FEAR OF FEAR กลัวความกลัว

posted on 02 Dec 2006 11:51 by filmsick  in see-it-and-die

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ครับ

มันเป็นเรื่องของแม่บ้านคนหนึ่งที่ยังคงหน้าตาสะสวยแม้จะมีลูกสองคน เธอกับสามีอาศัยอยู่ในชั้นล่างของตึกที่ชั้นบมีแม่และพี่สาวของเขาอาศัยอยู่ ธํอเป็นแม่บ้านที่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน ในขณะที่สามีกำลังหมกมุ่นกับการเรียนด้านคณิตศาสตร์ จู่ๆวันหนึ่งขณะกำลังท้องแก่ลูกคนที่สอง เธอเริ่มเห็นภาพหลอน ราวกับว่าจู่ๆเธอก็มองทุกสิ่งผ่านห้วงน้ำ เธอรู้สึกประหลาดเหมือนกำลังจะเป็นบ้าแต่พยายามกดมันไว้ ยอมอ่อนข้อจำนนต่อทุกการกระทำทั้งจาลูกสาว สามี และที่ร้ายกาจที่สุด คือแม่สามีและพี่สาวของเขาที่มองว่าเธอไม่เป็นประสาในเรื่องงานบ้านการเรือน และยิ่งเธอจำนนมากขึ้นเธอก็เกิดภาพหลอนมากขึ้น จนคืนหนึ่ง หลังคลอดลูกเธอก็ใกล้เสียสติ จนต้องตามหมอกลางดึก หลังจากนั้นเธอเริ่มเสพติดยานอนหลับ พยายามดิ้นรนอย่างเงียบเชียบที่จะไปให้พ้นจากภาพหลอน และเป็นปกติ แต่ยิ่งหาหนทางก็ยิ่งถลำลึก เธอกลายเป็นชู้กับเภสัชกรเพื่อแลกยา เธอติดเหล้า และความบ้าไม่เคยหายไป เพียงแต่ว่า ที่แท้แล้วเธอเป็นบ้าเพราะเธอเป็นบ้า หรือเธอเป็นบ้าเพราะถูกทำให้เป็นกันแน่

หนังเรื่องนี้มักถูกมองในฐานะ-หนังอีกเรื่อง- ของ REINER WERNER FASSBINDER หนังสร้างขึ้นในปี 1975 หลังความสำเร็จของหนัง MOTHER KUSTER GOES TO HEAVEN และ FOX AND HIS FRIENDS ที่สร้างในปีเดียวกัน และหนังเรื่องนี้ที่จริงแล้วถูกสร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวี

แต่การฉายทีวีไม่ใช่ข้อจำกัดที่จะอบกว่าหนังนั้นด้อยคุณภาพ เพราะผลลัพธ์ของหนังเรื่องนี้ยังคงเข้มข้นด้วยอารมณ์ สะท้อนความเป็นเพศหญิงออกมาได้อย่างลึกซึ้งและเป็นมนุษย์มากๆ

โดยตัวเรื่องนี่คือหนังที่มีการทำซ้ำกันมามากต่อมากแล้ว เรื่องร้าวฉานในครอบครัว การตบตีของแม่ผัวลุกสะใภ้ ภาวะทางจิตอันเปราะบางของคุณแม่ลูกอ่อน หรือกระทั่ง การคบชู้สู่ชายและการกลายเป็นบ้า เราสามารถหาอ่านเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างสบายในฐานะนิยายประโลมโลกยื หรือละครหลังข่าวเอามัน แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องจะลงลึกไปถึงภาวะทางจิตใจ มากกว่าแค่ใช่มันมาเป็นจุดหักเหของเรื่อง

หนังอาศัยการแสดงของMARGIT CARSTENSEN นำพาผู้ชมเข้าไปสู่โลกเฉพาะของเธอ เมื่อเธอเริ่มเห็นภาพหลอนราวกับสรรพสิ่งรอบข้างปรากฏอยู่ใต้น้ำ เธอรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะเป็นบ้า และพยายามกดข่มความกลัวนั้นไว้ ค้อมยอมจำนนต่อบทบาท เมีย และแม่ ที่ความงามของเธอกลายเป็นภัย เมื่อ ผู้ชายทุกคนในชีวิต หวังจะเคลมเธอ และผู้หญิงทุกคนในชีวิต ริษยาความสวยจนหาเรื่องเธอได้ตลอดเวลา แต่ดูเหมือนยิ่งกดข่มยิ่งผุดโผล่ เธอพยายามจะรักลูกให้มาก จนโดนแม่สามีค่อนแคะ (BRIGITTE MIRAรับบทนี้ได้อย่างน่าตบมากๆ) พยายามจะส่งสัญญาณถึงสามี พยายามจะทำนั่นนี่ จนในที่สุด เธอต้องหันไปพึ่ง ยากดประสาท นำไปสู่เหล้า จนนำไปสู่การยอมพลีกายแลกยา ดิ่งจมลงไปในสถานที่ซึ่งไร้ทางออก

หนังแสดงให้เราเห็นภาวะแปลกแยกของ MARGOT อย่างตามติดชิดใกล้ ด้วยการวางระยะกล้องให้โคลสอัพ MARGOTอยู่ตลอดเวลา ราวกับจะเจาะลึกลงไปในดวงตา ของเธอ และที่สำคัญ หนังแทบจะถ่ายเธอจากเงาในกระจกมากกว่าตัวจริงเสียด้วยซ้ำการสะท้อนภาพตัวเองในกระจก (ซึ่งบางคร้งมีแตกออกเป็นสามเป็นสี่ ) คือคล้ายเป็นภาพสะท้อน เบื้องลึกที่กำลังแตกแยกของMARGOTเอง หากเมื่อมีการปรากฏร่วมฉาก กล้องจะถดถอยมาอยู่ในระยะกลาง จับจ้องเหตุการณ์ ผู้คนที่ ถูกวางตำแหน่งให้ห่างเหิน เมินหมาง ราวกับMARGOT ถูกถ่างออกจากเฟรมภาพ ทั้งสามีที่หมกมุ่นอยู่กับงานคณิตศาสตร์ แม่ผัว และพี่ผัว ( IRM HERMAN เล่นได้น่าตบมากๆโดยไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากทำตาหรี่ๆแบบจ้องมองแล้วเหยียดริมฝีปากเยาะเย้ย ) ไปจนถึง เภสัชกร ที่หวังจะเคลมเธอ และชายวิกลจริต ที่เฝ้าติดตามเธอ ทุกคนจะถูกเว้นระยะ ให้จ้องมองเธอ

การจ้องมองกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในหนัง ที่เราพอจะแบ่งเฟรมภาพได้เป็นสามส่วน คือ ฉากเดี่ยวของ MARGOT ภาพตามติดชิดใกล้ ไม่ใช่เธอจ้องมอง (เพราะหนังมักกำหนดให้เธอเหม่อคล้อยจากโฟกัสหน้ากล้อง) เฟรมที่สองคือการร่วมฉากกับตัวละครอื่น กล้องถอยออกมาในตำแหน่งที่จะมองเห็นทุกตัวละคร แต่มีการแบ่งฝั่งระหว่าง ผู้อื่น กับ MARGOT ตลอดเวลา ในขณะที่เฟรมที่สาม คือภาพการจ้องมอง จากตัวละคร ซึ่งตลอดเวลาหนังให้ทุกตัวละคร จ้องมอง MARGOT ภาพโคลสอัพ (แต่ไม่ไม่ได้ชิดใกล้แบบที่ประชิด MARGOT) มองเห็นดวงตาหลุดโฟกัสหน้าหล่อง แต่จับจ้องมอง มายังคนดู (ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของMARGOT ไปแล้ว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวละครชายทุกตัวในหนัง ล้วนจ้องมองMARGOT ด้วยดวงตาชวนขนลุกทั้งสิ้น ไม่เว้นกระทั่งสามีของเธอเองที่จับจ้องมองเธออย่างไม่เข้าใจอะไรเลย

และหนังให้ทางออกที่แสนหดหู่แก่ MARGOT โดยไม่ได้แสดงออกมาตรงๆ เมื่อความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย (โดยในฉากสำคัญนี้ ทุกตัวละคร ยืนออกันตรงประตู และจับจ้องมอง MARGOT ) และลงเอยด้วยการพาเธอไปรักษาในคลินิคด้วยการ นอนหลับ หนังจบลงด้วยการที่MARGOT ออกจากคลินิค บอกลา เพื่อนร่วมห้อง นาม EDDA (ซึ่งแสดงโดย INGRID CAVERN อีกหนึ่งดาราคู่บุญ และคู่รักหญิง ของ FASSBINDER ขโมยซีนในฉากเดียว) ในฉากนี้ หนังให้เราเห็น MARGOT ยืนหันหลังให้EDDA ที่นั่งยู่ MARGOT สวมชุดสีขาว EDDA สวมชุดสีดำ และMARGOT พร่ำบอก ฉันมีความสุข แต่EDDA นั้นเศร้าสร้อย

แต่ที่แท้หนังกลับจบลงด้วยคำทำนายว่า MARGOT จะต้องตาย เมื่อฉากสุดท้ายจริงๆของหนังคือการได้รับข่าวว่า ชายวิกลจริตข้างห้อง ได้แขวนคอตายไปแล้ว MARGOT เกาะขอบหน้าต่าง จ้องมองแล้วเหยียดยิ้มเศร้า ย้อนกลับไปที่ฉากก่อนหน้า ใช่หรือไม่ที่รูมเมตของเธออาจไม่มีอยู่จริงและเป็นตัวเธอเอง ที่มีชื่อ EDDA ชื่อที่เรียงใหม่ได้คำว่า DEAD! ดังนั้นแม้ไม่มีฉากความตายในหนังแต่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดเดาอนาคตของ MARGOT

อารมณ์อันทะลักล้น และบทสนทนารุนแรง การกำกับแบบกึ่งละครเวที ที่ดึงพลังจากนักแสดงขาประจำ ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในระดับ ทอปฟอร์ม แม้จะเป็นแค่หนังทีวี แต่นี่คือบทพิสูจน์ความ อัจฉริยะ ที่แม่นและถึงของ FASSBINDER ผู้กำกับเจ้าอารมณ์ที่สุดคนหนึ่งของโลกภาพยนตร์

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

..สุดยอดเลยพี่เขียนได้แบบน่าดูมาก นับถือ


ต้องยอมรับนะว่าบางเรื่องที่ผ่านตาเรา แต่เราไม่เคยคิดจะหยิบมันมาดูเลย แต่พ่ออ่านวิจารณ์จากพี่ ผมแทบกรี๊ดว่า เฮ้ย เห้นอยู่เรื่องนี้ ไมไม่เคยดูวะ

#1 By วาซาบิ on 2006-12-02 12:04

ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย แต่คุณ FILMSICK บรรยาย IRM HERMANN ได้เห็นภาพมากๆ

เห็นบอกว่านางเอกหนังเรื่องนี้มักเห็นภาพหลอนราวกับสรรพสิ่งรอบข้างปรากฏอยู่ใต้น้ำ ก็เลยทำให้นึกถึงหนังเรื่อง BREAKFAST OF CHAMPIONS (1999, ALAN RUDOLPH, B+/B) ที่พระเอกมักเห็นภาพหลอนเหมือนกัน นอกจากนั้น พระเอก BREAKFAST OF CHAMPIONS ยังมีลักษณะคล้ายนางเอก FEAR OF FEAR นิดนึงด้วย นั่นก็คือเขาน่าจะเป็นคนที่มีความสุขกับชีวิตโดยทั่วไปและชีวิตครอบครัว แต่จริงๆแล้วเขากำลังจะกลายเป็นบ้า

BREAKFAST OF CHAMPIONS ไม่ใช่หนังดีเท่าไหร่ แต่ก็แปลกกว่าหนังฮอลลีวู้ดโดยทั่วไป หนังไม่สนุก แต่แปลกดี

#2 By M.Scudery feat. Christoph Schlingensief (210.86.146.102) on 2006-12-08 01:32

Canada Goose Jackets

#3 By Canada Goose Jackets (110.85.115.185) on 2011-09-09 13:08