THE VILLAGE ALBUM : ภาพถ่ายทางใจ
posted on 16 Nov 2006 13:21 by filmsick in made-in-thailand
อันเนื่องมาจาก entry นี้
http://openair.exteen.com/20061116/entry
เลยไปขุดเอาบทความเก่าที่เขียนถึงหนังไว้ครั้งที่ได้ดูในBKIFF เมื่อต้นปี
ต้อนรับการเข้าฉายของหนังครับ (หนังเข้าฉายที่LIDO ที่ดียวครับ )
...........................
เรื่องเล่าของหมู่บ้านเล็กๆที่กำลังจะไม่มีอยู่อีกต่อไป เพราะในทันทีที่โครงการสร้างเขื่อนของรัฐสำเร็จ น้ำจะทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านนี้ให้จมหายไป ช่างภาพประจำหมู่บ้านถูกขอร้องให้เดินทางออกเก็บภาพของผู้คนในหมู่บ้านสำหรับเป็นที่ระลึก เป็นเหตุให้ ทาคาชิ ลูกชายที่ออกจากบ้านไปเพราะทะเลาะกับพ่อ ถูกตามตัวกลับมาช่วยพ่อถ่ายรูปอีกครั้ง ชายชราตัดสินใจที่จะแบกอุปกรณ์ทั้งหมด แล้วเดินเท้าลึกเข้าไปในหุบเขาไม่ว่าจะใกล้หรือไกล เพื่อถ่ายรูปทุกบ้าน โดยมีข้อกำหนด วันละ ไม่เกิน 3 บ้าน ทาคาชิ ผู้ซึ่งต่อต้านความคร่ำครึของพ่อมาโดยตลอด ก็ทะเลาะกันไปทำงานกันไป จนวันหนึ่งพ่อล้มป่วยลง เขาจึงต้องทำหน้าที่สานต่องานของพ่อ และค่อยๆเข้าใจในทุกเหตุผลที่พ่อทำ เรียนรู้ช้าๆ ทั้งเรื่องของหมู่บ้านแสนสุขที่เขาชิงชัง การถ่ายรูปในแบบที่เขาเข้าไม่ถึง และวิธีคิดในแบบของพ่อของเขา
หนังตั้งใจ และจงใจ วางตัวเองให้เป็นหนังเรียกน้ำตาที่สร้างความรู้สึกหัวใจพองโตหลังจากหนังจบลง mitsuhiro mihara ผู้กำกับหนังตอบตอนQ n A หลังหนังจบว่า เขาตั้งใจจะสร้างหนังสักเรื่องเพื่ออุทิศให้กับความดีงามเก่าแก่ ความงามของธรรมชาติ และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ที่กำลังสูญสลายไปช้าๆจากญี่ปุ่น และผลลัพทธ์ที่ได้คือหนังที่เชิดชู เรื่องราวเหล่านั้น ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็น ทัศนียภาพอันงดงาม ของหมู่บ้านเชิงเขา ผู้คนที่โดยมากทำการเกษตร ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายจนดูราวน่าเบื่อ ไม่เพียงแต่การเดินจะสอนทาคาชิ แต่มันสอนให้เราตระหนักถึงการละเลียดมองดู ความงามในความง่าย นั้นช้าๆ มองดูใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี แวะชมหัวผักกาดใหญ่ยักษ์ ผลผลิตจากไร่ในแรงเหงื่อของผู้คน นอกจากนี้ มันยังบอกถึงการเข้าหาผู้คนอย่างอ่อนน้อมและให้เกียรติ ซึ่งในฐานะช่างภาพ นี่เป็นวิธีการเดียวที่จะดึงเอา จิตวิญญาณจากผู้คนที่เราถ่ายภาพออกมาได้
แม้หนังจะสร้างปมขัดแย้งง่ายๆแบบพิมพ์นิยม ตามประสาพ่อหัวแข็ง กับลูกชายปากแข็งแต่ความจริงใจของหนังก็ทำให้ผู้ชมคล้อยตามได้จนไม่รู้สึกขัดเขิน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ถูกเล่าซ้ำๆก็ตาม
ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากคือการให้ทุก 5โมงเย็น จะมีการเปิดเพลง amazing grace ออกในเสียงตามสายของหมู่บ้าน บทเพลงที่ถูกบรรเลงซ้ำ จนแทรกซึมเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชั่วขณะที่ ทาคาชิ และหลิน แฟนสาวชาวไต้หัวน (ที่เล่นได้น่ารักมากจนขโมยซีนในทุกฉากของเธอ) หยุดยืนฟังเสียงเพลง มองดูกิจวัตรของผู้คน ชวนให้หวนหาถึงชนบทบางแห่ง อาจเป็นบ้านที่บางคนจากมา หรือดินแดนที่บางคนอยากอยู่อาศัย( กระทั่งในบ้านเรา การเปิดเพลงเสียงตามสายก็ยังพบเห็นได้ตามหมู่บ้านทั่วไป )
หนังแทรกประเด็นผลกระทบของการสร้างเขื่อน (หรือการสร้างโครงการของรัฐ) ไว้เบาๆเป็นฉากหลัง แม้หนังจะไม่ลงลึกในเรื่องผลกระทบใดๆที่เกิดจากเขื่อน (ซึ่งว่ากันว่า สารคดีเรื่อง befroe the flood ที่มาฉายในเทศกาลเดียวกัน พูถึงประเด็นนี้อย่างเข้มข้น ) อาจทำให้ประเด็นทางการเมืองของหนังเบาบางจนจับไม่ได้ แต่ใช่หรือไม่ว่า การที่หนังเลือกเน้นย้ำความสงบงามของวิถีเก่า นั้น ยิ่งเน้นย้ำเราก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงการคุกคามอันไม่เป็นธรรม ที่ชาวหมู่บ้านต้องผเชิญ จากเขื่อนที่พวกเขา นอกจากไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน ยังต้องยอมขุดรากถอนโคนตนเอง สังเวยให้กับ-ความต้องการกำลังไฟฟ้าสำรอง- ของชาวเมืองอีกต่างหาก บางทีหากเปลี่ยนหมู่บ้านนี้เป็นชื่อ ปากมูล หรือ ราศรีไศล เราอาจเข้าใจกันได้เสียทีว่าทำไมชาวบ้านจึงได้ออกมากินนอนกันบนถนนหน้ารัฐสภา
หากนี่คือหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูวิถีเก่าแก่ มันก็ทำสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะการเป็นหนังที่ชวนใคร่ครวญหวนรำลึกด้วยอารมณ์ถวิลหา หรือปลูกฝังวิธีคิดอันอ่อนน้อมถ่อมตนต่อโลกใบนี้ และโดยส่วนตัว นี่คือ be with you ประจำปีนี้ (เหมือนที่ merry christmas คือ thechorusประจำปีนี้)ของผมครับ ซึ่งแน่นอน หมายความว่าหนังติดหนึ่งในสิบหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาล (และน่าจะในรอบปี)ไปเรียบร้อยแล้ว

#1 By Nausicaa on 2006-11-16 13:27