12 STOREYS โลก บริภาษ
posted on 23 Nov 2006 09:44 by filmsick in alienation
เช้าวันนั้น ชายคนหนึ่งดื่มเบียร์จนเมามาย หญิงแม่บ้านร่างท้วมออกไปจ่ายตลาด ไอ้หนุ่มแว่นหนาเตอะวิ่งออกกำลังตอนเช้า และ พ่อบ้านนั่งสนทนาฮาแตกในร้านกาแฟ
หญิงแม่บ้าน ซื้อกับข้าวแล้ววางไว้หน้าบ้านเดินออกมาโดดตึก แต่มีชายหนุ่มตามมา เธอจึงถอยกลับเข้าห้อง
เขาหยุดยืนมองระเบียง แล้วตัดสินใจโดดลงไป
จากนั้น เขากลายเป็นผี เฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนบนชั้น 12 ที่บางทีอาจเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศสิงคโปร์

หลังจากความสำเร็จ ของ MEE POK MAN 2 ปี ERIC KHOO ทำหนังยาวเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง( ก่อนจะว่างเว้นไปอีกแปดปี จนมาถึง BE WITH ME ) ตัวหนังนั้นมีจุดเชื่อมต่อเล็กๆถึง MEE POK MAN ผ่านทางฉากเล็กๆที่มีคนถามหา BUNNY โสเภณีข้างถนนเอากับแมงดาของเธอ (BUNNY คือนางเอกของ MEE POK MAN เธอถูกรถชน และได้รับการดูแลจากคนขายหมี่ผู้แสนเศร้า ) ในขณะที่ BE WITH ME จะอาศัยโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันกับหนังเรื่องนี้แต่เล่าด้วยวิธีการกลับหัวหลับหาง
นี่คือหนังที่เต็มไปด้วยคำด่า ไม่ได้หมายความว่านหนังโดนด่าเละเทะตอนออกฉาย แต่หมายความว่า แทบจุกบทสนทนาที่หนังมี (หนังเรื่องนี้อุดมไปด้วยบทสนทนา) ล้วนเป็นตัวละครสักคนกำลังบริภาษตัวละครอีกคน ถ้อยคำกราดเกรี้ยวรุนแรง วาจาผรุสวาทเสียงตะคอกประชดประชัน คือบรรยากาศชวนอึดอัดครอบคลุมเรื่องไว้ทั้งเรื่อง
คู่แรกคือแม่บ้านหญิงอ้วนกับแม่ของเธอ ที่เอาแต่เปรียบเทียบ เธอกับลูกสาวบุญธรรมที่ตอนนี้ได้ดิบได้ดีมีผัวรวยไปแล้ว (แต่ไม่เคยกลับมาดูแลแม่แต่อย่างใด) ในห้วงนี้ หนังจับจ้องมองโดยไม่มีเคลื่อนกล้อง อยู่บนใบหน้าบิดเบี้ยวของหญิงชราในระยะประชิดกล่าว่าจะกระทบกระเทียบยาวนานไม่รู้จบโดยเธอมองกลับมายังกล้องด้วยดวงตาชิงชังรังเกียจ และเราคนดูถูกผลักเข้าไปในเรื่อง ละทิ้งฐานะผู้ดู ไปเป็นผู้ที่ถูกด่ากราดซ้ำซาก หนังตัดสลับภาพการด่ามาราธอนนี้เข้ากับภาพระยะประชิดของหญิงแม่บ้านอ้วนที่ทำกิจวัตรนู่นนี่ไปเรื่อยๆ ดวงตาเศร้าของเธอ ความรันทดของเธอ ที่ถูกด่าว่าหมูตอน ถูกไล่ให้ไปตาย จากเสียงของแม่เธอ ที่ยังคงวนเวียนซ้ำในรูหู แม้ผู้คนไม่อยู่อีกแล้ว!
คู่ต่อมาคือคู่พี่ชายกับน้องสาวในช่วงเวลาที่พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน คนพี่ทำงานอย่างนักและใช้ชีวิตอยู่ในกรอบคับแคบของคนบ้างาน คนน้องสาวกำลังเรียนมัธยม และแทบจะเรียกได้ว่าใจแตกเต็มที่ เธออยากลาออกจากโรงเรียนไปเปิดร้านเสื้อผ้า มีแฟนทำงานเป็นแมงดา และไอ้น้องชายตัวเล็ก ที่กำลังกลัดมัน ก็ค้นพบถุงยางอนามัยในกระเป๋าพี่สาวตัวเองอีกต่างหาก ฉากก่นด่าลำเลิกบุญคุณที่ต้องยากลำบากเพื่อเลี้ยงดู ดังต่อเนื่องยาวนานในห้วงนี้ พี่ชายบอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขาป่านนี้น้องๆจะได้เรียนหรือ ป่านนี้ถ้าเขาไม่ต้องมาส่งเสียน้อง เขาคงมีแฟลตหรูๆไปแล้ว แถมยังยกสถิติความเหลวแหลกของประชากรมาอ้างอิง เรื่องยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาต้องเผชิญกับแฟนของน้องสาวที่อาจจะเป็นแมงดา นั่นหมายความว่าน้องเขาอาจจะขายตัว และเธอไม่ยี่หระสักเล็กน้อย ฉากด่าทั้งน้ำตา ในตอนท้ายกลายเป็นการเปิดเผยด้านดำมืดในจิตใจของเขาที่บางทีอาจจะหลงใหลน้องสาวตัวเอง อย่างมากจนรับไม่ได้ที่เธอจะมีเซกส์
คู่สุดท้ายเป็นคู่ผัวเมียที่ข้างผัวเป็นหนุ่มสิงคโปร์ทำงานกระจอก แต่แอบไปหลอกสาวมาจากแผ่นดินใหญ่ ครั้นสาวเจ้าตกลงแต่งงานกลับมาอยู่สิงคโปร์ด้วยกันความจริงก็เปิดเผยว่าไอ้หนุ่มเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้ขี่เบนซ์ อาศัยอยู่ในแฟลตรูหนู สาวเจ้าจึงจิกหัวด่าสามีตัวเองทุกวัน แถมยังทำท่าว่าจะคบชู้อีกต่างหาก ข้างฝ่ายสามีก็ได้แต่นิ่งฟังภรรยาที่เขารักปานดวงใจจิกหัวด่าตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่ตอบโต้ และถึงขั้นกอดขาร้องให้ตอนเมียตัวเองจะหนีไปกับชายชู้

ดังที่กล่าว นี่คือหนังที่เต็มไปด้วยถ้อยคำผรุสวาทที่อาจไม่รื่นหู แถมหนังภาพระยะประชิดอาจทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัด อย่างถึงที่สุด จนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกใครสักคนด่าตลอดเวลาที่หนังดำเนินไปข้างหน้า ซึ่งเป็นความรู้สึกอันรุนแรงและถูกต้องแล้วที่เป็นเช่นนั้น เพราะที่แท้ในถูกถ้อยคำกระแทกกระทั้น บริภาษ เหล่านั้น ล้วนซ่อนนัยยะในการบริภาษ และถูกบริภาษ ประเทศ สิงคโปร์ ทั้งสิ้น
ผู้คนสามคู่คือตัวแทนภาพรวมของคนสิงคโปร์ เด่นชัดที่สุดคือตัวพี่ชายที่คอยจับจ้องบริภาษผู้อื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยลีลา เหยียดหยันแบบนักวิชาการ อ้างอิงสถิติความเหลวแหลกเละเทะของผู้คนในสังคมมาประกอบ การอธิบาย (ไม่ต่างจากที่รัฐบาลนำมาประกอบในการออกกฎหมายบังคับใครต่อใคร โดยเฉพาะเด็กๆ แบบน้องสาวของเขา) เขาคือตัวแทนพันธุ์แท้ของชนชั้นกลางสิงคโปร์ ที่ทำงานหนัก และยึดมั่งว่าวิถีชีวิตของตัวเองคือวิถีชีวิตที่เหมาะที่ควร พวกเขาถือว่า เขาคือผู้หาเลี้ยงคนอื่น มีชีวิตถูกทำนองคลองธรรม ควรได้รีบการเคารพยกย่อง และถือว่าตัวเอง-เหนือกว่า-อยู่ขั้นหนึ่งอาศัยไม้บรรทัดของตัวเองตัดสินผู้อื่น โดยมีอุปกรณ์เสริมเป็น วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และศีลธรรม แต่พวกเขาไม่อาจทำได้ เพราะเขาลืมไปข้อหนึ่ง มนุษย์แต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน
ในขณะที่ตัวสามีในเรื่องหลังเป็นพลเมืองสิงคโปร์ผู้รักบ้านเกิดของตัวเองจนหมดใจ รักทั้งๆที่รู้เดขาอาจต้องยอมถูกกดหัวไปชั่วนิรันดร์ ฉากหนึ่งเมื่อภรรยาต่างด้าวของเขา บริภาษถึงสิงคโปร์ เขาเลือดขึ้นหน้าลุกขึ้นมาปกป้องต่อต้าน เต็มที่ แต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก ขณะที่ภรรยาของเขาอาจเป็นตัวแทนของ คนขุดทองจากประเทศอื่น คนจีนแผ่นดินใหญ่ คนมาเลเซีย คนฟิลิปปินส์ ที่เดินทางมาขุดทองในดินแดนนี้ บางคนอาจกลายเป็นแรงงานต่างด้าวที่ถูกกระทำซ้ำซ้อน และบางคน ก็อาศัยดินแดนนี้เป็นเพียงทางผ่าน ผละทิ้งไปได้โดยไม่ใยดี
คนสุดท้ายคือหญิงแม่บ้าน เธอคือผู้ถูกกระทำซ้ำซ้อนที่สุดในเรื่อง พิจารณาจากว่าเธอคือพลเมืองสิงคโปร์ ผู้ไม่ได้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เหมือน คุณพี่ชาย และไม่ได้เป็นพลเมืองเพศชาย เหมือนคุณสามีในตอนที่สาม เธอเป็นเพียงแม่บ้านที่มีชีวิตไปวันวันในอาณาเขตคับแคบของตน เธอถูกกดทับจากทางสังคม ไปจนถึงภายในบ้านตน เมื่อแม่ที่ตายไปแล้วยังคงเวียนวน บริภาษเธอเช้าจรดค่ำ

และในฉากหนึ่งอันเจ็บปวดรวดร้าว เมื่อลูกสาวคนโปรดของแม่ (ที่ตอนนี้เป็นคุณนายไปแล้ว) กลับมาเยี่ยมบ้าน เธออุตส่าห์แต่งตัวสวยรอรับน้องสาว เตรียมอาหารอย่างดี แต่น้องสาวบุญธรรมของเธอกลับเพียงเข้ามาบ่นบ้าเรื่องชีวิตตัวเอง อวดร่ำอวดรวย แล้วจากไปโดยไม่ถามถึงเธอสักคำ และไม่แม้แต่จะพูดคุยเกี่ยวกับแม่ที่ตายไปแล้ว ฉากที่เธอรับเงินมา แล้วแอบร้องให้กับป้ายวิญญาณจึงกลายเป็นฉากที่เธอถูกกระทำอย่างถึงที่สุด
แล้วภูติผีเล่า ใช่แล้ว ชายหนุ่มผู้พาเราไปชมเรื่องเล่าจากชั้น 12 นั้นตายกลายเป็นผี เขาคือพลเมืองตกสำรวจ คนที่ใครๆก็ร้องยี้ เขาคือวัยรุ่นลูกหลานคนมีเงินที่ฆ่าตัวตายไปอย่างไร้มูลค่า ฉากหนึ่งในหนังพ่อกับแม่ของเขามารับศพลูก วิญญาณของเขานั่งจ้องหน้าพ่อกับแม่ ที่กล่าวต่อกันว่าพวกเขาได้เลี้ยงลูกอย่างดีที่สุดแล้ว(แน่นอน หมายถึงมาตรฐานทางกายภาพ ไม่ใช่ทางจิตใจ) แล้วทำไมลุกเขาจึงยังฆ่าตัวตายอีกเล่า เป็นอีกฉากร้าวรานใจขอ.โลกที่คนติดกับมาตรฐานทางกายภาพมากกว่าจิตวิญญาณ โลกที่ขับเคลื่อนด้วยกฎอันเคร่งครัดและตัวเลขชัดเจน ตัวละครในหนังกลายเป็นพลเมืองตกสำรวจที่กระทำ และถูกกระทำซ้ำไปไม่รู้จบ
12 STOREYS ไม่ได้อวลอารมณ์นุ่มนวล เหมือน BE WITH ME ไม่ได้หม่นเศร้าและวิปริตแบบ MEE POK MAN แต่นี่คือหนังแบบ ANGRY YOUNG MEN หนังของคนทำในวัยหนุ่มสาวที่ออกมาเกรี้ยวกราดกับโลกอึดอัดคับข้องกับสิ่งที่เป็นและบริภาษมัน (ว่ากันว่าในหนังสั้นของRRIC KHOO เรื่อง PAIN นั้นเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ค่อย หั่นศพผู้ชายอีกคนทีละชิ้นๆ ! ) และนี่คือรวมมิตรการด่ามาราธอน กันกราดเกรี้ยวและทรงพลัง เสียงจากสิงคโปร์ ถึงโลกทั้งใบ

FOOTNOTE
หลังจากดูหนังของเขาครบทั้ง สามเรื่อง ERIC KHOO ขึ้นแท่นรอรับรางวัลผู้กำกับแห่งปีเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ!!!

ERIC KHOO
#1 By โอ๋เอง / q-..-p / OHA on 2006-11-23 10:20