ครอบครัวแสนสุขเดินทางไปท่องเที่ยวฉลองครบรอบแต่งงานปีที่ยี่สิบห้าของพ่อกับแม่ ลูกสาวคนโตแต่งงาน มีลูกเล็กและยกครัวมา ลูกเขยพ่อตาไม่ถูกชะตากันตามประสา ส่วนลูกสาวคนรองและลูกชายคนเล็กกำลังย่างเข้าวัยรุ่น กวนตีนพ่อแม่ และกวนตีนกันเองไปตลอดระหว่าการเดินทางด้วยรถบ้านข้ามทะเลทราย ระหว่างทางพวกเขาแวะเติมน้ำมัน เจ้าของปั๊มใจดีบอกทางลัด แต่ขับไปขับไป รถดันเกิดอุบัติเหตุขึ้นกลางทะเลทรายที่ไม่มีใครรู้ ทะเลทรายที่เคยเป็นที่ทดลองนิวเคลียร์ ทะเลทรายที่เต็มไปด้วยพวกประหลาดกินเนื้อมนุษย์ !

ครอบครัวของโจอี้ ประกอบด้วย เขาเอง ซึ่งเป็น ลูกน้องเจ้าพ่อระดับกระจอก ภรรยา คนสวย พ่อผู้ชรา และ นิคกี้ลูกชายซึ่งสนิทกับ โอเลก เด็กรัสเซียข้างบ้านที่โดนพ่อเจ้าอารมณ์ทุบตีเขาและแม่เป็นประจำ เรื่องเริ่มในตอนบ่าย เมื่อโจอี้ เข้าไปพัวพันกับการฆ่าตำรวจ ก่อนจะนำปืนกลับบ้าน ไปซ่อน โดยไม่รู้ว่านิคกี้และโอเลกแอบดูอยู่ โดยไม่คาดคิด ปืนกระบอกหนึ่งเด็กชายคนหนึ่งวิ่งไปบนทางเปลี่ยวในค่ำคืนมืดดำ จากคนริยำคนหนึ่ง สู่คนริยำอีกคนหนึ่ง โจอี้ และ โอเลก เดินทางทอดน่องท่องนรกในค่ำคืนของความกลัวนั้นด้วยกัน

THE HILL HAVE EYES เวอร์ชั่น 2006 เป็นฝีมือของผู้กำกับหนุ่มฝรั่งเศส ALEXANDRE AJA ผู้กำกับที่เคยทำหนัง สยองขวัญเลือดสาด โหดสุดๆ อย่างHAUTE TENSION มาก่อน หนังเป็นการรีเมค หนังเก่าปี 1977 ของ WES CRAVEN ตัวต้นฉบับนั้นขึ้นทำเนียบหนัง CULT CLASSICS (รวมทั้งตัวผู้กำกับด้วย!) ในฐานะหนังสยองขวัญอเมริกันสุดดิบเถือ่นอีกเรื่องหนึ่งจากยุค เจ็ดสิบ ( โดยมีพี่ใหญ่คือ THE TEXAS CHAINSAW MASSACRE ที่เพิ่ง รีเมคกันไป เป็นคำรบสามไม่นานนี้) หากมองหนังเรื่องนี้โดยเปรียบเทียบกับตัวต้นฉบับ ที่ไม่ต้องสงสัยเลยคือหนังโหดเหี้ยมขึ้น เลือดสาดมากขึ้น จนหลายๆฉากอยู่ในระดับน่าพรั่นพรึง (ทำให้หนังมีสองเวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นตัดต่อแล้ว และเวอร์ชั่น UNRATED )

แต่การที่หนังโหดขึ้นไม่ได้ทำให้หนังน่ากลัวขึ้น เพราะเลือด เนื้อ มนุษย์บนจอ อาจทำให้เรารู้สึกสะพรึง เพราะที่หนังขาดไปคือความกลัวระดับลึก สาเหตุสำคัญที่มันเป็นเช่นนั้นบางทีอาจเพราะ หนังพยายามอธิบายที่มาที่ไปของเหล่าคนเหมือง ทำให้หนังกลายเป็นหนังสยองขวัญแบบมีต้นกลางจบสามัญเรื่องหนึ่ง ไม่ติดค้างเมื่อหนังจบลง ทุกสิ่งถูกเฉลยและเลือกข้างไว้เรียบร้อยแล้ว และความ มีที่มาที่ไปนั่นเองที่ทำให้หนังลดระดับความน่ากลัวลง ในหนังต้นฉบับนั้น แทบจะไร้คำอธิบายใดๆต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาเป็นเพียงครอบครัวแสนสุขดวงซวย ที่โดนมนุษย์กินคนไล่ฆ่ากลางทะเลทราย ซึ่งเราไม่รู้ที่มาที่ไปใดๆของมนุษย์กินคนพวกนั้นทั้งสิ้นนอกจากความโหดเหี้ยมของพวกมัน หนังสร้างความกลัวในระดับที่ลึกลงกว่าความสยดสยองของการฆ่า ความรู้สึกอ้างว้างไม่รู้หนและปกป้องตัวเองไม่ได้ แม้ว่าตัวหนังต้นฉบับอาจไปไม่ได้ไกลถึงขนาดที่สร้างความกลัวในระดับเสียวสันหลัง หรือหวาดผวา จนหายใจขัด แต่การสร้างบรรยากาศ และการทิ้งช่องว่างให้คนดูจินตนาการเรื่องราวและความสยองเอาเอง รวมไปถึงบรรยากาศดิบเถื่อนของยุคสมัย ทำให้ตัวหนังต้นฉบับ มีความรุนแรง ที่อัดกระแทกคนดู โดยการไม่ให้เห็น (ในขณะที่ฉบับ รีเมค ใช้การ ทำให้เห็นอย่างยาวนาน (จนมากเกินไป))

ในขณะที่ RUNNING SCARED หนัง ACTION เลือดเดือดเรื่องล่าสุดของ WAYNE KRAMER ผู้กำกับที่มีพื้อเพจาก แอฟริกาใต้ และเคยทำหนัง THE COOLER ซึ่งทำให้ ALEC BALDWIN เข้าชิงรางวัลดาราประกอบชายทั้งลูกโลกทองคำ และ ออสการ์มาแล้ว กลับมาคราวนี้ เขาเลือกเล่าพลอต ฉลาดๆ เกี่ยวกับปืนกระบอกหนึ่ง ปละเด็กรัสเซียคนหนึ่ง โดยเล่าเรื่องในคืนเดียว ชักพาครอบครัวแสนสุข(หรืออย่างน้อยก็เกือบๆแสนสุข) ครอบครัวหนึ่งให้ออกไปทัวร์นรกนอกบ้าน หนังเล่าเรื่องจากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง แล้วชักพาแต่ละห้วงเหตุการณ์มาเชื่อมร้อยรวมกันได้อย่างชาญฉลาด และทำให้ตลอดคืนอันยาวนาน เป็นการพาเราเข้าไปชม ความเลวร้าย ทุกข์ยากของผู้คน ที่ต่างก็ดิ้นรนเอาตัวรอดจนสามารถทำอะไรก็ได้ ความหวาดระแวง ความกลัว แบบเดียวกับหนังออสการ์ปีที่ผ่านมาอย่าง CRASH หากแต่ RUNNING SCARED กลับพาเราลงลึกในความโหดเหี้ยมมากว่า แต่กลับเลือกจบอย่างเป็นสุขกว่า

เอาเข้าจริงแล้วหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันแต่อย่างใด นอกจากว่ามันสร้างจาก ฮอลลีวู้ด และอยู่ในฐานะหนังแนวที่มีแต่หนังอเมริกันเท่านั้นที่สร้างได้ดีที่สุด แต่เหนืออื่นใด นอกจากนี้แล้ว หนังทั้งสองเป็นเพียงหนังตลาดจ๋า ที่สร้างได้ตามมาจรฐาน ไม่มีอะไรโดดเด่นจนต้องเป็นที่จดจำในฐานะงานศิลปะ เป็นเพียงความบันเทิงสำหรับวันหยุดยาวของเด็กวัยรุ่นชาย (อันเป็นกลุ่มเป้าหมายหลังของหนัง )เท่านั้นเอง มิพักต้องพุดถึงประเด็น เซกส์ และความรุนแรงที่หนังทั้งสองประเคนให้คนดูจนล้นเต็ม ตอบสนองสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ได้ชนิดถึงขั้นท้องเฟ้อเรอเปรี้ยวหลังดูจบ

หากแต่สิ่งที่น่าสนใจ และดึงให้หนังทั้งสองเรื่องนี้ขยับเข้ามาใกล้กันจนพอที่เราจะขมวดร้อยปมเชื่อมโยงกันได้นั้นก็คือ การที่หนังทั้งสองเรื่องนั้นแฝงฝังความคิด ชาตินิยม- เข้าไปจนเต็มล้นนั่นเอง

รัฐชาติ เป็นตัวแทนของอาณาเขตพรมแดนที่มองไม่เห็น เว้นแต่เราจะมองมันจากแผนที่ ซึ่งถูกดวาด ปักปันแบ่งเขตด้วยน้ำมือมนุษย์ ชาติ อาจได้มาด้วยการจับจอง การดำรงคงอยู่ เรื่อยไปจนถึงการยื้อยุดฉุดแย่งมาจากผู้อื่น ครั้นเมื่อได้อาณาเขตจนเป็นที่พอใจ หรือถูกกดลดอาณาเขตจนไม่อาจหนี เหล่าผู้คนหลากหลายเชื้อพันธุ์ ภาในอาณาเขตนั้นจึงสร้าง วาทกรรม ชาตินิยม- ขึ้น เราขีดคั่นพรมแดนด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ แต่สิ่งที่ทำให้นามธรรมเหล่านั้นดำรงคงอยู่ และสืบทอดอย่างเข้มแข็ง กลับเป็น วาทกรรม ชาตินิยม ซึ่งถูกผลิตสร้างขึ้นร่วมกัน ของผู้คนมากหลาย ที่มีที่มาที่ไปแตกต่างกัน ภูมิหลังแตกต่างกัน มีวัฒนธรรมต่างกัน

แต่ ผู้คนเหล่านั้นได้กำหนด ลักษณะ ของความเป็นชาติขึ้นมาเองกระนั้นหรือ หรือมันถูกกำหนดโดยตรงจากชนชั้นปกครอง จากนั้นใช้อำนาจ ทั้งการกดขี่ การสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ การปราบปราม การบีบบังคับ ไล่ไปจนถึงการโฆษณาชวนเชื่อ หรือการสร้าง - ศัตรูร่วม- กล่อมประสาท ปลูกฝัง จนทำให้ผู้คนเชื่อว่า พวกเขามีชาติเดียวกัน และต้อง - รักชาติ- รักผืนแผ่นดินที่ตัวเองอาศัย ต้องยอมรับในประวัติศาสตร์ ชุดเดียว ที่บรรพบุรุษของพวกเขาไม่เคยมีส่วนร่วม

และวิธีที่ได้ผลชะงัดนัก ไม่ใช่การใช้กำลัง หรือการบีบบังคับซึ่งหน้า หากแต่คือการแฝงฝัง วาทกรรมชาตินิยมไว้ใน ผลผลิตทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ ให้กลายเป็นเรื่องเล่าชวนฮึกเหิม การสร้างเพลประจำชาติ การเลือกเฟ้นและผลิตซ้ำวัฒนธรรมประจำชาติ และหารสอดแทรกมันไว้ในงานศิลปะทุกชนิด รวมไปถึงภาพยนตร์ด้วย

อเมริกา อาจถือเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการปลูกฝังวาทกรรมชาตินิยมผ่านภาพยนตร์ ประสบความสำเร็จจนถึงขั้นที่เราเรียก ครอบครัวเดี่ยวแสนสุขที่มีชีวิตน่าชื่นชม ในบ้านที่สะอาดเอี่ยม เครื่องมือเครื่องใช้นำสมัย และประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง (โดยไม่ต้องพึ่ง ระบบอุปถัมภ์ ชาติตระกูล หรือดวง แต่อย่างใด) ว่า AMERICAN DREAM ซึ่งกลายเป็นความคิดความเชื่อค่านิยม ไม่แต่เฉพาะในอเมริกา หากยังลุกลามไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

และในหนังอเมริกันสองเรื่องนี้ ดูผาดเผินอาจเป็นเพียงหนังดาดๆตามแนวทางของตัว หากแต่การปรากฏตัวของหนังหลังเหตุการณ์ 11 กันยา ทำให้เราอดเอาหนังทั้งสองเรื่องไปเปรียบเทียบกับเรื่องนี้ไม่ได้ และเยิ่งเมื่อหนังดำเนินไปข้างหน้า เราก็ค้นพบว่า เราอาจสามารถจัดหนังทั้งสองเรื่อง เป็นPOST 911 ได่อย่างไม่ขัดเขิน หนำซ้ำมันน่าสนใจมากขึ้นเพราะมันเป็นหนัง POST 911 ที่อุดมด้วยทัศนคติ โปรอเมริกันอย่างไม่ปิดบัง

คนเหมือง และ อันธพาล

ใน THE HILL HAVE EYES หนังมี ตัวร้ายเป็น คนเหมือง อันหมายถึง เหล่าคนงานเหมือง ที่ไม่ยอมย้ายออกไปหลังรัฐบาลประกาศจะใช้ทะเลทรายเป็นแหล่ง ทดลองนิวเคลียร์ พวกเขามุดลงใต้ดิน และ โดนฤทธิ์ของสารกัมมันตภาพรังสีจนกลายพันธุ์มีองคาพยพบิดเบี้ยว และกลายเป็นคนบ้าคลั่ง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่หนังไปดำเนินเรื่องอยู่ในทะเลทราย (การอ้างอิงตามต้นฉบับ ทำให้ประเด็นนี้แนบเนียนมากขึ้น) เพราะการพยายามอธิบายที่มาที่ไปของคนเหมือง ทำให้เรารู้สึกตงิดตงิดว่า นี่คือ ภาพแทนของ ชนชาวอาหรับที่อเมริกันกำลังรุกราน ยิ่งเมื่อ พวกเขา กลายเป็นตัวประหลาด ด้วยการกระทำ ของ รัฐบาล ผ่านทางการทดลองนิวเคลียร์ สถานะของพวกเขาก็ไม่ต่างจาก ชาวอาหรับ ตัวประหลาดบิดเบี้ยวน่ากลัว ซึ่งเป็นผลจากการผลิตสร้างวาทกรรมของ รัฐบาลอเมริกัน เพื่อหาความชอบธรรมในการทำสงคราม วาดภาพให้พวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายที่โลกต้องสะพรึง และยิ่งเมื่อพวกเขาคุกคาม ครอบครัวแสนสุข (ซึ่งคือตัวแทนของ AMERICAN DREAM ) การกระทของพวกเขาคือการก่อการร้ายกับชาวอเมิรกันผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่นั่นเอง

ในขณะที่ RUNNING SCARED ค่ำคืนอันมืดหม่น ของโจอี้ และ โอเลก พาเราไปพบกับ เจ้าพ่ออิตาเลียน มาเฟียรัสเซีย ไปจนถึง ไอ้หนุ่มเมกซิกัน กลุ่มคนนานาชาติในหนังเรื่องนี้ (รวมไปถึงผัวเมียอเมริกันผิวขาวรักเด็กด้วย ! ) กลายเป็นพวกอันธพาลใจโฉด ที่โหดเหี้ยม ฉ้อโกง ปลิ้นปล้อน พวกเขาทำลายครอบครัวแสนสุขของโจอี้ ตั้งแต่การ ให้ ปืน (อันเป็นตัวแทนของความรุนแรง ) เข้ามาในครอบครัว หรือการ มาเป็นเพื่อนบ้านนิสัยเลว ชอบทุบตีลูก นั่นยังรวมถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ครอบครัวแสนสุขของโจอี้ต้องเดือดร้อน ไม่ใช่เพราะพวกเขาเอง หากเพราะลูกปืนที่กระเด็นมาจากบ้านที่ติดกัน! และระหว่างการตามหาปืน ผู้คนที่พกเขาพานพบ ล้วนเป็นตัวอุปสรรคมากกว่า ตัวช่วย ผู้คนเหล่านั้น ขัดขวาง การเป็น ครอบครัวแสนสุข ของพวกเขา AMERICAN DREAM แบบที่มันควรเป็น

รูบี้ และ โอเลก

ใน THE HILL HAVE EYES มีเด็กหญิงรูบี้ เด็กหญิงลูกหลานคนเหมือง ที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการคร่าทำลาย ครอบครัวพลัดหลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฆ่าทารก ในหนังเธอขโมยเสื้อแจคเกตสีแดงของ บ๊อบบี้ แจคเกตแบบมีฮูดสวมหัว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มันทำให้เธอดูคลายเด็กสาวชาวอาหรับในชุดฮิญาบ สตรีเพศในอาหรับ มักถูกมองว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่อเสมอ เธอคือเหยื่อของสังคมอาหรับแบบชายเป็นใหญ่ และเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า และกลายเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ถูกนำมาใช้เสริมทัพความชอบธรรม เป็นประเด็นที่ทำให้เกิด ผู้ร้ายชัดเจนและแสนอ่อนไหวอย่างถึงที่สุด เสมอ

และใน RUNNING SCARED โอเลกน้อยไอ้หนูรัสเซีย ก็ตกเป็นเหยื่อไม่ต่างจาก รูบี้ เขาถูกพ่อเลี้ยงทุบตีเสมอ คนโฉดชั่วที่ทุบตีแม่และเขาเสมอมา การลุกขึ้นจับปืนของ โอเลก ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเลวร้าย แต่เกิดจากการลุกขึ้น ตอบโต้ และปกป้อง ครอบครัวแสนสุข ซึ่งในเรื่องนี้ พ่อเลี้ยงของเขาเองก็เป็นเช่นกัน ในหนังให้พ่อเลี้ยงของเขาคลั่งไคล้ JOHN WAYNE (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ วิธีคิด แบบ AMRERICA แบบสุดๆ ) แม้จะทุบตีลูกเมีย แต่หนังเลือกให้ความเป็นธรรมแก่ตัวละครตัวนี้ด้วยเรื่องเล่าของการพาแม่ของโอเลก หนีตายมาจากรัสเซีย ผลักให้ตัวละครนี้เป็นเพียง ชายผู้เกรี้ยวกราดเพราะชีวิตไม่เป็นไปตามที่หวัง ความตายของ พ่อเลี้ยงคือการยิงทะลุรอยสักตรงตาของJOHN WAYNE สองข้าง อเมริกันถูกทำลายจนน้ำตาไหลบเป็นสายเลือด ก่อนจะตามมาด้วยการเอาคืนสุดระห่ำ

หมู่บ้านจำลอง

ใน THE HILLS HAVE EYES หนังเพิ่มฉาก หมู่บ้านจำลอง ขึ้นจากต้นฉบับ หมู่บ้านแสนสุขแบบของอเมริกัน ข้างในบรรจุหุ่นโชว์ ครบครัว ไว้สำหรับทดลอง ผลจากระเบิดนิวเคลียร์ ก่อนจะถูกยึดครองโดยพวกคนเหมืองอัปลักษณ์ ฉากต่อสู้สำคัญเกิดขึ้นในหมู่บ้านจำลองนี้ หากหมู่บ้านจำลองคือตัวแทนของ อเมริกันที่กระทั่งปรมาณูยังทำลายลงไม่ได้ (หนังทำให้เห็นเพียงว่าพวกหุ่นแค่โดนเขม่าจากปรมาณูเท่านั้น) แต่การถูกยึดครอง ด้วยคนประหลาด บิดเบี้ยว เหมือนมะเร็งร้ายของสังคม และคุกคามอเมริกันชนบริสุทธิ์ แม้พวกเขาจะเป็นผลพวงจากการจัดการโดยรัฐ พวกเขาก็เป็นเพียงตัวชั่วร้ายที่ต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก และฉากนี้ดำเนินไปโดย การปักธงอเมริกันใส่หัวแบะพวกมัน มีแต่เพียงชาตินิยมเท่านั้นที่จะพาท่านพ้นภัยร้ายเหล่านี้ได้ ค่านิยม ทัศนคติ ชาตินิยม กระจายฟุ้งในฉากนี้ไม่แพ้เลือดที่ไหลเปื้อนจอ ยิ่งเมื่อหนยังจงใจให้เห็น ศพคนเหมืองมีธงปักโด่เด่

คืนร้อน

และในRUNNING SCARED หนังประกาศศักดา ความเป็นอเมริกัน ในฉากหนึ่งเมื่อ โจอี้ พยายามกล่อมให้ โอเลกเชื่อว่า เขาไม่ใช่เด็กรัสเซีย เขาเกิดในอเมริกา และเป็นเด็กอเมริกัน อเมริกันสิดี โจอี้ถึงกับตะโกน และสั่งให้โอเลกท่องแบบนั้น แน่นอน เด็กน้อยยิ้มร่า ตอบรับความเป็นอเมริกัน ขณะที่ควบขับรถแรง ไปต่อกรกับเหล่าคนชั่วนานาชาติ

ที่น่าสนใจที่สุดใน RUNNING SCARED คือตอนจบ หนังเลือกจบตามสูตร ด้วยการทำให้ในที่สุดครอบครัวแสนสุขได้กลับมาอยู่ร่วมกัน โจอี้ กลายจากคนหนุ่มลูกน้องนักเลงเป็นตำรวจ ที่ทำงานอย่างแข็งขัน ครบทุกประการไม่ต่าง จากซุปเปอร์ฮีโร่กู้โลก และโอเลก ผู้ตกเป็นเหยื่อได้รับความเอื้ออาทร กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแสนสุข เป็น อเมริกันชนไปในที่สุด เหล่าคนนอก คนชั่วตายตกหมดสิ้น (นั่นรวมถึงแม่ของโอเลก ซึ่งเป็นโสเภณีรัสเซียเก่าด้วย! )

ครอบครัวแสนสุข

หนังทั้งสองเรื่องอาจแตกต่างกันในแง่ของแนวหนัง แต่ที่แท้แล้วหนังกลับเล่าเรื่องเดียวกัน!

เพราะที่หนังเล่าคือ ครอบครัวแสนสุขครอบครัวหนึ่งซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถูกทำร้ายจาก -คนอื่น- ซึ่งโดยมากคือ ความเป็นอื่น ซึ่งมักจะมาในรูปแบบ ของสัตว์ประหลาด ตัวชั่วร้าย และการ ลุกขึ้นสู้- ของพวกเขาๆไม่ได้เป็นอะไรมากกว่า การทำเพื่อปกป้อง ครอบครัว- ของพวกเขาเอง เรื่องเล่าแม่บทที่สามารถสะเทือนอารมณ์มนุษย์ทุกคน เพราะมันคือการเล่นกับ หน่วยย่อยพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน เรื่องเล่าแม่บทเช่นนี้ไม่ได้มีเฉพาะในหนังอเมริกันเท่านั้น หากยังเป็นเรื่องเลาแม่บทสำหรับหนังทั่วโลก โดยปรับเปลี่ยนบริบทไป ตามวัฒนธรรม

การใช้เรื่องเล่าแม่บทที่เป็นหน่วยย่อย ที่สุด สะท้อนถึงมนุษย์ทุกคน สร้างอารมณ์ร่วมให้ได้อย่างไม่ขัดเขิน หลังจากนั้น การใส่ประเด็นซ่อนเร้นลงไปทำได้ไม่ยาก และผลักดันอารมณ์ร่วมให้พุ่งขึ้นถึงขีดสูงสุดได้โดยไม่รู้ตัว การสร้างสำนึกร่วมเทียม ทำให้เราสามารถใส่การจัดกลุ่มลงไปได้อย่างง่าย ตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างการแบ่งแยก คนดีเลว ไปจนถึง การเป็นไม่เป็น รักไม่รัก ชาติ

จริงๆแล้วมันไม่ได้ต่างจากการดูข่าวเลยแม้แต่น้อย ข่าวทีวีอาจเล่าเรื่องความตายของใครบางคน แต่เมื่อใครคนนั้นถูกแทนที่ด้วยการเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง ของใครสักคน เราจะสามารถเห้นอกเห็นใจ มีส่วนร่วมถึงขั้นเคียดแค้นชิงชังฝั่งตรงข้ามได้ในทันที โดยไม่ทันได้คิดว่ามันเป็นเพียง เล่ห์กลของเรื่องเล่าเท่านั้น

ดวงตาแห่งภูเขา ของเราผู้วิ่งไปบนความกลัว

และบางที เส้นพรมแดน ของชาติใดชาติหนึ่งก็เป็นเพียง เล่ห์กลของเรื่องเล่า เราไม่อาจปฏิเสธถึงความจำเป็น ของการมี วาทกรรม ชาตินิยม เพาะมันทำหน้าที่ปกป้องเราให้พ้นภัย ให้ความเชื่อมั่น และสร้างความสมานฉันทน์ระหว่างกัน แต่ในอีกทางหนึ่ง ใช่หรือไม่ที่เราควรต้องรู้เท่ทันเล่ห์กลของเรื่องเล่า เพราะกี่ครั้งแล้ว ที่เราต้องฆ่าใครสักคน เพื่อสังเวยวาทกรรม ที่อาจไม่ได้มีอยู่จริง สังเวยเรื่องเล่า ที่อาจเป็นนิทานหลอกเด็ก (เหมือนฉาก END CREDIT ของ RUNNING SCARED) เป็นเพียงเรื่องเล่า ที่เราต้องรู้เท่าทัน เพราะการเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบสุดลิ่มทิ่มประตูล้วนนำพาเราไปสู่จุดจบอันเป็นหายนะทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ความคลั่งชาติ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เหนื่อยๆอ่านมาจนจบ....
....เพิ่งดูเรื่อง FREEZE ME มาพี่..หนาวดี...

#1 By rafilmstruck on 2007-01-04 16:18

อ้าวดันกดผิด....
อืมทั้ง2เรื่องเหมือนหิวข้าวราดแกง
แต่ได้กินแฮมเบอเกอร์...รู้นะว่าจะทำให้อ้วน
แต่หิว..55555 ข้างในมีเศษอาหารครบถ้วน..
ดูเอามันแบบบ้านๆสนุกดี

#2 By rafilmstruck on 2007-01-04 16:22

เรื่องแรก รูปแรก เสร็จแล้วพี่ เข้าไปดูได้เลย

#3 By นกฮูกดีไซน์ on 2007-01-04 17:31

ภัยที่มาจากการปลูกฝัง
น่ากลัวนะ
...
แทบจะนึกไม่ออก
ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ

#4 By sofa on 2007-01-04 22:57

ไม่ชอบ Running Scared อย่างแรงครับ ประเคนความโหดเต็มเรื่อง แล้วจบแบบ...ง่ายจังครับ อึดอัดแต่ไม่ได้ใจ

#5 By yuttipung (58.9.29.79) on 2007-01-07 02:14