อีสานกู : สุรชัย จันทิมาธร

ปีพุทธศักราช 2398 สยามประเทศตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น หลังการถูกบังคับให้เซ็น สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง สยามซึ่งแต่เดิมเป็นสังคมเกษตรกรรม เริ่มเปิดพรมแดนทางการค้า โดยสินค้าสำคัญคือข้าว ซึ่งปลูกกันมากในที่ราบลุ่มภาคกลาง หากการปลูกข้าวจำเป็นต้องใช้แรงควายในการหว่านไถ เพิ่มผลผลิตที่มากขึ้น จึงต้องการแรงงานความเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยุคสมัยนั้นเกิดการต้อนวัวควายที่มีมากทางภาคอีสานลงมาขายในภาคกลาง โดยมีผู้คุมขบวนค้าควาย เรียกได้ว่า นายฮ้อย

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีการนำเข้า รถไถยนต์ มาใช้แทนแรงควาย โดยตัวแทนผู้นำเข้าคือพระยาแหว่ง จอมเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นว่ารถไถตัวเองขายไม่ได้ จึงวางแผนตัดกำลังด้วยการส่งโจรที่ชุบเลี้ยงไว้ ออกไล่ขโมยควายจากนายฮ้อยไปส่งโรงฆ่าสัตว์เพื่อให้รถไถของตัวเองขายได้

หากแต่ยังมีนายฮ้อยสิงห์ ผู้มีวิชาอาคมไม่ครั่นคร้ามศัตรู สามารถเอาชนะโจรก่องข้าวน้อยที่พระยาแหว่งชุบเลี้ยงเอาไว้ พระยาแหว่งจึงไปขอความช่วยเหลือจาก ปอบดำ ศัตรูเก่าที่ผีมือทัดเทียมกับนายฮ้อยสิงห์ ในขณะเดียวกัน ยังมี โจรบั้งไฟ ที่ไล่ลักควายจากหมู่นายฮ้อยไปแจกจ่ายชาวบ้าน ใช้บั้งไฟทั้งใหญ่เล็กเป็นอาวุธ โดยมีเบื้องหลัง เบื้องลึกและความแค้นส่วนตัวเป็นแรงผลัก

นี่คือเรื่องเล่าคร่าวๆของ คนไฟบินผลงานเรื่องที่หกของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ ผู้กำกับที่เคยทำหนังสนุกๆอย่าง เจ็ดประจัญบาน และหนังผี อย่าง ไนน์ตี้ชอค เตลิดเปิดโลง และ ตะเคียน รวมไปถึงหนังแอคชั่น อย่าง ล่าระเบิดเมือง แม้จากผลงานในอดีตอาจทำให้หลายคนกังขา แต่ความน่าสนใจในการหลังรักหนังผจญภัย (และเคยทำออกมาได้อย่าสนุกสนาน ใน เจ็ดประจัญบาน ) และการเลือกสร้างหนังแอคชั่นที่มีดาราเลือดใหม่แข็งๆอย่าง เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง และ พันนา ฤทธิไกร เจ้าพ่อหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อม ที่เคยเป็นหนังขายสายฮิตเงียบ ตลอด ยี่สิบปีที่ผ่านมา (และทั้งสองคน เคยร่วมกันทำให้ เกิดมาลุย เป็นหนังแอคชั่นชาตินิยม ที่ทำได้จริงใจ เรื่องหนึ่ง) ทำให้หนังดูน่าสนใจขึ้นมา

ตัวหนังนั้นเดินตามรูปรอยหนังแฟนตาซีผจญภัย ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคหนังคาวบอยล่าขุมทอง และแตกหน่อต่อยอดออกไปมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังฮ่องกงยุค แปดสิบ หนังหลายๆเรื่องของชอว์บราเดอร์ในยุคหลังไล่ไปจนถึงหนังของ เฉินหลง ที่อาศัยฉากหลังในช่วงชุลมุนของประเทศจีน ยุคที่เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองหลวง และเต็มไปด้วยสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งตัวหนังคนไฟบินนั้นชวนให้นึกถึงหนังฮ่องกงสนุกเหล่านั้นอย่างมาก

หากแต่สิ่งที่โดดเด่นกว่า พลอตเรื่อง กึ่งการ์ตูน หรือการแสดงความสามารถส่วนตัวในการโลดโผนโจนทะยานของนักแสดงนำ (ซึ่งใช้เป็นจุดแข็งและจุดขาย ทำให้หนังเตรียมไปฉายในอเมิรกาต่อจาก ต้มยำกุ้ง ของจา พนม แอคชั่นฮีโร่คนดังของประเทศไทย) นั่นคือการสร้าง ความเป็นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอีสาน ลงไปในตัวหนัง

เฉลิม วงศ์พิมพ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากทำหนังที่เกี่ยวกับอีสานมานานแล้ว ตั้งแต่โปรเจคต์ จูรราสิคปาร์คเด้อ (ซึ่งไม่ได้สร้าง) จนทำหนังมาหลายเรื่อง และมาลงตัวที่เรื่องนี้ ซึ่งเขาใส่ความเป็นอีสานลงไปในทุกส่วนของหนัง ตั้งแต่การวางบุคลิกตัวละคร เหตุการณ์ การผสมผสานตำนานเรื่องเล่าโบราณ เข้ามาใช้เป็นรายละเอียดในหนัง ตั้งแต่ตำนานผีปอบ การมีคาถาอาคม ไปจนถึงตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ และที่สำคัญคือการ ให้ตัวละครทุกตัวพูดอีสานตลอดทั้งเรื่อง

และเป็นที่น่าสนใจยิ่งว่าในหนังแอคชั่นของบ้านเรา รวมไปถึงของชนชาติตะวันออกนั้น เราแทบจะหาวีรบุรุษผู้เสียสละได้ไม่มากนัก แต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่จอมยุทธ์บนแผ่นดินตงง้วน หรือราชันย์มังกร บรูซ ลี มาจนถึงจา พนม ตัวละครเอกของหนังไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น วีรบุรุษ พวกเขา กระทำไปเพราะสถานการณ์บังคับ ถูกกระทำกดดันจนไร้ทางสู้ และโดยมาก มันมักถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้น ต่างจากวีรบุรุษของชาติตะวันตกมหาอำนาจ (นับรวมไอ้มดแดงของญี่ปุ่น)ที่ออกปราบคนพาลอภิบาลคนดี มาแต่ต้น เป็นไปได้ว่า วิธีคิดของคนฝั่งตะวันออกที่ยึดอยู่กับศาสนาพุทธ ไม่ได้บอกให้ผู้คนทะเยอทะยาน (และในที่สุดโลกทุนนิยมทำให้คุณสมบัตินี้กลายเป็นข้อด้อย) เราไม่ร้องอยากเป็นวีรบุรุษ แต่พร้อมจะต่อสู้เมื่อมีภัย และที่สำคัญที่สุด เมื่อมีการทำลายสถาบันครอบครัว ซึ่งอาจหมายถึง การฆ่าพ่อฆ่าแม่ ไปจนถึงช้าง (แบบในต้มยำกุ้ง) ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้นำเสนอออกมาชัดเจน แต่เป็นเพียงข้อสังเกตร่วมที่พอจะคว้าจับได้ในหนังหลายๆเรื่องของชนชาติสองฝั่งพระอาทิตย์เท่านั้น

แม้หากมองในฐานะหนังแอคชั่นขายการต่อสู้ หนังจะไม่ได้มีการต่อสู้ชนิดสะใจคนดูจนต้องซู้ดปาก และหากมองในฐานะของหนังแฟนตาซีผจญภัยก็เป็นแค่หนังสนุกๆธรรมดาๆเรื่องหนึ่ง

แต่เนื่องจากเราสามารถมองหนังเรื่องหนึ่งได้จากหลายแง่มุม หนังเรื่องนี้จะน่าสนใจทันทีหากเราจับเอาวาทกรรม ว่าด้วย การต่อสู้ของอีสานกับอำนาจรัฐ และ อัตลักษณ์ชุมชน (ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกหลัง เหตุการณ์ 11 กันยา )

อีสาน แปลตามตัวได้ว่า ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในความหมายทางภูมิศาสตร์สำหรับประเทศไทย อีสาน คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ภาคที่เต็มไปด้วยความแร้นแค้น ผู้คนต้องพลัดบ้านพรากเรือนเข้ามาเป็นแรงงานในทั่งทุกภาคของประเทศไทย และเป็นภาคที่วิถีชีวิต วัฒนธรรม ภาษา ถูกนำมากล่าวถึงอย่างหมิ่นแคลน ผ่านทางคำติดปากอย่าง ลาว - , - เสี่ยว โดยผู้พูดมักไม่ละอายใจ

ในอดีตและล่วงมาจนถึงปัจจุบัน ตัวละครเช่น คนใช้ กรรมกร มักจะถูกนำเสนอผ่านสำเนียงและคำพูดแบบอีสาน หรือกรณีตัวตลกชื่อดังในเมืองไทยก็คือคนอีสาน คุณค่าแห่งอีสานจึงถูกลดต่ำอย่างน่าใจหายและเป็นไปตามอุดมการณ์ของรัฐส่วนกลาง * 1

ใช่แล้วครับ บางทีการหมิ่นแคลนความเป็นอีสาน ที่แฝงฝังอยู่ในคนไทยทั่วไป(โดยเราอาจไม่รู้สึกและไม่ยอมรับ)นั้นเป็นไปตามอุดมการณ์ของรัฐส่วนกลาง ที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆกับลัทธิ ชาตินิยม-ในบ้านเราที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง

หลังการรุกรานของประเทศตะวันตก สยามประเทศจำเป็นต้องเสริมความเข้มแข็งของตน ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากฝรั่งเศสเข้ายึดลาว รัชกาลที่ 5ทรงวางรากฐานการปกครองหัวเมืองภาคอีสานเพื่อดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ทั้งผ่านทางการขยายการศึกษา การคมนาคม ตามมาด้วยการเก็บภาษี รัชชูปการในปี 2446 ส่งผลให้สังคมอีสานทีเดิมไม่ได้เป็นสังคมเงินตรา รู้สึกต่ำต้อยไร้ศักดิ์ศรี จนเกิดการต่อต้านในรูป กบฏผู้มีบุญ โดยชาวบ้านรวมกลุ่มกันโดยมีแกนนำเป็นอดีตพระที่ชาวบ้านนับถือในบารมี และใช้ความเชื่อทางพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ หากต่อมารัฐได้แปลงความหมายของ ผู้มีบุญ ให้กลายเป็นผีบุญ และถูกกำจัดไปในที่สุด ซึ่งต่อมา การพัฒนาอีสาน (หรือในทางหนึ่งเราอาจเรียกว่าการครอบงำอีสาน) ก็ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน ทั้งผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ความกลัวคอมมิวนิสต์ และการรุกคืบของโลกทุน ทำให้คนอีสานถูกกดอยู่ในฐานะ คนชั้นล่างเรื่อยมา ยิ่งเมื่อพวกคนหนุ่มสาวต้องมาเป็นแรงงานชั้นล่าง ทำให้การกดขี่ (ทางความคิด)ของคนอีสานไม่เคยสิ้นสุด

และแม้หนังเรื่องนี้จะเลือกยุคสมัยก่อนการเกิดกบฏผู้มีบุญ แต่หนังก็แสดงภาพคร่าวๆของการขยายอำนาจของรัฐไทย ผ่านทางตัวละครอย่างพระยาแหว่ง (รับบทได้อย่างกวนอวัยวะเบื้อล่างโดย ลีโอ พุฒ) ที่เป็นทั้งตัวแทนของอำนาจรัฐ และ การรุกคืบของโลกตะวันตก และการพัฒนาอุตสาหกรรมไปพร้อมๆกัน

ในขณะที่ตัวละครที่เหลือ ล้วนต่อสู้ด้วยคาถาอาคม ตามแบบฉบับของคนอีสาน (หรือคนไทยทั้งหมด) บั้งไฟกับปืน และ ควายกับรถไถ จึงมีความหมายมากกว่าการพูดถึงสมรรถนะในการทำการรบที่สูงต่ำต่างกัน หากมันยังเป็นตัวแทนของ คนอีสาน กับอำนาจภายนอก อีกด้วย แน่นอน ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า อำนาจภายนอกได้กัดกร่อนและกลืนกินอีสานจนเป็นเช่นที่เราเห็นทุกวัน ไม่แต่เฉพาะอีสาน หากยังรวมถึงอาณาเขตทั้งหมดทั้งล้านนา มาจนถึงศรีวิชัย

หากในยุคปัจจุบันการกลับคืนมาของอัตลักษณ์ชุมชนกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ในอดีต เด็กต่างจังหวัด ถูกบังคับให้พูด ภาษากลาง ด้วยความมุ่งหมายให้ทัดเทียมกับคนกรุงเทพ หากในระยะหลังมานี้เรากลับมองเห็นความวิตกว่าภาษาถิ่นจะสูญหายไปตามกาลเวลา จนหลายต่อหลายคนอยากให้ลูกหลานพูดจาภาษาถิ่น

บั้งไฟและความในหนัง เป็นทั้งอาวุธ และสมรภูมิการรบของคนพื้นถิ่น หากควายเป็นที่ต้องการของรัฐส่วนกลาง ควายก็ไม่ต่างอะไรจากทรัพยากรที่รัฐต้องการเข้ามายื้อแย่ง (โดยอาศัยวาทกรรม ชาตินิยม การเสียลสละเพื่อส่วนรวม) คนอีสาน คนเหนือ คนใต้ และคนพื้นถิ่นมากมายถูกลักควายไปตัวแล้วตัวเล่าโดยอาการอมพะนำ น้ำท่วมปาก จนกระทั่งการม่าถึงของโจรบั้งไฟ ซึ่งมีปูมหลังเป็นลูกหลานของคนที่ถูกลักควายไป(หรือถูกแย่งชิงทรัพยากรนั่นเอง) เขาจึงกลับมา เอาคืน หากวิธีการเอาคืนได้เปลี่ยนแปลงจากการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (เหมือนที่พ่อแม่รุ่นก่อนหน้าต้องการให้ลุกเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งในที่สุดเป็นแขนขาของอำนาจรัฐ ) มาเป็นการต่อสู้ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ชุมชน ในหนังเขาจึงลาออกจากการบวชเณร มาทำงานในโรงงานบั้งไฟและฝึกวิชา บั้งไฟที่ไว้บูชาพญาแถน (ซึ่งหมายถึงอัตลักษณ์ วิถี ประเพณี ดั้งเดิมของชุมชน) เป็นเครื่องมือที่เขาหาได้และมีพลังมากพอ(หากนำมันมาใช้เป็น ) ในการต่อสู้กับอำนาจภายนอกทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้นเอาเข้าจริง ฉาก บักเซียงเหยียบบั้งไฟพุ้งชนปราสาทพระยาแหว่ง และฉากควายไล่ทับเจ๊กโรงฆ่าสัตว์ในท้ายเรื่อง จึงมีความหมายมากกว่าฉากแอคชั่นทำเท่ หรือฉากตลกโปกฮาเฉยๆเท่านั้น

แม้หนังจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ในที่สุดอัตลักษณ์อีสานก็ขานประกาศนามตนเองออกมา แล้ว เสี่ยว และ ลาว ในที่สุดกลายเป็นคำพูดที่ผู้พูดสิควรละอายใจ ไม่ใช่ผู้ที่เขาพูดถึง

หมายเหตุ

*1 อ้างอิงจาก กำจร หลุยยะพงศ์ . 2549 : จากกบฏผีบุญสู่กองทัพผีปอบ(หวีดสยอง) ว่าด้วยการต่อสู้ของอีสานและลาวในโลกความเป็นจริงและหนังผี . รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 27ฉบับที่ 3 (กันยายน ธันวาคม 2549 )

*2 สรุปและเรียบเรียงจาก กำจร หลุยยะพงศ์ . 2549 : จากกบฏผีบุญสู่กองทัพผีปอบ(หวีดสยอง) ว่าด้วยการต่อสู้ของอีสานและลาวในโลกความเป็นจริงและหนังผี . รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 27ฉบับที่ 3 (กันยายน ธันวาคม 2549 )

ชื่อบทความได้จากเนื้อเพลง อีสานกู โดย สุรชัย จันทิมาธร อัลบั้ม คนไม่เต็ม (โปรดฟังเพลงนี้ประกอบการอ่านบทความ)

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

--และในที่สุดโลกทุนนิยมทำให้คุณสมบัตินี้กลายเป็นข้อด้อย
ทุนจะเปลี่ยนทุกอย่างที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของมัน
ไม่เว้นแม้กระทั่งศีลธรรมตลอดไปจนถึงประเพณีดั้งเดิม
โดยจะไม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงไปในทันทีและมักจะมาในรูปแบบแนวคิดแบบใหม่

#1 By [ O - online ] on 2006-12-28 08:03

ยินดีอย่างยิ่งครับ ที่มีคนเขียนถึงคนไฟบินในมุมมองแบบนี้
งานของคุณ filmsick ได้กระตุ้นให้ผมรู้สึกว่า ตัวเองคงต้องเขียนอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้บ้างแล้ว
เพราะผมรู้สึกว่า มีหลายประเด็นในคนไฟบินที่น่าสนใจมาก หากลองมองจากแง่มุมวิชาการทางสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์
แต่ด้วยความเป็นคนขี้เกียจ จึงยังไม่ได้ลงมือเขียนสักที ทว่าเมื่อได้อ่านงานของคุณ ทำให้ผมตัดสินใจเขียนอะไรบางอย่างขึ้นทันที และหวังว่าภายในวันนี้น่าจะเขียนเสร็จ

#2 By คนมองหนัง on 2006-12-28 12:37

ผมจะยินดีอย่างยิ่งถ้าได้อ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ จากฝีมือ คุณคนมองหนัง ครับ

#3 By filmsick on 2006-12-28 12:38

วันนี้เพิ่งไปดูคนไฟบินมาฮะ หนังสนุกกว่าที่คิดเอาไว้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองถูกกลืนกินไปกับสังคมทุนนิยมในเมืองหลวงไปเรียบร้อยแล้วหรืออย่างไร พอได้เห็นหนังที่มีบรรยากาศแบบบ้านนอกแบบคนไฟบินแล้วรู้สึกมัน EXOTIC สุด ๆ เลย

ไม่น่าเชื่อเลยว่าภาพของฝูงควาย ท้องนา ทุ่งดอกบัว ผืนดินแห้งแล้งที่กว้างใหญ่ไพศาล ตลอดจนสำเนียงเสียงอีสานที่เว้ากันซื่อ ๆ ในหนังเรื่องนี้จะทำให้ตัวเองแอบหลงรักและตระหนักได้ทันควันว่าได้ว่าประเทศไทยไม่ได้มีแค่รถไฟฟ้าบีทีเอสและสยามพารากอน (อุ๊ปส์ เดี๋ยวนี้ต้องเซ็นทรัลเวิร์ดพลาซ่าด้วย) จนมีความรู้สึกว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้มีความรักบ้านเกิดเมืองนอนมากทีเดียว แม้ว่าหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังสะท้อนสังคมอย่างเต็มตัวอย่าง "ลูกอีสาน" ของวิจิตร คุณาวุฒิ แต่ผู้สร้างก็ไม่อาจจะปิดบังความจงใจเรื่องความรักบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองเอาไว้ได้สนิทแน่น

ชอบลีโอ พุฒ ในหนังเรื่องนี้มากเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเขาทำน้ำเสียงอู้อี้ในลำคอได้ตลอดทั้งเรื่องได้อย่างไร และก็ฮามาก ๆ ตอนที่เขาต้องสวมบทบาทเป็นคนสองคนในร่างเดียวกัน จะดูจริงจังก็ไม่ใช่ จะดูตลกก็ไม่เชิง ออกจะดูครึ่ง ๆ กลาง ๆ ด้วยซ้ำ แต่เขาก็หล่อน่ารักดี

ดีใจที่คุณ FILMSICK เขียนวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ ต้องขอบคุณคุณ FILMSICK มาก ๆ ที่มาเขียนอะไรดี ๆ ให้เราได้อ่านกัน และก็ขอเอาใจช่วยให้คุณคนมองหนังเขียนบทความดี ๆ ออกมาด้วยเช่นกัน

อ้อ ได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ SF CENTRAL WORLD โรงดูลึกลับดี ที่ว่าลึกลับคือรู้สึกว่าเขาจะใช้โทนสีดำ ๆ และต้องขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้น 9 (ช่องขายตั๋วอยู่ชั้น 7 ชั้นเดียวกับ MAJOR) ตอนแรกก็งงเหมือนกันว่า CENTRAL WORLD มันสูงขนาดนี้ด้วยเหรอ นี่มันสร้างเพิ่มเติมจากเดิมหรือเปล่า แล้วตึกมันจะถล่มไหม (วะ)

#4 By black forest (58.10.27.66) on 2006-12-28 22:23

เยี่ยมครับ

#5 By plynoi แว่วศรี on 2007-01-04 07:45

ชอบพุฒเล่นนี้มาก แหวกดี ขำๆๆ

#6 By zara (203.209.115.26) on 2007-01-07 23:12

#7 By (203.155.172.98) on 2007-01-10 22:31

ด้วยเหตุผลนับประการ...
ลูกอิสาน
ก็ยังดำรงอยู่บนเส้นทางของการกดขี่ทางสังคมอยู่ดี

#8 By มดปลวก (58.9.158.200) on 2007-01-14 03:57

เยียมครับ

#9 By สุรโบ้ (124.120.161.87) on 2007-01-15 22:10

ขอบคุณครับ เขียนดีมาก

#10 By เฉลิม วงค์พิมพ์ (124.120.161.87) on 2007-01-15 22:12

มันมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

#11 By คนไร้นาม (61.7.144.233 /61.7.144.233) on 2007-02-01 15:17

กดเเก

#12 By ดเด (125.24.150.142) on 2007-02-06 10:15

ไปดูมาแล้ว ชอบกันทั้งครอบครัวเลยค่ะ
สนุก และ ได้สาระ เป็นหนังที่เข้าถึงคนดูได้ เหมือนว่าเราสัมผัสเหตุกาณ์จริง ๆ เลยนะ อยากให้มีหนังแบบนี้ ทำออกมาเรื่อย ๆ อยากให้คนรุ่นใหม่ได้เอาเป็นตัวอย่างเวลาทำหนังออกมา ให้มีคุณภาพแบบนี้ค่ะ

#13 By คุณโอ๋ (125.24.165.10) on 2007-03-22 09:37

#14 By แอ จะดูละครคนไฟบิน (203.113.17.174) on 2007-09-28 10:36

หนังฮีโร่ดีๆโยงไปเป็นการเมือง เอาเรื่องเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ มาทำให้คนในปัจจุบันแตกแยกกัน

#15 By กกก (128.86.159.0) on 2008-09-12 05:18

ยอดเยี่ยมที่สุดเรารักบ้านเกิดแดนอิสานค่ะ

#16 By เก๋เก๋ (203.156.35.127) on 2010-07-25 08:57

เคยดูแล้วครับเรื่องนี้สนุกดีนะ

#17 By AeRo (58.8.43.241) on 2011-01-08 16:35