คือเมืองไทยในยุคก่นเปลี่ยนการปกครอง (หลังการเปลี่ยนแปลง วัดวาอารามก็กลายเป็นเพียงสถานทีท่องเที่ยวของนักเรียนเท่านั้น
ต่อมาประวัติศาสตร์ก็โดนตุ๋ย! (ในฉากห้องน้ำ) แล้วหนังก็ดำเนินต่อไป โดยลืมตัวละครนั้นไป
ดังนั้นการพับนก (ที่หลุดโลกมากจนกลายเป็นการไปฟื้นบนเกาะ (ที่มีนัยยะมากกว่าเกาะ!) ) การนั่งรถเมลล์ การเล่นคอม การจุดเทียน (เหมือนในช่วงก่อน 19 กันยา ) จึงที่แท้ซ่อนนัยยะทางการเมืองทั้งสิ้น
หลังEND CREDIT หนังมีฉากเด็ดของคปค. (หนังเสร็จก่อนการยึดอำนาจของ คปค. ฉากนี้จึง็นการถ่ายเพิ่มหลังหนังจบ) ตามด้วยภาพสีหน้าของหญิงสาวคนหนึ่ง (ที่ทั้งโดนขโมยกระเป๋า ไปดูงานแสดงภาพ -สุชาติเฟลเลียร์- (จะว่าไปชื่องานของ ลุงสิงห์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี (ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเขียนหนังสือชื่อ ความเงียบ) ให้ภาพแทนภาวะของประเทศไทยได้อย่างน่าทึ่ง) แสดงความคิดเห็นของตัวผู้กำกับอย่างเต็มที่
โดยส่วนตัวนี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในรอบปี ที่ผ่านมา ครับ
แต่เราคงดูรวดเดียวจบไม่ได้อ่ะ
ต้องค่อยๆดู...
#1 By sofa on 2007-01-10 19:22